พิมพ์คำสั่งเดียว แล้ว AI agent ฟรีช่วยหาลูกค้า สร้างเว็บ ส่งอีเมลให้ครบ Claude Fable 5 ใน Hermes ทำได้ไกลแค่ไหน
Hermes คือ AI agent โอเพนซอร์สที่รัน Claude Fable 5 ได้ฟรี และทำงานหลายฝ่ายของบริษัทได้จากคำสั่งเดียว ตั้งแต่หาลูกค้าจริง สร้างเว็บไซต์ ไปจนถึงเขียนอีเมลส่งให้ บทความนี้พาดูว่ามันทำได้ไกลแค่ไหน และจุดไหนที่ยังต้องมีคนกดอนุมัติก่อนเสมอ

ลองนึกภาพว่าเราพิมพ์คำสั่งเดียวลงไปว่า ช่วยหาคลินิกทันตกรรมที่ดีที่สุดในย่านนี้ แล้วทำเว็บไซต์ให้ใหม่ พร้อมเขียนอีเมลเสนองานส่งไปให้เขาด้วย จากนั้นก็ได้ทุกอย่างกลับมาจริง ทั้งรายชื่อคลินิกที่คะแนนรีวิวเกือบเต็มจากลูกค้าพันกว่าคน เว็บไซต์ที่สร้างเสร็จและเปิดดูได้ทันที อีเมลกับข้อความ WhatsApp ที่ร่างไว้พร้อมส่ง ทั้งหมดรวมเป็นไฟล์ PDF เด้งเข้ามาในแชต Telegram
นี่คือสิ่งที่ Hermes ทำได้ Hermes เป็น AI agent แบบโอเพนซอร์สที่ใช้ฟรี จุดที่ทำให้น่าจับตาคือมันรัน Claude Fable 5 ได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในโมเดลที่ทรงพลังที่สุดของ Anthropic ตอนนี้ อยู่ระดับสูงกว่า Opus ขึ้นไปอีกขั้น ก่อนหน้านี้ Anthropic เคยล็อกโมเดลตัวนี้ไว้ในชื่อ "Mythos" และเปิดให้เฉพาะบริษัทที่คัดเลือกไม่กี่แห่ง แต่ตอนนี้เปิดให้คนทั่วไปใช้ในชื่อ Claude Fable 5 แล้ว ผลคือแค่เอา agent ฟรีตัวนี้มาต่อ ก็ได้โมเดลระดับนั้นมาใช้รันงานทั้งบริษัท
agent ตัวเดียว ที่นั่งทำงานต่อแม้ปิดเครื่อง
สิ่งที่ทำให้ Hermes ต่างจากการเปิดแชต AI ถาม-ตอบทีละครั้ง คือมันถูกออกแบบมาให้ "ทำงานต่อเนื่องเอง" ไม่ใช่รอเราป้อนทุกขั้น
Hermes สร้างโดยทีม Nous Research และรันอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ได้ หมายความว่ามันทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้เราปิดแล็ปท็อปไปแล้วก็ตาม จากเดิมที่ agent แบบนี้ต้องสั่งงานผ่านหน้าจอ terminal ซึ่งคนไม่ถนัดโค้ดมองแล้วถอย ตอนนี้มันมีหน้า dashboard บนเว็บที่เรียกว่า Hermes Workspace มาแทน กดใช้งานได้เหมือนเปิดเว็บแอปทั่วไป
ความนิยมก็สะท้อนออกมาเป็นตัวเลข Hermes ขึ้นไปอยู่อันดับ 1 บน Open Router ในส่วนที่จัดอันดับการใช้งานจริง ซึ่งวัดว่า model และ agent ตัวไหนถูกคนเรียกใช้มากที่สุด การที่มันขึ้นนำได้ แปลว่าคนเอาไปใช้งานจริงเยอะ ไม่ใช่แค่ของเล่นที่เปิดดูเล่นแล้วเลิก
ตัว Hermes เองรันได้หลายทาง ทั้งเช่าเซิร์ฟเวอร์ VPS มารัน รันบนเครื่อง Mac ที่บ้าน หรือลงเป็นแอปบนเดสก์ท็อปทั้ง Mac, Windows และ Linux ส่วนโมเดลที่เป็นสมองของมันดึงผ่าน Open Router อีกที จึงเลือกได้ว่าจะให้มันคิดด้วยโมเดลตัวไหน รวมถึง Claude Fable 5 ที่เรากำลังพูดถึง
สั่งครั้งเดียว ได้มาทั้งแผนก

ความน่าสนใจจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่ Hermes ตอบคำถามเก่ง แต่อยู่ที่มันรับงานแบบเป็นก้อนใหญ่ได้ แล้วเดินเองจนจบ
ยกตัวอย่างงานสาย content ถ้าวางลิงก์ช่อง YouTube ให้แล้วบอกให้ดูแลเรื่องคอนเทนต์ Hermes จะไม่ทำทุกอย่างในตัวเดียว แต่แยกงานให้ทีม agent ย่อย 7 ตัว แบ่งหน้าที่กันชัดเจน ตัวหนึ่งหาเทรนด์ ตัวหนึ่งคิดหัวข้อ ตัวหนึ่งเขียนสคริปต์ ตัวหนึ่งตัดคลิป โดยมีตัวหัวหน้าคอยคุมทั้งหมดอีกที เหมือนยกทีมกองบรรณาธิการย่อ ๆ มาไว้ในเครื่องเดียว
หรือถ้าอยากได้ตัวคอยส่องเทรนด์ ก็สั่งให้มันไปกวาดดู Reddit, X และเว็บบอร์ดสาย AI ทุกเช้าเจ็ดโมง แล้วสรุปมาว่าวันนี้มีหัวข้อไหนน่าทำ 5 อันดับแรก จากนั้นตั้งให้มันทำซ้ำเองทุกวันโดยไม่ต้องสั่งใหม่ งานที่ปกติต้องมีคนนั่งเฝ้าไทม์ไลน์ก็กลายเป็นรายงานที่รออ่านตอนเช้าแทน
ไกลกว่านั้น มันวางโครงสร้างบริษัทให้ได้ทั้งบริษัท ตั้งแต่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ การเติบโต ฝ่ายขาย ฝ่ายซัพพอร์ต ไปจนถึงฝ่ายวิจัย แล้วยังสร้าง agent คัดกรองลูกค้าใหม่ที่เข้ามา คอยรายงานเข้า Telegram ให้ทุก 15 นาที เท่ากับว่าคนคนเดียวก็มีโครงบริษัทที่มีหลายฝ่ายคอยทำงานให้แล้ว
งานที่เคยต้องใช้ทั้งทีม กลายเป็นคำสั่งเดียวที่ส่งให้ agent เดินเองจนจบ
ตัวอย่างงานจริง ตั้งแต่หาลูกค้าจนถึงร่างอีเมล
ในบรรดาสิ่งที่ Hermes ทำได้ ตัวที่เห็นภาพชัดที่สุดคืองานแบบเอเจนซีที่เล่าไว้ตอนต้น ซึ่งมาจากคลิปทดสอบของ Vaibhav Sisinty เพราะมันคืองานที่ปกติต้องใช้หลายคนช่วยกันทำ แต่จบในคำสั่งเดียว
พอได้รับคำสั่ง Hermes จะแบ่งงานให้ agent ย่อยหลายตัวทำงานขนานกัน ตัวหนึ่งไล่ค้นหาคลินิกทันตกรรมในย่านที่ระบุ จนเจอคลินิกจริงที่มีรีวิวกว่าพันรายการและคะแนนเกือบเต็ม แต่เว็บไซต์ยังทำได้ไม่ดี อีกตัวลงมือสร้างเว็บไซต์ใหม่ให้ อีกตัวไปหาอีเมลและเบอร์ติดต่อจริงของคลินิก แล้วเขียนอีเมลเสนองานพร้อมเวอร์ชัน WhatsApp ไว้ให้ สุดท้ายรวมทุกอย่างเป็น PDF ส่งกลับมาในแชต
จุดที่ Claude Fable 5 โชว์ฝีมือชัดที่สุดคือตอนสร้างชิ้นงานจากศูนย์ อย่างโจทย์ทำเว็บแอปวางแผนทริปท่องเที่ยว ที่ให้ผู้ใช้กรอกทีละขั้น ตั้งแต่ประเทศที่ออกพาสปอร์ต งบ และจำนวนวัน เลือกปลายทางบนแผนที่ที่ขยับได้จริงพร้อมข้อมูลวีซ่า ไปจนถึงสรุปแผนเดินทาง ความน่าสนใจไม่ใช่แค่มันเขียนโค้ดออกมาได้ แต่ยังตรวจงานตัวเองด้วย พอเจอว่าป้ายชื่อบนแผนที่ซ้อนทับกัน มันก็กลับไปแก้แล้วตรวจซ้ำจนเรียบร้อย ก่อนจะ deploy ขึ้นให้ใช้งานได้จริง โดยไม่มีนักออกแบบหรือนักพัฒนามาช่วยสักคน
ทำได้ไกลแค่ไหน และตรงไหนที่ยังต้องมีคน

เห็นแบบนี้แล้วชวนให้คิดว่า งั้นก็ปล่อยให้มันทำเองหมดเลยสิ แต่จุดที่ควรเน้นกลับเป็นเรื่องตรงข้าม
Hermes ถูกออกแบบมาให้ไม่ลงมือทำอะไรลับหลังคนใช้ ก่อนจะลงมือกับงานสำคัญ มันจะหยุดถามขออนุมัติก่อนเสมอ ต้องพิมพ์คำว่า "approved" ยืนยันก่อน มันถึงจะเดินต่อ นี่ไม่ใช่ข้อจำกัดที่น่ารำคาญ แต่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้คนยังคุมทิศทางได้ เพราะ agent ที่เก่งและทำงานเองได้ตลอดเวลา ถ้าวิ่งผิดทางโดยไม่มีใครเบรก ก็สร้างความเสียหายได้เร็วพอกัน
อีกด้านที่ต้องเข้าใจคือ งานที่ Hermes ทำได้ดีมักเป็นงานที่มีรูปแบบชัดและตรวจสอบผลได้ เช่น สร้างเว็บจากคำอธิบาย ค้นหาข้อมูลตามเงื่อนไข หรือร่างอีเมลตามโครง ส่วนการตัดสินใจที่ต้องอาศัยบริบทธุรกิจจริง เช่น จะรับลูกค้ารายไหน ราคาควรเป็นเท่าไร หรือข้อความที่ส่งออกไปเหมาะกับภาพลักษณ์แบรนด์หรือยัง ตรงนี้คนยังต้องอ่านและตัดสินก่อนกดส่งอยู่ดี
สิ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ จึงไม่ใช่ว่าคนหมดความจำเป็น แต่คือบทบาทของคนขยับจากคนลงมือทำทุกขั้น มาเป็นคนวางโจทย์ให้ชัด แล้วคอยตรวจและอนุมัติผลที่ agent ทำมา ใครตั้งโจทย์เป็นและรู้ว่าจะตรวจอะไร ก็ได้ทั้งทีม agent มาทำงานให้ ส่วนใครที่กดสั่งแล้วเชื่อทุกอย่างโดยไม่ดู ก็เสี่ยงได้งานที่ดูดีแต่ผิดจุดสำคัญไปโดยไม่รู้ตัว
เครื่องมือฟรีที่รันโมเดลระดับสูงสุดได้ในวันนี้ ทำให้กำแพงเรื่องต้นทุนและทักษะโค้ดเตี้ยลงมาก สิ่งที่เหลือเป็นตัวตัดสินว่าใครได้เปรียบ จึงไม่ใช่ว่าใครเข้าถึงเครื่องมือได้ แต่คือใครสั่งงานมันเป็นและตรวจงานมันได้ต่างหาก
ยิ่ง agent ทำงานแทนได้มากเท่าไร การวางโจทย์ให้ชัดและการตรวจงานก่อนอนุมัติก็ยิ่งเป็นงานสำคัญของคนมากขึ้นเท่านั้น
ที่มา: คลิป I Put Claude Fable 5 Inside a Free AI Agent and It Runs an Entire Company จากช่อง Vaibhav Sisinty



