AI เปลี่ยนวิธีสร้างซอฟต์แวร์ไปทั้งวงการ · บทเรียนจากคีย์โน้ตของ Theo Browne ซึ่งชี้ว่าถึงเวลา 'คิดกว้าง' ไม่ใช่แค่ 'ใหญ่'
โมเดล AI พัฒนาไปทีละขั้น แต่แต่ละขั้นมาเร็วจนวิธีสร้างซอฟต์แวร์แบบเดิมเริ่มตามไม่ทัน Theo Browne สรุปบนเวที AI Engineer World's Fair ว่าทางออกไม่ใช่การฝืนพัฒนาตัวเองเพื่อไล่ให้ทัน แต่คือการกล้าสร้างของให้ใหญ่และกว้างกว่าที่เคย

งานที่เมื่อก่อนต้องพัฒนาเป็นซอฟต์แวร์เต็มรูปแบบ วันนี้อาจใช้เพียงไฟล์ข้อความไฟล์เดียวก็ทำได้ Theo Browne ยกตัวอย่างนี้ขึ้นมาพูดในคีย์โน้ตปิดงานประชุม AI Engineer World's Fair 2026 ในทอล์กที่ชื่อว่า "ทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับการสร้างซอฟต์แวร์เปลี่ยนไปหมดแล้ว"
ตัวอย่างที่เขายกคือบริการเล็กๆ ที่ทำงานเองทุกเช้าเวลาเก้าโมง หัวใจของมันคือไฟล์ markdown ไฟล์เดียว หรือไฟล์ข้อความที่เราพิมพ์สั่งงานเป็นภาษาคนได้เลย เมื่อถึงเวลาที่ตั้งไว้ ระบบจะส่งไฟล์นี้ให้ AI อ่าน แล้ว AI ก็ทำตามคำสั่งในไฟล์ งานของ AI คือไล่เช็ก pull request หรือ PR (โค้ดที่รอรวมเข้าโปรเจกต์) ที่ค้างอยู่ใน 4 โปรเจกต์บนบริการเก็บโค้ดอย่าง GitHub จากนั้นประเมินว่าอันไหนควรรีบดูก่อน จัดลำดับความสำคัญ แล้วอัปเดตหน้าเว็บสรุปสถานะให้เสร็จราวเก้าโมงยี่สิบ งานแบบนี้เมื่อก่อนต้องเขียนซอฟต์แวร์ขึ้นมารองรับอย่างจริงจัง
ใจความหลักของเขาตรงไปตรงมา นั่นคือโมเดล AI พัฒนาไปทีละขั้น แต่แต่ละขั้นมาเร็วจนคนทำงานอย่างเราพัฒนาตัวเองตามไม่ทัน ทางออกจึงไม่ใช่การฝืนพัฒนาตัวเองเพื่อไล่ให้ทัน สิ่งที่ทำได้คือกล้าสร้างของให้ใหญ่ขึ้น แม้จะเคยคิดว่าทีมขนาดเท่าเดิมคงทำไม่ไหว
สามยุคของโมเดล AI ที่เปลี่ยนวิธีเขียนโค้ด

เขาแบ่งพัฒนาการของโมเดล AI ในช่วงหลังออกเป็นสามยุคที่ต่างกันชัดเจน
เขาเรียกยุคแรกว่า ยุคที่โมเดลเรียกใช้เครื่องมือ โดยมี Sonnet 3.5 (โมเดล AI ตัวหนึ่งในตระกูล Claude) เป็นตัวแทน Sonnet 3.5 ไม่ใช่โมเดลแรกที่เรียกใช้เครื่องมืออื่นได้ แต่เป็นตัวแรกที่ทำงานนี้ได้สม่ำเสมอและน่าเชื่อถือพอจะนำมาใช้เขียนโค้ดจริงได้ทุกวัน
ยุคถัดมามี Opus 4.5 โมเดลรุ่นใหม่กว่าในตระกูลเดียวกันเป็นตัวแทน จุดเด่นคือทำงานต่อเนื่องได้นานขึ้น จากเดิมที่ทำงานได้ทีละไม่กี่นาที กลายเป็นทำงานที่กินเวลาเป็นชั่วโมงโดยไม่หลงลืมเป้าหมายกลางทาง แถมยังเริ่มทดสอบและตรวจงานของตัวเองแทนที่จะเขียนโค้ดทิ้งไว้เฉยๆ เขาเล่าว่าโมเดลระดับนี้ออกมาช่วงปลายปีที่แล้ว และนั่นคือจังหวะที่เขาเริ่มรู้สึกว่าโลกหมุนเร็วจนตัวเองตั้งหลักแทบไม่ทัน
เขาเรียกยุคล่าสุดว่า Mythos โดยในทอล์กไม่ได้ระบุชื่อค่ายหรือเวอร์ชันของโมเดล จุดที่ต่างออกไปคือโมเดลในยุคนี้รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง เมื่อเจองานใหญ่เกินกว่าจะรับมือเองได้ มันจะสั่งสร้างโมเดลตัวช่วยหลายตัว แบ่งงานกันทำคนละส่วน จากนั้นให้โมเดลแต่ละตัวตรวจงานของกันและกัน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยเราไม่ต้องสร้างเครื่องมือพิเศษอะไรเลย แค่สั่งให้มันทำก็พอ
เขายอมรับว่าเคยเชื่อว่า AI กำลังจะตัน แต่ตอนนี้กลับมองว่าตัวเองคิดผิด คำถามที่ตามมาคือเราจะรับมือกับจังหวะที่โมเดลพัฒนาเร็วขนาดนี้อย่างไร และคำถามนี้ก็ตอบได้หลายแบบ อีกมุมหนึ่งที่มีคนเสนอไว้คือ คนที่ใช้ AI ได้คุ้มค่าที่สุดอาจไม่ใช่คนที่คอยไล่ตามโมเดลใหม่ตลอดเวลา แนวคิดนี้มาจาก เวิร์กโฟลว์ใช้ AI เขียนโค้ดของ Matt Pocock ส่วนผู้พูดเลือกสร้างของให้ใหญ่ขึ้น
เรายังยึดติดกับเครื่องมือจากยุคก่อน AI
แล้วอะไรที่ยังฉุดรั้งเราไว้ เขาชี้ว่านักพัฒนายังยึดติดกับเครื่องมือหลายอย่างที่ออกแบบตามข้อจำกัดของยุคเก่า ทั้งที่วันนี้ไม่จำเป็นแล้ว
ลองนึกถึงแอปบน iPhone รุ่นแรกๆ ก่อนยุค iOS 7 แอปสมัยนั้นชอบทำหน้าตาเลียนแบบของจริง เช่น แอปเข็มทิศทำหน้าตาเหมือนเข็มทิศโลหะ ส่วนแอปอ่านหนังสือก็ทำเป็นชั้นไม้วางหนังสือ เพื่อให้คนที่เพิ่งเริ่มใช้มือถือรู้สึกคุ้นเคย ทั้งที่จริงหน้าจอไม่จำเป็นต้องเลียนแบบของพวกนั้นเลย ดีไซน์แบบนี้มีชื่อเรียกว่า skeuomorphic
เขาบอกว่านักพัฒนาทุกวันนี้กำลังทำแบบเดียวกัน เรายังยึดเครื่องมือยุคเก่าที่ออกแบบมาในยุคที่มีแต่คนเป็นผู้ใช้งาน ตั้งแต่หน้าจอพิมพ์คำสั่งไปจนถึง Git (ระบบเก็บและซิงก์ประวัติการแก้โค้ดข้ามทีม) ทั้งที่ตอนนี้เริ่มมี AI เข้ามาทำงานร่วมด้วยแล้ว Git เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด ปกติทุกไฟล์ในโปรเจกต์จะซิงก์ได้ทั้งข้ามเครื่องและข้ามทีม ยกเว้นไฟล์ตั้งค่าอย่าง .env (ไฟล์เก็บค่าลับ เช่น รหัสผ่านหรือ key ต่างๆ) ที่แชร์กันได้ยากเป็นพิเศษ ปัญหานี้ยังอยู่เพราะความเคยชิน ไม่ใช่เพราะจำเป็นต้องเป็นแบบนั้น
อีกเรื่องที่เขาพูดถึงคือ นักพัฒนาชอบนิยามตัวเองด้วยภาษาโปรแกรมที่ใช้ เช่น การบอกว่าตัวเองเป็นคนเขียน JavaScript ราวกับภาษาที่ใช้เป็นเครื่องยืนยันความเก่ง เขาบอกว่าแม้แต่วิศวกรระดับซีเนียร์ก็ยังเป็นแบบนี้ แต่ในวันที่ AI เขียนได้แทบทุกภาษา การนิยามตัวเองว่าเชี่ยวชาญภาษาโปรแกรมตัวไหนก็เริ่มสำคัญน้อยลง
เรื่องที่ชัดที่สุดคือความไม่กล้าลบโค้ด เขาอธิบายว่าทีมมักติดกับดักที่เรียกว่า sunk cost หรือต้นทุนจม หมายถึงลงแรงเขียนอะไรไปแล้วก็เสียดายที่จะทิ้ง เขาถึงกับใช้คำว่า guilt merging (การยอมรวมโค้ดเข้าโปรเจกต์ทั้งที่รู้ว่ายังไม่ใช่ทางที่ถูก เพียงเพราะคนเขียนอุตส่าห์ลงแรงไปแล้ว) หลักคิดนี้สอดคล้องกับสกิลชื่อ ponytail ซึ่งช่วยให้ AI เขียนโค้ดน้อยลง เพราะโค้ดที่ดีที่สุดคือโค้ดที่ไม่ต้องเขียน ยิ่งมีโค้ดน้อย ภาระที่ต้องดูแลก็น้อยลง
ระดับใหม่ที่เรียกว่า markdown

เขายกโปรเจกต์ของตัวเองสามโปรเจกต์มาให้เห็นว่าการสร้างของใหญ่เปลี่ยนไปอย่างไร ย้อนไปปี 2021 เขาเคยทำเครื่องมือดึงโพสต์มีมสายโปรแกรมเมอร์จาก Reddit มาจัดรูปแบบเพื่อเอาไปโพสต์ต่อบน Twitter งานนั้นใช้เวลาสองสามวัน ตอนนั้นมันคืองานระดับ side project (โปรเจกต์เล่นๆ ข้างงานหลัก) แต่วันนี้งานแบบเดียวกันใช้เพียงไฟล์ markdown ไฟล์เดียวก็ทำได้ เช่นเดียวกับระบบเช็ก PR ที่ทำงานเองทุกเช้าเก้าโมง
ปีเดียวกันนั้นเขายังทำสตาร์ทอัพชื่อ Ping ที่ช่วยให้คนไลฟ์สตรีมทำคอนเทนต์คุณภาพสูงร่วมกันผ่านโปรแกรมไลฟ์อย่าง OBS ได้ ตอนนั้นมันคือสตาร์ทอัพเต็มตัว แต่เขาบอกว่าโปรเจกต์แบบนี้ทุกวันนี้กลายเป็นแค่ side project ส่วนโปรเจกต์ใหญ่ที่เขากำลังสร้างอยู่ตอนนี้คือ full-stack cloud ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแบบ Vercel (บริการนำเว็บและแอปขึ้นออนไลน์) แต่ครอบคลุมกว่า มีทั้งระบบล็อกอินและฐานข้อมูลมาในตัว
เขายังชี้ว่ามีงานอีกระดับที่เพิ่งเกิดขึ้น ทั้งเล็กและง่ายยิ่งกว่า side project เขาเรียกระดับนี้ว่า markdown tier งานในระดับนี้ใช้เพียงไฟล์ markdown ไฟล์เดียว โดยให้โมเดล AI อย่าง Codex (ผู้ช่วยเขียนโค้ดของ OpenAI) หรือ Claude อ่านและทำตามคำสั่งในไฟล์
คิดให้กว้าง ไม่ใช่แค่ใหญ่
เขาบอกว่าอย่ามองแค่การสร้างของให้ใหญ่ขึ้น แต่ให้คิดด้วยว่าจะทำให้รองรับงานได้กว้างขึ้นอย่างไร เขาอธิบายว่าซอฟต์แวร์มีสองแกน แกนแรกคือความกว้าง (breadth) หรือจำนวนรูปแบบงานที่รองรับได้ อีกแกนคือความลึก (depth) หรือจำนวนฟีเจอร์ที่มีในงานแต่ละแบบ
Vercel เลือกทำงานเพียงไม่กี่ด้านให้ดีมาก โดยเฉพาะการนำเว็บขึ้นออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วและเสถียร แทนที่จะแข่งกับเจ้าใหญ่อย่าง AWS (บริการคลาวด์ครบวงจรของ Amazon) ในด้านจำนวนบริการที่ครอบคลุม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ AI ช่วยให้ทีมเล็กรองรับงานได้หลากหลายขึ้น ทั้งที่เมื่อก่อนการทำเช่นนี้ไม่คุ้ม เขายกตัวอย่างว่าตอนนี้แค่พิมพ์สั่ง AI ก็ให้มันสร้างระบบฐานข้อมูลพื้นฐานใส่เข้าไปในโปรดักต์ได้ในหนึ่งถึงสองวัน ขอแค่ให้ระบบดีพอให้ผู้ใช้เริ่มงานได้ ส่วนฟีเจอร์เฉพาะทางที่ยังขาด ก็ไม่ใช่ปัญหาของคนสร้างอีกต่อไป เพราะผู้ใช้ต่อเติมเองได้
เขายกตัวอย่าง Slack แอปแชตสำหรับทีมที่คนใช้กันทั่วโลก และบอกตรงๆ ว่ามันไม่ใช่โปรดักต์ที่ดีนัก แต่ Slack กลับกลายเป็นแพลตฟอร์มให้ผู้ใช้รัน AI agent (โปรแกรม AI ที่ทำงานเป็นขั้นเป็นตอนแทนเราได้) ของตัวเองผ่านระบบบ็อต บทเรียนคือถ้าออกแบบให้คนอื่นเข้ามาต่อยอดได้ ซอฟต์แวร์ก็จะรองรับการใช้งานได้หลากหลายขึ้นในแบบที่คนสร้างไม่เคยวางแผนไว้เลย
เพดานขยับสูงจนแทบมองไม่เห็น
คำถามที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่ "เราทำมันได้ไหม" อีกต่อไป แต่กลายเป็น "เรากล้าคิดการใหญ่แค่ไหน" เขาเองบอกว่าไม่รู้แล้วว่าคำว่าใหญ่เกินไปหมายถึงอะไร ไม่ว่าจะเป็นการเทรนโมเดลของตัวเองขึ้นมา สร้างระบบปฏิบัติการของตัวเอง หรือลงไปแข่งกับ Slack, AWS และ Salesforce ตรงๆ เขายอมรับว่ามันทั้งน่ากลัวและน่าตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
ทุกวันนี้แทบมองไม่เห็นแล้วว่าขีดจำกัดของทีมเล็กอยู่ตรงไหน สิ่งที่ขวางเราอยู่ตอนนี้จึงไม่ใช่ขนาดของทีม แต่อยู่ที่ว่าเรากล้าจินตนาการถึงงานใหญ่แค่ไหน อย่างที่เขาทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าเรายังไม่รู้สึกว่าไอเดียของตัวเองบ้าเกินไป นั่นอาจแปลว่ามันยังไม่ใหญ่พอ
ที่มา: คีย์โน้ต Everything we knew about software has changed โดย Theo Browne
ชอบเรื่องแนวนี้ มีอีบุ๊คฟรีให้อ่านต่อ
Vibe Coding สำหรับคนไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ ใช้ Claude Code สร้าง landing page, mini app และ prototype จริงโดยไม่ต้องเขียนโค้ด
กดสมัครแล้วเราจะส่งเทคนิค AI และของแจกใหม่ๆ ให้ทางอีเมล เลิกรับได้ตลอด
Claude Cowork · The Business Playbook

ฉบับภาษาไทย 15 บท เรียนรู้ผ่านโปรเจกต์จำลองต่อเนื่องทั้งเล่ม ตั้งแต่ตั้งค่า Workspace จัดการไฟล์ เชื่อมแอป ตั้งระบบอัตโนมัติ จนถึงสร้าง Plugin


