speak-human-tw: สกิลที่ลบกลิ่น AI ในงานเขียนและแจกแจงร่องรอยได้ 38 ข้อ
speak-human-tw คือสกิลโอเพนซอร์สที่เปลี่ยน "กลิ่น AI" ในงานเขียนจากความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ให้เป็นรายการร่องรอย 38 ข้อที่ไล่ตรวจได้ทีละอย่าง และยอมช้าลงหนึ่งจังหวะด้วยการลิสต์ปัญหาให้ดูก่อน แทนที่จะทับต้นฉบับทันที

งานเขียนที่ AI ร่างให้มีกลิ่นเฉพาะตัวจริงๆ ส่วน speak-human-tw เป็นสกิลโอเพนซอร์ส (ชุดกฎที่ผู้ช่วย AI อย่าง Claude Code · Codex · Cursor อ่านแล้วทำตามได้เลย) ที่แจกแจงร่องรอยเหล่านั้นไว้ 38 ข้อ ตั้งแต่คำเกริ่นสำเร็จรูปอย่าง "ในยุคที่..." ไปจนถึงพารามิเตอร์ utm_source=chatgpt.com ที่ติดอยู่ท้ายลิงก์ทั้งที่คนแปะไม่ทันสังเกต
จุดตั้งต้นของมันคือความรู้สึกที่หลายคนเคยเจอ เวลาให้ AI ช่วยร่างอีเมลถึงลูกค้า แคปชันโพสต์ขายของ หรือรายงานส่งหัวหน้า พออ่านทวนเองกลับรู้สึกว่าข้อความแปลกๆ เพราะลื่นเกินไปและเหมือนใครก็เขียนได้ แต่พอถามว่าแปลกตรงไหนก็ชี้ไม่ถูกสักที ชื่อสกิลในภาษาจีนคือ 「說人話」 ซึ่งแปลตรงตัวว่า "พูดแบบคน" ส่วนกฎทั้ง 38 ข้อมาจากบันทึกการแก้ต้นฉบับร่วมกับ AI ตลอดกว่าสามปีของเรย์มอนด์ (侯智薰) ครีเอเตอร์ไต้หวันและเจ้าของโปรเจกต์ Raymondhou0917/speak-human-tw เขาจดไว้ว่าตัวเองต้องแก้อะไรซ้ำๆ ทุกครั้งที่หยิบดราฟต์จาก AI มาเกลา
ร่องรอยงานเขียนแบบ AI 38 ข้อใน 5 หมวด

สิ่งแรกที่สกิลนี้ทำคือเปลี่ยนความรู้สึกลอยๆ ให้เป็นรายการที่ระบุได้ชัดเจน ร่องรอยทั้งหมดแบ่งเป็น 5 หมวด รวม 38 ข้อ แต่ละข้อมีจุดสังเกตเฉพาะที่มองเห็นได้ในข้อความ
| หมวด | ตัวอย่างร่องรอยในหมวด | จำนวนข้อ |
|---|---|---|
| เนื้อหา | ปิดท้ายด้วยบทวิเคราะห์ที่ไม่มีสาระ · เขียนจบแล้วไม่มีจุดยืน · การอ้างอิงที่หาต้นฉบับไม่เจอ | 9 |
| ภาษาและโครงประโยค | เปิดเรื่องด้วยคำเกริ่นสำเร็จรูป · เรียงประโยคขนานสามท่อน · สูตร "ไม่ใช่ A แต่คือ B" | 12 |
| สไตล์และหน้าตา | ใส่ตัวหนาพร่ำเพรื่อ · emoji เรียงเป็นแถว · ตารางที่ไม่ควรเป็นตาราง | 8 |
| เศษบทสนทนาที่หลุดมา | "หวังว่าจะเป็นประโยชน์" · "คำถามดีมาก" · ช่องว่างในเทมเพลตที่ยังไม่ได้กรอก | 7 |
| ร่องรอยเครื่องมือ | utm_source=chatgpt.com ท้ายลิงก์ · เครื่องหมาย Markdown หลุดในโพสต์ | 2 |
ตัวเลข 38 นี้ไม่ใช่คำโปรโมต เพราะในไฟล์รายการของโปรเจกต์มีร่องรอยเรียงไว้ตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 38 จริง แต่ละข้อบอกทั้งชื่ออาการและสัญญาณที่ใช้สังเกต เช่น ข้อ 23 ว่าด้วยการใช้เครื่องหมายขีดกลางถี่เกินไป โดยกำหนดไว้ชัดเจนว่าไม่ควรเกินหนึ่งครั้งต่อ 300 ถึง 500 ตัวอักษร และห้ามซ้ำสองครั้งในย่อหน้าเดียว ส่วนข้อ 27 จำกัด emoji ไว้ไม่เกินหนึ่งตัวต่อโพสต์ และห้ามใช้ในงานเอกสารออฟฟิศกับการตอบลูกค้า
พอร่องรอยแต่ละแบบมีเลขข้อกำกับ ทีมก็ถกกันได้ตรงประเด็น แทนที่จะบอกกันลอยๆ ว่า "อ่านแล้วรู้สึกไม่ค่อยเป็นคน"
ร่องรอยที่คนไทยเจอทุกวัน
รายการต้นทางเขียนขึ้นสำหรับภาษาจีนตัวเต็ม แต่อาการส่วนใหญ่ในรายการก็พบได้ในภาษาอื่นด้วย เพราะเกิดจากรูปแบบการเขียนของโมเดล ไม่ได้มาจากไวยากรณ์ของภาษาใดภาษาหนึ่ง ตัวอย่างข้างล่างนี้เป็นประโยคไทยที่เขียนขึ้นใหม่ให้เห็นภาพ ไม่ใช่คำแปลตรงตัวจากรายการต้นทาง
คำเกริ่นสำเร็จรูปหมายถึงย่อหน้าแรกที่ยังไม่เข้าเรื่อง เช่น "ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว" หรือ "ท่ามกลางกระแสดิจิทัลที่ถาโถม" ลองตัดทิ้งทั้งย่อหน้า ถ้าตัดแล้วใจความไม่หายไปเลย แปลว่าย่อหน้านั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลย
อาการที่ AI ชอบที่สุดคือการเรียงประโยคขนานสามท่อน "เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และคุ้มค่ามากขึ้น" ฟังดูเข้าชุดจนน่าเชื่อ แต่พอลองถามทีละคำว่าเร็วขึ้นเท่าไร วัดจากอะไร ก็มักไม่มีคำตอบ
อาการไม่ยอมมีจุดยืนเห็นได้จากย่อหน้าที่จบด้วย "ทั้งสองแบบต่างมีข้อดีข้อเสีย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละคน" อ่านจบแล้วไม่รู้ว่าคนเขียนคิดอย่างไร ข้อนี้อันตรายที่สุดในหมวดเนื้อหา เพราะมันดูสุภาพและปลอดภัย จนคนเขียนปล่อยผ่านไปโดยไม่รู้สึกผิด
เศษแชทที่หลุดมา คือประโยคอย่าง "หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ" หรือ "ถ้าต้องการให้ปรับส่วนไหนเพิ่มเติม บอกได้เลย" ที่ก๊อปมาทั้งก้อนจากหน้าแชท มันไม่ได้พูดกับผู้อ่าน มันพูดกับคนที่สั่ง AI
ร่องรอยจากเครื่องมือสังเกตเห็นได้โดยไม่ต้องอ่านเนื้อหา ลิงก์ที่ลงท้ายด้วย utm_source=chatgpt.com ฟ้องชัดๆ ว่าคนโพสต์ก๊อปลิงก์นั้นมาจากหน้าแชท อีกตัวอย่างคือเครื่องหมาย **ตัวหนา** กับ # ที่ติดมาเมื่อวางข้อความลง Facebook หรือ LINE ซึ่งอ่าน Markdown (รูปแบบการจัดหน้าด้วยเครื่องหมายพิเศษ) ไม่ออก จึงโชว์เครื่องหมายดอกจันออกมาทั้งบรรทัด
คนที่กดปิดบทความทิ้งมักไม่ได้ทำเพราะข้อมูลผิด แต่เพราะอ่านไปสามบรรทัดแล้วไม่รู้สึกถึงตัวตนของคนเขียนเลย
สามจังหวะกับรายการที่ห้ามแตะ
หลักการของสกิลนี้แบ่งเป็นสามจังหวะที่ห้ามสลับลำดับกัน คือรักษาข้อเท็จจริงไว้ก่อน ค่อยลบกลิ่น AI ออก แล้วจึงเติมความเป็นคนกลับเข้าไป ลำดับนี้สำคัญ เพราะถ้าเครื่องมือเกลาสำนวนเริ่มจากจังหวะที่สองก่อนจังหวะแรก ก็จะตัดข้อมูลของเราออกไปพร้อมกับคำหรู
ก่อนลงมือแก้ มันจะกำหนดรายการที่ห้ามแตะไว้ก่อนเสมอ ได้แก่ ราคา · โค้ดส่วนลด · ชื่อเฉพาะ · ลิงก์ · ชื่อจริงและข้อความในเครื่องหมายคำพูด · เงื่อนไขคืนเงิน ของพวกนี้ห้ามแตะตลอดกระบวนการ แม้แต่ในหน้าขายของที่เต็มไปด้วยคำเร่งเร้า สกิลก็ระบุชัดว่าความเร่งเร้าในคำชวนให้กดซื้อเป็นส่วนหนึ่งของงานขาย ห้ามนับเป็นกลิ่น AI แล้วลบทิ้ง
สิ่งที่ทำให้น่าเชื่อถือขึ้นไปอีกคือชุดทดสอบ 40 เคสที่ป้องกันไม่ให้ระบบแก้สิ่งที่ไม่ควรแก้ แบ่งเป็น 26 เคสที่ต้องจับให้ได้ และอีก 14 เคสที่ระบบต้องปล่อยไว้ ห้ามเข้าไปแก้ นอกจากนี้ยังมีกฎตัดคะแนนข้อหนึ่งที่ตรงไปตรงมามาก ถ้าลบคำหรูออกแล้วใส่คำหรูอีกคำเข้าไปแทน นับว่าสอบตกทันที เพราะงานก็ยังส่งกลิ่นเดิม แค่เปลี่ยนขวดน้ำหอม
ขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการยังต้องให้คะแนนตัวเองก่อนส่งงาน สำหรับบทความยาว ระบบจะให้คะแนน 5 มิติ เต็ม 50 ถ้าได้ต่ำกว่า 35 คือห้ามส่ง
รอบแรก มันไม่แตะต้นฉบับเลย
สกิลนี้ทำงานสองรอบเป็นค่าเริ่มต้น ซึ่งเป็นกลไกที่ควรนำไปใช้กับเครื่องมือ AI ตัวอื่นที่เราใช้อยู่
รอบแรก มันอ่านต้นฉบับแล้วส่งกลับมาแค่ลิสต์ปัญหาแบบมีเลขกำกับ แต่ละข้อระบุบรรทัด ประโยคเดิม เหตุผลที่ต้องแก้ (ตรงกับร่องรอยข้อไหนใน 38 ข้อ) และข้อความที่แนะนำให้ใช้แทน จากนั้นมันจะหยุดรอคำตอบจากเจ้าของงานว่าอยากแก้ข้อไหนบ้าง ถึงตอนนี้มันยังไม่แตะไฟล์ต้นฉบับแม้แต่ตัวอักษรเดียว
รอบสอง เจ้าของงานตอบกลับได้ทั้ง "แก้หมด" หรือ "ข้อ 4 กับ 8 ไม่ต้อง ที่เหลือแก้" หรือ "แก้แค่ข้อ 3" มันถึงจะลงมือเขียนทับไฟล์จริง ข้อที่ไม่ได้เลือก มันจะไม่แก้พ่วงมาให้
โปรเจกต์อธิบายเหตุผลไว้ตรงๆ ว่าอันตรายที่สุดของเครื่องมือแก้ต้นฉบับไม่ใช่การแก้ไม่ครบ แต่คือการทับต้นฉบับก่อนที่เจ้าของจะทันเห็นว่ามันกำลังจะทำอะไร ใครที่เคยเผลอกด "ให้ AI ปรับให้หน่อย" แล้วได้ข้อความที่ AI เกลาจนไม่เหลือเค้าเดิม ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประโยคที่เราภูมิใจหายไปตอนไหน จะเข้าใจข้อนี้ทันที
ถ้าไม่อยากให้ระบบหยุดรอ ก็สั่งข้ามได้ด้วยประโยคเดียวว่าไม่ต้องลิสต์ ให้แก้ตรงเลย สำหรับงานที่รันแบบไม่มีคนนั่งเฝ้า เช่น งานตั้งเวลาหรืองานที่สั่งผ่านคำสั่งเดียวจบ มันจะรู้เองว่าไม่มีใครมาตอบคำถาม แล้วลงมือแก้พร้อมสรุปให้ภายหลังว่าแก้อะไรไปบ้าง วิธีคิดแบบเดียวกันนี้มีในสกิลสาย coding ด้วย เช่น ponytail ที่บังคับให้ AI เสนอทางเลือกก่อนลงมือเขียนโค้ด
เส้นแบ่งระหว่างคนกับ AI ที่ต้องขีดเอง

สิ่งที่มีประโยชน์ในระยะยาวที่สุดของโปรเจกต์นี้คือตารางแบ่งงานระหว่างคนกับ AI ที่ผู้สร้างเขียนไว้ท้ายๆ
งานที่ควรให้ AI ทำคือวางโครง เขียนดราฟต์แรก รวบรวมข้อมูล และทำเอาต์ไลน์ ส่วนงานที่ไม่ควรยกให้ AI คือการกำหนดจุดยืน การเลือกน้ำเสียง การสร้างอุปมา และการเขียนประโยคเด็ด
ปัญหาคือเส้นแบ่งของงานสองฝั่งนี้แทบมองไม่เห็น เพราะ AI ทั้งช่วยวางโครงและกำหนดจุดยืนปนกันมาในดราฟต์เดียว ย่อหน้าเดียวจึงมีทั้งโครงที่ดีและจุดยืนที่ฟังดีแต่ไม่ได้บอกอะไร คนอ่านดราฟต์ก็เผลอเอาไปใช้ทั้งหมดเพราะทุกอย่างดูเรียบร้อย ดีไซเนอร์ที่ใช้ Claude Code ก็ต้องขีดเส้นนี้เองเหมือนกัน ว่าตรงไหนคือเครื่องมือช่วย และตรงไหนคือรสนิยมที่ให้ใครตัดสินใจแทนไม่ได้
สกิลนี้ยึดกฎข้อเดียวเสมอว่า ความเป็นคนในงานเขียนต้องมาจากผู้เขียนเอง เครื่องมือทำแทนไม่ได้ มันจึงไม่เติมเรื่องเล่าหรือจุดยืนที่ผู้เขียนไม่เคยพูด ทำได้แค่เขียนหมายเหตุไว้ว่าตรงนี้ต้องให้เจ้าของงานมาเติมเอง เพราะประโยคที่ไม่มีเนื้อหาแค่น่าเบื่อ แต่เรื่องแต่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงคือการโกหกผู้อ่าน
น่าสังเกตว่าขั้นตอนที่คนทำพลาดบ่อยที่สุดกลับเป็นตอนเติมความเป็นคน หลายคนพยายามลบกลิ่น AI ด้วยการใส่ "ความเป็นคนปลอม" เข้าไปแทน เช่น เปิดเรื่องด้วย "จะบอกความลับให้" แล้วตามด้วยประโยคธรรมดา หรือเขียนประโยคสั้นแนวดราม่าติดกันสามบรรทัดให้เหมือนบทพากย์หนัง ทั้งหมดนี้อยู่ในรายการ 38 ข้อเหมือนกัน
เช็กโพสต์ล่าสุดของตัวเองใน 10 วินาที
สกิลแบบนี้ยังไม่มีเวอร์ชันภาษาไทย แต่ไม่ต้องรอ เพราะแนวคิดนี้นำมาปรับใช้ได้เลย ลองเปิดโพสต์หรืออีเมลฉบับล่าสุดที่คุณให้ AI ช่วยร่าง แล้วกวาดตาหาสิบข้อนี้ (ทั้งสิบข้อเรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยอิงโครงของรายการต้นทาง ไม่ใช่คำแปลตรงตัว)
- ประโยคแรกเปิดด้วย "ในยุคที่..." หรือ "ท่ามกลางกระแส..." หรือเปล่า
- มีคำคุณศัพท์เรียงสามคำติดกันแบบเข้าชุดไหม
- ใช้สูตร "ไม่ใช่ A แต่คือ B" เกินหนึ่งครั้งในชิ้นเดียวหรือเปล่า
- ปิดท้ายด้วย "โดยสรุปแล้ว" หรือ "สะท้อนให้เห็นถึง" ไหม
- อ่านจบแล้วรู้ไหมว่าคนเขียนยืนฝั่งไหน ถ้าเจอ "ขึ้นอยู่กับแต่ละคน" ให้สงสัยไว้ก่อน
- ตัวหนาในย่อหน้าเดียวเกินสามคำหรือเปล่า
- emoji เกินหนึ่งตัวไหม (อีเมลงานและการตอบลูกค้าไม่ควรมีเลย)
- มีเครื่องหมาย
**หรือ#หลุดมาในโพสต์ Facebook หรือ LINE ไหม - ลิงก์ที่แปะลงท้ายด้วย
?utm_source=chatgpt.comหรือเปล่า - มีเศษแชทหลุดมาไหม เช่น "หวังว่าจะเป็นประโยชน์" หรือ "ถ้าอยากให้ปรับตรงไหนบอกได้เลย"
เจอกี่ข้อไม่สำคัญเท่ากับว่าเจอแล้วแก้ไหม ถ้าอยากลองของจริงกับงานภาษาจีน ตัวสกิลใช้ฟรีตลอดไปภายใต้สัญญาอนุญาต MIT (เปิดโค้ดให้ใช้และดัดแปลงได้) และติดตั้งให้ Claude Code ใช้ได้ด้วยคำสั่งเดียว
git clone https://github.com/Raymondhou0917/speak-human-tw.git ~/.claude/skills/speak-human-twสำหรับคนที่เขียนงานไทยเป็นหลัก สิ่งที่นำไปใช้ได้ทันทีคือโครงคิดสามจังหวะและขั้นตอนที่ระบบหยุดถามก่อนแก้ สั่งให้ AI ตัวไหนทำตามก็ได้ เพียงพิมพ์สั้นๆ ว่าให้ลิสต์ปัญหาเป็นข้อๆ ก่อน อย่าเพิ่งแก้
รายการ 38 ข้อบอกได้แค่ว่าส่วนไหนในงานเขียนไม่ใช่น้ำเสียงของเรา มันบอกไม่ได้ว่าน้ำเสียงของเราคืออะไร และไม่มีสกิลไหนรับงานนั้นไปทำแทนได้
ที่มา: Raymondhou0917/speak-human-tw บน GitHub จาก Raymondhou0917 (侯智薰) · speak-human-tw



