ยังต้องเรียนเขียนโค้ดไหมในปี 2026 · Jason Ku วิศวกร Meta ที่ไม่ได้พิมพ์โค้ดเองมา 6 เดือน บอกว่ายังต้องเรียน แต่สิ่งที่ต้องเรียนเปลี่ยนไป
AI เขียนโค้ดเองได้เกือบหมดแล้ว แต่การเรียนเขียนโค้ดในปี 2026 ยังจำเป็นอยู่ สิ่งที่เปลี่ยนคือเนื้อหาที่ต้องเรียน เราไม่ต้องมัวท่องไวยากรณ์ แต่ต้องอ่าน ตรวจ และทำความเข้าใจโค้ดที่ AI สร้างขึ้น

ทุกวันนี้ AI เขียนโค้ดได้เก่งถึงขั้นที่ Jason Ku วิศวกรจาก Meta ไม่ได้พิมพ์โค้ดเองมาราวครึ่งปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์ส่วนตัวหรือโค้ดที่รันอยู่บนระบบของ Meta ซึ่งมีคนหลักพันล้านใช้งานทุกวัน
เรื่องนี้จึงทำให้คนที่อยากทำงานเขียนโค้ดในปี 2026 สงสัยว่า ในเมื่อ AI ทำแทนได้ขนาดนี้ เรายังต้องเสียเวลาเรียนเขียนโค้ดอีกไหม คำตอบสั้นๆ คือ ยังต้องเรียน แต่สิ่งที่ต้องเรียนไม่เหมือนเมื่อก่อน
Andrej Karpathy อดีตหัวหน้าฝ่าย AI ของ Tesla ก็เช่นกัน เขาบอกว่าตัวเองไม่ได้พิมพ์โค้ดมาตั้งแต่ราวเดือนธันวาคมปีก่อน ตอนนั้น AI agent หรือโปรแกรม AI ที่เขียนและแก้โค้ดให้เองได้ เริ่มใช้งานได้จริง ตัวอย่างที่เห็นชัดกว่านั้นคือ Claude Code เครื่องมือ AI ช่วยเขียนโค้ดของ Anthropic ที่ทุกวันนี้โค้ดของตัวมันเองก็มาจากฝีมือ AI ไปแล้ว 80-90% ตัวเลขนี้มาจาก Boris Cherny หัวหน้าทีมที่ดูแล Claude Code โดยตรง
Steve Yegge อดีตวิศวกรของ Google ก็เคยพูดตรงๆ ถึงงานที่ AI เขียนให้เขา
ไม่เคยดูโค้ดของมันเลยสักบรรทัด และไม่คิดจะดูด้วย
หมดยุคท่องไวยากรณ์
การเรียนแบบเดิมคือการนั่งท่องไวยากรณ์ของแต่ละภาษา ไม่ว่าจะ Python, HTML, JavaScript หรือ CSS อีกอย่างคือการไล่ทำโจทย์เขียนโค้ดแนวข้อสอบสัมภาษณ์เป็นร้อยข้อ ที่คนในวงการเรียกว่า leetcode เพื่อให้ผ่านสัมภาษณ์เข้าบริษัทใหญ่ AI ทำส่วนเหล่านี้แทนได้ดีแล้ว แต่พื้นฐานการเขียนโค้ดยังสำคัญไม่แพ้เดิม เพียงแต่ตอนนี้ควรเน้นอ่านและตรวจสิ่งที่ AI เขียนออกมา
ดูโค้ดออกกับแก้โค้ดเป็น คนละเรื่องกัน
พอ AI เขียนโค้ดได้จนใช้งานได้จริง คำถามคือเราจะเก่งเรื่องโค้ดได้ไหมโดยไม่ต้องลงมือเขียนเอง ถ้ามองให้ละเอียด มันคือสองทักษะที่ต่างกันมาก
ทักษะแรกคือการดูออกว่าโค้ดชิ้นไหนดีหรือแย่ แม้จะเขียนเองไม่เป็น ทักษะนี้ฝึกได้จริงจากการเห็นตัวอย่างมากพอและดูซ้ำจนตกผลึก Rick Rubin โปรดิวเซอร์เพลงระดับตำนานคือตัวอย่างที่ชัด เขาเล่นเครื่องดนตรีไม่เป็น อ่านโน้ตไม่ออก และคุมแผงมิกซ์เสียงไม่เป็น แต่นั่งฟังเพลงแล้วบอกศิลปินได้ว่าตรงไหนใช่ ตรงไหนยังไม่ใช่
ทักษะที่สองยากกว่า นั่นคือเมื่อเห็นจุดที่ผิดแล้ว เราแก้เองได้ไหม คำตอบคือไม่ได้ถ้าไม่มีพื้นฐานการเขียนโค้ดจริงๆ เพราะ AI ทุกวันนี้ยังไม่น่าเชื่อถือพอจะไว้ใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ พอมันทำพลาด เราต้องมีฝีมือพอจะเข้าไปแก้เอง และต้องดูด้วยว่า AI แก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงหรือแค่กลบปัญหาไว้
บันไดห้าขั้น ตั้งแต่การพิมพ์ไปจนถึงการตัดสินใจ

ถ้าแยกทักษะการเขียนโค้ดเป็นส่วนๆ จะเห็นบันไดห้าขั้นเรียงจากล่างขึ้นบน ลำดับนี้สอดคล้องกับเส้นทางอาชีพวิศวกรที่มีมานาน ยิ่งทำงานในระดับสูงขึ้น ก็ยิ่งพิมพ์โค้ดเองน้อยลง แล้วหันไปกำหนดทิศทางและตรวจงานมากขึ้น ลองยกตัวอย่างการสร้างระบบล็อกอินสักระบบ แล้วดูทีละขั้น
- การเขียน คือการนั่งพิมพ์โค้ดเองทีละบรรทัด เช่น เขียนโค้ดแฮชรหัสผ่าน (แปลงรหัสให้เป็นชุดอักษรที่ถอดกลับไปไม่ได้) ก่อนเก็บลงฐานข้อมูล รวมถึงเขียนตรรกะการทำงานเบื้องหลังทั้งหมด ขั้นนี้เป็นส่วนที่คนเพิ่งเข้าวงการตอนนี้ข้ามไปได้ เพราะ AI ทำได้ดีอยู่แล้ว จึงไม่ต้องฝึกพิมพ์เองจากศูนย์อีกต่อไป
- การอ่าน คือการทำความเข้าใจโค้ดทุกบรรทัดที่ AI สร้างมาให้ ทั้งที่เราไม่ได้เป็นคนพิมพ์เอง คนที่เพิ่งเริ่มควรทุ่มเวลาส่วนใหญ่ให้ขั้นนี้ก่อนขั้นอื่น
- การตรวจ คือการคิดให้ครบว่าโค้ดจะพังได้ยังไงบ้าง แล้วลองทดสอบ ลองนึกถึงระบบล็อกอิน ถ้าใส่รหัสผ่านผิดหรือปล่อยช่องรหัสผ่านว่างจะเกิดอะไรขึ้น แล้วถ้ามีคนลองเดารหัสรัวๆ เพื่อเจาะเข้าระบบล่ะ วิธีที่ดีคือเขียนลิสต์ของตัวเองก่อนว่าอะไรพังได้บ้าง จากนั้นให้ AI ทำลิสต์อีกชุดแล้วนำมาเทียบกัน เรื่องที่ AI นึกถึงแต่เรานึกไม่ถึง แสดงว่าเรายังเข้าใจเรื่องนั้นไม่ครบ
- การกำกับทิศทาง คือการสังเกตได้ตั้งแต่แรกว่า AI กำลังพาเราไปผิดทาง มือใหม่ยังมองจุดนี้ไม่ออก บางทีมันเขียนระบบให้เก็บรหัสผ่านจริงลงในไฟล์บันทึกที่เปิดอ่านได้ทันที นี่เป็นช่องโหว่ด้านความปลอดภัยร้ายแรง บางทีก็เลือกใช้วิธีแฮชรุ่นเก่าที่ไม่ปลอดภัยแล้ว ทักษะแบบนี้เกิดจากประสบการณ์เป็นส่วนใหญ่
- การตั้งโจทย์และตัดสินใจ คือขั้นสูงสุด และหลายคนมองว่านี่แหละคือคุณค่าที่แท้จริงของวิศวกรยุคนี้ ทักษะนี้คือการคิดเรื่องระบบและผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ก่อนจะมีโค้ดสักบรรทัด กลับมาที่ระบบล็อกอินอีกครั้ง คำถามระดับนี้คือเราจำเป็นต้องสร้างระบบรหัสผ่านเองไหม หรือให้ล็อกอินผ่าน Google, Facebook, Apple ID ไปเลยจะดีกว่า จุดนี้จึงต้องมองภาพธุรกิจมากกว่าตัวโค้ด เป็นคนละเรื่องกับการมัวแต่เรียนเครื่องมือ AI ให้ทัน
แล้วมือใหม่แบบไม่มีพื้นฐานเลยล่ะ
คำถามที่หลายคนอยากรู้จริงๆ คือ คนที่ไม่มีพื้นฐานและไม่เข้าใจเรื่องโค้ดเลย จะสั่ง AI ให้สร้างโค้ดระดับใช้งานจริงได้ทันทีไหม คำตอบตรงๆ คือ ตอนนี้ยังทำไม่ได้ แต่เมื่อ AI เก่งขึ้น ความรู้พื้นฐานที่ต้องมีก็ลดลงเรื่อยๆ และไม่มีใครฟันธงได้ว่าจะลดจนเหลือศูนย์เมื่อไหร่ หรือจะเหลือศูนย์จริงไหม
ในกลุ่มวิศวกรรุ่นเก๋าเองก็ยังเห็นไม่ตรงกัน ฝั่งหนึ่งมั่นใจถึงขั้นไม่เหลียวไปดูโค้ดที่ AI เขียนอีกเลย ความมั่นใจนี้มาจากการที่พวกเขายังลงมือแก้เองได้หากโค้ดพังจริง ส่วนอีกฝั่งอย่าง DHH ผู้สร้าง Ruby on Rails เครื่องมือยอดนิยมสำหรับสร้างเว็บ เคยพูดไว้เมื่อปี 2025 ว่า AI เป็นคู่หูเขียนโค้ดที่ดีมาก แต่ถ้าต้องปล่อยให้ AI คุมงานเองทั้งหมด เขายอมรีไทร์ดีกว่า
จุดที่พอดีน่าจะอยู่ระหว่างสองฝั่งนี้ เราไม่จำเป็นต้องพิมพ์โค้ดทุกอย่างเองแล้ว แต่ก็ยังปล่อยให้ AI จัดการทั้งหมดไม่ได้ เรื่องนี้สรุปเป็นกฎข้อเดียวได้ว่า
สร้างอะไรกับ AI ก็ได้ แต่ห้ามนำโค้ดที่ตัวเองอธิบายไม่ได้ไปใช้งานแม้แต่บรรทัดเดียว
หกขั้นฝึกเขียนโค้ดกับ AI ให้เข้าใจจริง

แล้วจะฝึกอ่านและตรวจโค้ดให้เก่งขึ้นได้ยังไง ในเมื่อ AI เป็นคนพิมพ์โค้ดให้หมด วิธีที่แนะนำคือทำตามวงจรฝึกหกขั้นนี้วนไปเรื่อยๆ
- เริ่มจากโปรเจกต์เล็กๆ ที่แก้ปัญหาของตัวเองได้จริง เพราะยิ่งเป็นเรื่องใกล้ตัว ยิ่งมีแรงทำต่อ ถ้านึกไม่ออกว่าจะสร้างอะไร ลองให้แชตบอต AI อย่าง Claude หรือ ChatGPT สัมภาษณ์เราเรื่องชีวิตประจำวันเพื่อช่วยหาโจทย์ เช่น พิมพ์ไปว่า "ช่วยสัมภาษณ์เรื่องชีวิตประจำวันของเราหน่อย แล้วช่วยหาไอเดียว่าเราน่าจะลองสร้างอะไรด้วยกันดี"
- ค่อยๆ สร้างทีละส่วน วางแผนก่อน แล้วให้ AI สร้างทีละฟีเจอร์หรือทีละความสามารถของระบบ แทนที่จะสั่งให้สร้างทั้งระบบรวดเดียวจบ เพราะถ้าโค้ดทั้งก้อนโผล่มาทีเดียว จะอ่านให้เข้าใจหมดได้ยากและชวนท้อกว่ามาก
- พอ AI สร้างฟีเจอร์แรกเสร็จ ลองอ่านโค้ดและเดาว่าแต่ละส่วนทำงานยังไง ก่อนกดให้มันทำงานจริง
- ถ้าอ่านตรงไหนไม่เข้าใจ ให้ AI อธิบายตรงนั้นทันที
- ลองทำให้โค้ดพังดูเล่นๆ ลบหรือแก้สักบรรทัด แล้วเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้น คนที่หัดเขียนโค้ดเองจะได้บทเรียนแบบนี้อยู่แล้ว เพราะมือใหม่ทำโค้ดพังเป็นประจำ แต่พอ AI เขียนให้หมด เราต้องลงมือทำให้โค้ดพังเอง
- ขั้นสุดท้าย ให้ AI สุ่มเลือกฟังก์ชันหรือโค้ดบางส่วนจากงานที่ทำไปแล้ว แล้วถามเราว่าส่วนนั้นทำอะไร เราตอบเองก่อน แล้วค่อยเทียบกับคำเฉลยของ AI ทำแบบนี้ให้ครบทุกส่วนก่อนขยับไปฟีเจอร์ถัดไป เพื่อให้แน่ใจว่าเราเข้าใจทุกบรรทัดที่ทำมาแล้วจริงๆ
โค้ดจะเป็นของเราตอนไหน
โค้ดที่ AI เขียนให้ยังเป็นแค่ร่างแรก จะกลายเป็นงานของเราเต็มตัวก็ต่อเมื่อเราตอบได้ว่าทุกบรรทัดทำอะไรและพังตรงไหนได้บ้าง การลงมือสร้าง ทำความเข้าใจให้ครบทุกแง่ แล้วทำวงจรนี้ซ้ำเพื่อให้เข้าใจลึกขึ้นทุกๆ รอบ นั่นแหละคือการเรียนเขียนโค้ดในปี 2026
ที่มา: คลิป Should you still learn to code in 2026? (Meta Engineer's Take) จากช่อง Jason Ku



