ซอฟต์แวร์ที่เคยจ่ายรายเดือนเริ่มเขียนใช้เองได้ moat ของธุรกิจจึงย้ายไปอยู่ที่ข้อมูลกับกฎหมาย
AI ทำให้ธุรกิจเขียนซอฟต์แวร์ใช้เองแทนการจ่ายรายเดือนได้แล้ว moat จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวซอฟต์แวร์อีกต่อไป เส้นแบ่งว่าอะไรควรเขียนเอง อะไรควรจ่ายต่อ อยู่ที่ความเสียหายตอนมันพัง ไม่ใช่ความยากของโค้ด

ซอฟต์แวร์จัดการโปรเจกต์กับระบบส่งอีเมลหายไปจากบิลรายเดือนของบริษัทแห่งหนึ่ง ไม่ใช่เพราะเลิกใช้ แต่เพราะเจ้าของเขียนใช้เองแทน คนที่เล่าเรื่องนี้คือ Maximilian Schwarzmüller นักพัฒนาที่ทำบริษัทของตัวเอง เขาบอกว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดทำ เพราะลงแรงเองไม่คุ้ม แต่พอ AI เขียนโค้ดเก่งขึ้นเรื่อยๆ งานที่เคยใหญ่เกินกำลังก็ทำไหว
จุดน่าคิดไม่ได้อยู่ที่นักพัฒนาเขียนโปรแกรมใช้เองได้ เรื่องนี้ปกติมานานแล้ว ประเด็นคือซอฟต์แวร์สองตัวที่หายไปจากบิลเคยเป็นสินค้าที่มีคนขายได้จริง มันมีลูกค้าจ่ายทุกเดือน และเคยมั่นคงพอจะเป็นรายได้หลักของบริษัทหนึ่งได้เลย เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องของคนเขียนโค้ดอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของใครก็ตามที่ขายอะไรสักอย่างอยู่
ธุรกิจสร้างรูปด้วย AI ที่เคยเวิร์คเมื่อสองปีก่อน
ราวหนึ่งถึงสองปีก่อน บริการแปลงรูปถ่ายเป็นรูปโปรไฟล์มืออาชีพหรือรูปการ์ตูนเป็นธุรกิจที่ไปได้ดี ของที่ขายชัดเจน คนทั่วไปทำเองไม่ได้ จึงต้องจ่ายเงินให้คนที่ทำได้
วันนี้บริการแบบเดียวกันเจอแรงกดดันหนักขึ้นมาก ไม่ใช่เพราะทำรูปแย่ลง แต่คนทั่วไปทำรูปแบบนั้นเองได้จากมือถือ บางเครื่องมีมาให้ในระบบปฏิบัติการ บางคนทำผ่าน ChatGPT ที่สมัครไว้ ซึ่งบางส่วนยังอยู่ในโควตาฟรีด้วยซ้ำ และมีแนวโน้มว่าคนจะสมัครแบบเสียเงินกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ตัวซอฟต์แวร์ของบริการพวกนั้นไม่ได้เสียหายอะไร สิ่งที่หายไปคือเหตุผลที่ลูกค้าต้องเดินมาหา นี่คือความหมายของ moat หรือสิ่งที่ใช้กันคู่แข่งแบบจับต้องได้ที่สุด มันไม่ใช่ความเก่งของโค้ด แต่คือเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าไปทำเองไม่ได้
ถ้า moat ของธุรกิจคือประโยคที่ว่าเรามีของที่ลูกค้าทำเองไม่ได้ คำถามที่ต้องตอบใหม่ทุกปีคือประโยคนั้นยังจริงอยู่ไหม
เส้นแบ่งไม่ได้อยู่ที่โค้ดยากแค่ไหน แต่อยู่ที่พังแล้วเจ็บแค่ไหน

เครื่องมือลบพื้นหลังภาพตัวหนึ่งเขียนมาเพื่อใช้ทำรูปปกคลิปตัวเอง วิธีทำคือสั่ง AI เขียนโค้ดให้ทั้งหมดแล้วไม่ลงไปดูรายละเอียดข้างในเลย นี่คือสิ่งที่เรียกกันว่า vibe coding เหตุผลที่ทำแบบนั้นได้ไม่ใช่เพราะโค้ดง่าย แต่เพราะถ้ามันเพี้ยน เจ้าของเห็นเองตั้งแต่รูปแรก แล้วสั่ง AI แก้ต่อได้เลย ของชิ้นนี้พังแล้วไม่มีใครเดือดร้อน
เครื่องมือส่งอีเมลหาผู้ติดตามเป็นคนละเรื่องกันเลย เขียนพลาดทีเดียว ระบบอาจส่งอีเมลรบกวนคนอ่านจนกดยกเลิกติดตาม หรือส่งออกได้ครึ่งเดียวโดยไม่มีใครรู้ ที่หนักกว่านั้นคือความน่าเชื่อถือของชื่อผู้ส่งในระบบอีเมลจะเสียไปด้วย นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดที่ลืมง่ายมากอย่างปุ่มยกเลิกรับอีเมล ถ้าไม่ได้สั่ง AI ทำไว้ตั้งแต่แรกก็จะไม่มีปุ่มนี้
ก่อนถึงความผิดพลาดพวกนั้น การส่งอีเมลจำนวนมากมีเรื่องต้องรู้ก่อนอยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่ต้องรู้ว่ามีบริการรับส่งอีเมลปริมาณมากอย่าง AWS SES ให้ใช้ ต่อให้รู้ การตั้งค่าให้ถูกก็ไม่ใช่กดปุ่มเดียวจบ มีบริการที่ทำให้ง่ายขึ้นบ้าง แต่ก็ยังต้องมีพื้นฐานทางเทคนิคพอสมควร มันไม่ใช่ของที่บริษัทเล็กนอกสายเทคโนโลยีจะทำเองแล้วเวิร์คตั้งแต่วันแรก
มีประโยคที่คนในวงการพูดกันบ่อย และนักพัฒนาคนนี้บอกว่ามีส่วนจริง
เขียนของด้วย AI สนุก แต่ดูแลของที่เขียนไม่สนุก
ยิ่งซอฟต์แวร์สำคัญกับงานมาก การดูแลมันก็ยิ่งเจ็บ โดยเฉพาะตอนไม่มีใครในทีมเข้าใจว่าข้างในทำงานยังไง
เส้นแบ่งระหว่างของที่เขียนเองได้กับของที่ควรจ่ายต่อ จึงไม่ได้อยู่ที่โค้ดยากแค่ไหน มันอยู่ที่ว่าถ้ามันพัง ความเสียหายไปไกลแค่ไหน และใครจะตามเก็บ มุมนี้ตรงกับเรื่อง vibe coding พังเพราะองค์กรไม่มีระบบตัดสินใจ ไม่ใช่เพราะ AI โง่ ปัญหาไม่ได้เริ่มที่เครื่องมือ แต่เริ่มที่ไม่มีใครตัดสินว่าอะไรปล่อยได้หรือไม่ได้
บริษัทใหญ่มีทั้งคนทั้งเครื่องมือ แต่ก็ยังจ่ายค่า SAP กับ Salesforce ต่อ
บริษัทใหญ่ไปได้ไกลกว่าคนทำงานคนเดียวอยู่แล้ว พวกเขามีกำลังคน มีระบบ AI agent ที่รับงานไปทำต่อเป็นชุด และมีคนในองค์กรที่รู้ว่าระบบเดิมทำงานยังไง ของบางอย่างที่บริษัทเล็กหรือนักพัฒนาคนเดียวเขียนแทนไม่ไหว บริษัทใหญ่ทำได้
แต่พอเข้าไปในบริษัทใหญ่ก็จะเจอซอฟต์แวร์อีกชั้นที่รื้อยากกว่าเดิม ซอฟต์แวร์บริหารองค์กรอย่าง SAP หรือ Salesforce ฝังตัวเชื่อมกับระบบอื่นในบริษัทเต็มไปหมด มันถึงจุดที่จ่ายต่อง่ายกว่ารื้อออก บวกกับกฎระเบียบที่ต้องทำตาม ระบบชั้นนี้จึงยังอยู่ที่เดิม
ภาพนี้อาจเปลี่ยนในสิบปีข้างหน้า ซึ่งคนเล่าก็ย้ำเองว่าเป็นเรื่องที่เดาไม่ได้ สิ่งที่พอเห็นตอนนี้คือซอฟต์แวร์บางส่วนกำลังโดนแทนที่จริง มันเกิดขึ้นทั้งในบริษัทใหญ่และในมือคนทำงานคนเดียว แม้ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่ศูนย์
สิ่งที่ยังกันคู่แข่งได้จริง ไม่ได้อยู่ในโค้ด

ของที่ยังทำหน้าที่เป็น moat ได้มีสองแบบ แบบแรกคือข้อมูลที่หาไม่ง่าย ต่อให้เขียนซอฟต์แวร์หน้าตาเหมือนกันได้ก็ไม่มีข้อมูลไปใส่ แบบที่สองคือธุรกิจที่พันกับกฎหมายหรือข้อกำหนดที่ต้องทำตาม ความยากไม่ได้อยู่ที่การเขียนโปรแกรม แต่อยู่ที่การรับผิดชอบสิ่งที่ตามมา
สองแบบนี้มีจุดร่วมเดียวกันคือลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินให้ซอฟต์แวร์ แต่จ่ายให้ของที่อยู่ข้างหลังมัน ของแบบนี้แทนที่ยากขึ้นเยอะ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ คนทำธุรกิจบริการจะคุ้นกับมุมนี้ดี เพราะธุรกิจไม่ได้จ่ายเงินให้ความสามารถใช้เครื่องมือ AI แต่จ่ายให้ปัญหาที่มันแก้ได้ มันคือคำถามเดียวกันแต่มองจากอีกด้าน
กลุ่มที่เจอแรงกดดันนี้เต็มๆ คือคนทำซอฟต์แวร์ขายคนเดียวหรือทีมเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มที่ลูกค้าเป็นนักพัฒนาด้วยกัน เพราะของที่สร้างขายมักเป็นสิ่งที่ลูกค้าเขียนเองได้แล้ว การออกมาทำธุรกิจขายซอฟต์แวร์รายเดือนอย่าง SaaS จึงยากกว่าสองสามปีก่อนมาก และที่ยากขึ้นไม่ใช่การสร้างของ แต่คือการหาว่าจะขายอะไรที่ลูกค้าแทนที่เองไม่ได้ง่ายๆ
ถ้าของที่บริษัทเราขายอยู่ เป็นของที่ลูกค้าสร้างเองได้
สำหรับคนทำงานประจำ เรื่องนี้แปลออกมาเป็นสัญญาณหนึ่งข้อ ถ้าบริษัทที่ทำอยู่ขายซอฟต์แวร์ประเภทที่ลูกค้าเริ่มสร้างเองได้ นั่นคือสัญญาณเตือน ไม่ได้แปลว่าต้องลาออกพรุ่งนี้ เขาย้ำว่าทุกวันนี้งานหายาก มีงานทำยังดีกว่าไม่มี แต่มันแปลว่าแผนระยะยาวควรเผื่อทางไว้มากกว่าเดิม เพราะแนวโน้มนี้มีแต่จะเร่งขึ้น
อาชีพนักพัฒนาเองก็กำลังเปลี่ยนอยู่แล้ว โค้ดที่พิมพ์ด้วยมือน้อยลง วิธีตรวจโค้ดก็เปลี่ยนตาม การไล่อ่านทีละบรรทัดจะไม่พออีกต่อไป
อีกด้านหนึ่ง ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะย้ายไปอยู่ในมือคนใช้งานทั้งหมด งานอย่างการส่งอีเมลจำนวนมากให้ถูกกติกาอาจอยู่นอกมือคนทั่วไปอีกพักใหญ่ ถึงแม้วันหนึ่งอาจมีผู้ให้บริการทำระบบให้ง่ายจนคนทั่วไปทำได้ก็ตาม
คำถามที่ทั้งสองฝั่งของบิลต้องถามตอนนี้จึงเป็นคำถามเดียวกัน คือถ้าลงมือทำเองวันนี้ จะไปติดตรงไหน ฝั่งคนจ่ายถามเพื่อดูว่าควรจ่ายต่อไหม ฝั่งคนรับเงินถามเพื่อดูว่าตัวเองยังเหลืออะไรให้ขาย จุดที่ลูกค้าติดคือของที่ขายได้จริง ส่วนที่เหลือคือโค้ด
ที่มา: คลิป Software alone is no longer a moat จากช่อง Maximilian Schwarzmüller
ชอบเรื่องแนวนี้ มีอีบุ๊คฟรีให้อ่านต่อ
Vibe Coding สำหรับคนไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ ใช้ Claude Code สร้าง landing page, mini app และ prototype จริงโดยไม่ต้องเขียนโค้ด
กดสมัครแล้วเราจะส่งเทคนิค AI และของแจกใหม่ๆ ให้ทางอีเมล เลิกรับได้ตลอด
Claude Cowork · The Business Playbook

ฉบับภาษาไทย 15 บท เรียนรู้ผ่านโปรเจกต์จำลองต่อเนื่องทั้งเล่ม ตั้งแต่ตั้งค่า Workspace จัดการไฟล์ เชื่อมแอป ตั้งระบบอัตโนมัติ จนถึงสร้าง Plugin


