สเปก MCP 2026-07-28 ตัดขั้นตอนแนะนำตัว เรียกเครื่องมือจบในคำขอเดียว จากเดิมสองรอบ
สเปก MCP 2026-07-28 ทำให้คำขอใบเดียวเรียกเครื่องมือได้จบ ไม่ต้องเปิดการเชื่อมต่อค้างไว้ก่อนเหมือนเดิม ของเดิมยังใช้ได้อีกอย่างน้อย 12 เดือน แต่มีสามความสามารถที่ประกาศเลิกใช้ไปแล้ว

Model Context Protocol มาตรฐานกลางสำหรับเชื่อมต่อ AI ออกสเปกใหม่เมื่อ 28 กรกฎาคม 2026 สิ่งแรกที่หายไปคือขั้นตอนแนะนำตัว
เดิม AI ต้องส่งคำขอสองรอบเพื่อสั่งงานเครื่องมือแค่ตัวเดียว รอบแรกทักทายเพื่อขอรหัสเชื่อมต่อ รอบสองแนบรหัสไปสั่งงาน สเปกใหม่ลดเหลือรอบเดียว คำขอใบเดียวมีข้อมูลครบให้เซิร์ฟเวอร์ทำงาน
MCP ช่วยให้คนทำเครื่องมือทำตามมาตรฐานครั้งเดียว AI ที่พูดภาษาเดียวกันก็เรียกใช้ได้ ประกาศทางการเรียกสเปกนี้ว่า 2026-07-28 คนในวงการเรียกกันว่า MCP 2.0
คนที่ต่อฐานข้อมูลหรือระบบภายในเข้ากับ AI ไว้แล้ว รอบนี้มีของที่ต้องวางแผนย้ายจริงๆ ไม่ใช่แค่ข่าวผ่านตา
MCP ทำครั้งเดียว AI ตัวไหนก็เรียกใช้ได้
ตัวอย่างในไทยคือ LINE Bot MCP Server ที่เปิดให้ AI สั่ง LINE Official Account ส่งข้อความหาผู้ติดตามด้วยภาษาธรรมดา คนทำ LINE เขียนเซิร์ฟเวอร์ตัวเดียว แชตหรือ AI agent ที่รองรับ MCP ก็หยิบไปใช้ได้ ไม่ต้องทำแยกให้ AI แต่ละยี่ห้อ
ขั้นตอนทำงานจริงมีไม่กี่จังหวะ AI ถามเซิร์ฟเวอร์ก่อนว่ามีเครื่องมืออะไรบ้าง เซิร์ฟเวอร์ส่งรายชื่อกลับมาพร้อมบอกว่าแต่ละตัวรับค่าอะไรและทำอะไรได้ โมเดลอ่านแล้วเลือกตัวที่ตรงกับคำสั่งผู้ใช้ ยิงคำขอพร้อมค่าที่ต้องใส่ รับผลลัพธ์กลับมาตอบผู้ใช้
ปริมาณการใช้งานชี้ว่าระบบเลยจุดทดลองแล้ว มาตรฐานนี้มีชุดโค้ดสำเร็จสี่ภาษาให้คนทำเครื่องมือใช้ คือ TypeScript, Python, Go และ C# บล็อกทางการของ Model Context Protocol ระบุว่าสี่ตัวนี้มียอดดาวน์โหลดรวมเกือบห้าร้อยล้านครั้งต่อเดือน TypeScript และ Python มียอดสะสมทะลุพันล้านครั้งทั้งคู่ ทั้งที่ Anthropic เพิ่งเปิดตัวมาตรฐานนี้เมื่อพฤศจิกายน 2024
ของเดิมยิงสองรอบเพื่อเรียกเครื่องมือตัวเดียว

รอบแรกไม่ได้สั่งงาน เป็นการบอกเซิร์ฟเวอร์ว่าเราเป็นใครและใช้โปรโตคอลเวอร์ชันไหน
POST /mcp HTTP/1.1
Content-Type: application/json
{"jsonrpc": "2.0", "id": 1, "method": "initialize",
"params": {"protocolVersion": "2025-11-25",
"clientInfo": {"name": "my-app", "version": "1.0"}}}
เซิร์ฟเวอร์ตอบกลับพร้อมรหัสเชื่อมต่อในส่วนหัว Mcp-Session-Id คำขอรอบที่สองต้องแนบรหัสนี้กลับไป เซิร์ฟเวอร์จะได้รู้ว่าคุยอยู่กับใคร
POST /mcp HTTP/1.1
Mcp-Session-Id: 1868a90c-3a3f-4f5b
Content-Type: application/json
{"jsonrpc": "2.0", "id": 2, "method": "tools/call",
"params": {"name": "search", "arguments": {"q": "otters"}}}
ปัญหาของระบบนี้ไม่ได้อยู่ที่คำขอเพิ่มขึ้นใบเดียว เซิร์ฟเวอร์ต้องจำว่ารหัสแต่ละตัวเป็นของใคร เมื่อมีเครื่องรับงานหลายเครื่อง ทีมต้องหาที่เก็บรหัสตรงกลางให้ทุกเครื่องอ่าน หรือตั้งกฎให้คำขอของคนเดิมวิ่งกลับเครื่องเดิมทุกครั้ง ภาระนี้ผู้ใช้ปลายทางไม่เคยเห็น
ของใหม่ใช้คำขอใบเดียวอธิบายตัวเองครบ

POST /mcp HTTP/1.1
MCP-Protocol-Version: 2026-07-28
Mcp-Method: tools/call
Mcp-Name: search
Content-Type: application/json
{"jsonrpc": "2.0", "id": 1, "method": "tools/call",
"params": {"name": "search", "arguments": {"q": "otters"},
"_meta": {"io.modelcontextprotocol/clientInfo": {"name": "my-app", "version": "1.0"}}}}
MCP-Protocol-Version บอกเวอร์ชันสเปก Mcp-Method บอกสิ่งที่ทำ Mcp-Name บอกชื่อเครื่องมือ ส่วนตัวตนของฝั่งที่เรียกและความสามารถที่มี ย้ายไปอยู่ในช่อง _meta ของเนื้อคำขอ คำขอใบนี้จึงทำงานได้เองไม่ต้องอ้างอิงข้อมูลก่อนหน้า
สเปกใหม่ยกเลิกการทักทายด้วย initialize และ initialized พร้อมส่วนหัว Mcp-Session-Id อย่างเป็นทางการ หากฝั่งที่เรียกต้องการรู้ว่าเซิร์ฟเวอร์ทำอะไรได้บ้าง ยังมีคำสั่ง server/discover ให้ถาม เป็นทางเลือกไม่ใช่ข้อบังคับ
คำขอลงเครื่องไหนก็ได้
เมื่อไม่มีรหัสเชื่อมต่อให้จำ คำขอทุกใบส่งเข้าเครื่องไหนก็ได้ในกลุ่ม ใช้ตัวกระจายโหลดวนส่งทีละเครื่องธรรมดา ไม่ต้องเก็บข้อมูลไว้ตรงกลางและไม่ต้องเขียนกฎบังคับเส้นทาง
ชื่อคำสั่งและเครื่องมือที่ย้ายไปอยู่ส่วนหัว ช่วยให้ตัวกลางหน้าเซิร์ฟเวอร์อย่าง gateway ระบบจำกัดคำขอ หรือระบบคัดกรองความปลอดภัย อ่านแค่ Mcp-Method กับ Mcp-Name ก็รู้แล้วว่าต้องส่งต่อไปทางไหน และควรอนุญาตให้ผ่านหรือไม่ ไม่ต้องแกะ JSON ออกมาอ่าน
รายการที่ตอบกลับจาก tools/list, prompts/list, resources/list และ resources/read มีค่าระยะเวลาเก็บ (ttlMs) กับขอบเขตการจำ (cacheScope) ติดมา ฝั่งเรียกจึงรู้ว่ารายชื่อเครื่องมือชุดนี้เก็บไว้ใช้ซ้ำได้นานเท่าไหร่ ไม่ต้องถามใหม่ทุกครั้งที่เชื่อมต่อ
ถ้า MCP ไม่จำอะไร เครื่องมือจะถามกลับกลางทางยังไง
มีบางจังหวะที่เครื่องมือต้องหันมาถามคนก่อน เช่น ต้องขอให้ยืนยันก่อนจะลบข้อมูลจริง หรือคำสั่งยังขาดค่าสำคัญไปหนึ่งตัว เมื่อโปรโตคอลไม่จำอะไรเลย จังหวะเหล่านี้ต้องหาวิธีทำใหม่
สเปกใหม่แก้ปัญหานี้ด้วยระบบส่งคำขอตอบโต้หลายรอบ (Multi Round-Trip Requests) โดยเซิร์ฟเวอร์ตอบกลับมาว่า resultType เป็น input_required และระบุว่าต้องการคำตอบเรื่องอะไร ฝั่งเรียกจะยิงคำขอเดิมซ้ำ พร้อมแนบคำตอบในช่อง inputResponses งานที่เคยต้องเปิดสายค้างให้เซิร์ฟเวอร์ถามกลับตลอดเวลาอย่าง elicitation/create, sampling/createMessage และ roots/list เปลี่ยนมาเป็นการยิงคำขอซ้ำที่จบในตัวแต่ละรอบ
เซิร์ฟเวอร์ MCP ของเดิมยังทำงานต่อได้อีกอย่างน้อย 12 เดือน
รอบนี้ประกาศเลิกใช้หลายอย่าง แต่ยังไม่มีอะไรหยุดทำงานวันนี้
| ของที่ประกาศเลิกใช้ | สถานะตอนนี้ | สิ่งที่ควรทำต่อ |
|---|---|---|
| ความสามารถ Roots · Sampling · Logging | ยังทำงานได้ตามปกติ | ของที่เขียนใหม่ไม่ควรหยิบไปใช้แล้ว |
| การขนส่งแบบเดิม HTTP+SSE | มีเวลาย้ายหนึ่งปี | สเปกใหม่ใช้ Streamable HTTP เป็นช่องทางหลัก |
| การลงทะเบียนแอปอัตโนมัติแบบ DCR | ยังใช้ได้เพื่อความเข้ากันได้ย้อนหลัง | ทยอยเปลี่ยนไปใช้ CIMD ที่มาแทน |
DCR ย่อมาจาก Dynamic Client Registration เป็นวิธีที่แอปลงทะเบียนตัวเองกับระบบยืนยันตัวตนได้เองอัตโนมัติ ของที่มาแทนคือ CIMD ซึ่งให้แอปประกาศข้อมูลของตัวเองไว้ในเอกสารหน้าหนึ่ง แล้วระบบยืนยันตัวตนไปอ่านเอาเอง ประกาศระบุว่า DCR จะหายไปในสเปกรุ่นถัดไป แต่ตอนนี้ยังใช้ได้
รอบนี้อุดช่องโหว่การขออนุญาตเพิ่ม ฝั่งที่เรียกต้องตรวจว่าผู้ออกรหัสอนุญาตเป็นเจ้าเดียวกับที่ส่งคำขอไป ก่อนนำรหัสไปแลกสิทธิ์ใช้งาน กุญแจของแอปหนึ่งตัวจะผูกกับผู้ออกรายนั้น ใช้ข้ามเจ้าไม่ได้อีก
สิ่งที่มีค่าสำหรับคนวางแผนระยะยาวคือการตั้งนโยบายเลิกใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรก ของที่ประกาศเลิกใช้ต้องอยู่ให้ใช้ต่ออีกไม่ต่ำกว่า 12 เดือน ทีมจึงมีเวลาวางแผนอัปเกรดไม่ต้องรีบแก้ ชุดพัฒนาหลักสี่ภาษารองรับสเปก 2026-07-28 ตั้งแต่วันประกาศ พร้อมโน้ตวิธีย้ายจุดที่เขียนไม่เหมือนเดิม ส่วน Rust รองรับสเปกใหม่แล้วในสถานะเบต้า
คนที่เคยมองว่า MCP หมดความน่าสนใจ กลับมาสนใจอีกรอบ
ความสนใจใน MCP เคยแผ่วลงไปช่วงหนึ่ง คนที่เขียนเรื่องนี้ไว้เองคือ Simon Willison นักพัฒนาที่เขียนบล็อกวิเคราะห์เครื่องมือ AI มาต่อเนื่อง เขาสรุปไว้ในบทความทบทวนปี 2025 ว่า เมื่อ agent สั่งงานผ่านเทอร์มินัล ซึ่งเป็นช่องพิมพ์คำสั่งตรงเข้าเครื่อง และดึงข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเองได้ งานส่วนใหญ่ของ MCP ก็ทำจากตรงนั้นได้และดัดแปลงอิสระกว่า ความสนใจช่วงนั้นไหลไปหา Skills ของ Anthropic ทั้งที่ Agent Skills กับ MCP ทำคนละงานกัน และใช้คู่กันได้
เขากลับมาสนใจอีกรอบ ไม่ใช่เพราะความง่ายแต่เป็นความปลอดภัย การให้ agent ใช้เทอร์มินัลและออกอินเทอร์เน็ตตามใจเป็นความเสี่ยงที่จำกัดขอบเขตยาก อีกทั้งยังต้องใช้โมเดลที่แรงพอรับมือสถานการณ์แบบนั้น
เครื่องมือที่ผ่าน MCP ตรวจสอบง่ายกว่าและกั้นขอบเขตได้ชัดกว่า ทั้งยังเรียบง่ายพอให้โมเดลตัวเล็กบนโน้ตบุ๊กสั่งงานได้ดีพอสมควร
เขาบอกว่าหากต้องสร้างระบบที่ใช้ข้อมูลสำคัญ เขาจะเลือก MCP มากกว่าเดิม เพราะการบอกฝ่ายความปลอดภัยว่า AI เรียกได้เฉพาะคำสั่งที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ง่ายกว่าการอธิบายว่า AI ถือเทอร์มินัลของเซิร์ฟเวอร์อยู่ในมือ
สามเครื่องมือที่เขาทำเสร็จในสัปดาห์เดียว
mcp-explorer เป็นเครื่องมือสั่งงานผ่านบรรทัดคำสั่ง เขียนด้วย Python ใช้ดูว่าเซิร์ฟเวอร์ MCP ปลายทางมีเครื่องมืออะไรให้ใช้ ข้อดีคือไม่ต้องติดตั้งก่อน เรียกผ่าน uvx เพื่อรันแพ็กเกจ Python ชั่วคราวได้เลย
uvx mcp-explorer list https://agentic-mermaid.dev/mcp
uvx mcp-explorer inspect render_svgผลจากคำสั่งแรกคือรายชื่อเครื่องมือทั้งหมดของเซิร์ฟเวอร์สาธิต พร้อมพารามิเตอร์และคำอธิบาย คำสั่งถัดมาดูรายละเอียดว่า render_svg รับค่าและคืนอะไรกลับมา หากอยากลองเรียกจริงสั่งแบบนี้
uvx mcp-explorer call https://agentic-mermaid.dev/mcp render_svg \
-a source 'graph TD; A-->B' \
-a options '{"padding":24}'ตัวที่สองคือ datasette-mcp ปลั๊กอินที่เปิดช่อง /-/mcp ขึ้นมาใน Datasette เว็บสำหรับค้นฐานข้อมูลด้วย SQL ปลั๊กอินนี้มีเครื่องมือให้ AI เรียก 3 อย่าง
list_databases()ดูรายชื่อฐานข้อมูลget_database_schema(database_name)ดูโครงสร้างตารางฐานข้อมูลexecute_sql(database_name, sql)สั่งค้นข้อมูลจริง ตอนนี้ทำได้แค่อ่าน ยังเขียนทับไม่ได้
ปลายทางที่นำไปต่อได้คือ agent หรือแชตอย่าง ChatGPT กับ Claude

ตัวที่สามคือ llm-mcp-client ซึ่งยังเป็นรุ่นทดลอง ส่วนเสริมตัวนี้พา MCP เข้าไปอยู่ใน LLM เครื่องมือบรรทัดคำสั่งของเขาเองที่เอาไว้สั่งงานโมเดล
llm install llm-mcp-client
llm -T 'MCP("https://datasette.simonwillison.net/-/mcp")' 'count the notes'เครื่องมือทั้งสามตัวเกิดในสัปดาห์เดียวหลังสเปกออก เขาบอกว่าปลั๊กอิน Datasette เป็นความพยายามครั้งที่สี่ รอบนี้ถึงได้เวอร์ชันที่กล้าปล่อยให้คนอื่นใช้
สิ่งที่ตัดออก บอกอะไรมากกว่าสิ่งที่เพิ่มมา
ของใหม่เกือบทุกข้อในสเปกนี้เกิดขึ้นมารับช่วงงานที่ขั้นตอนทักทายเคยแบกไว้ ตัดของชิ้นเดียวออก สิ่งที่เหลือก็ขยับตามกันทั้งแถบ
คราวหน้าหากมีมาตรฐานใหม่ คำถามที่ควรถามคือ "มันตัดอะไรออกได้บ้าง" ไม่ใช่ "เพิ่มอะไรมาบ้าง" สิ่งที่ตัดออกแล้วระบบยังทำงานได้ คือส่วนที่เราแบกต้นทุนดูแลไว้เฉยๆ มาตลอด
ที่มา:
- บทความ The 2026-07-28 Specification จาก Model Context Protocol Blog
- บทความ Stateless MCP has recaptured my interest (and inspired mcp-explorer and datasette-mcp) จาก Simon Willison
ชอบเรื่องแนวนี้ มีอีบุ๊คฟรีให้อ่านต่อ
ChatGPT Work ฉบับเข้าใจง่าย มอบงานให้ AI ทำจนจบ ตั้งแต่งานแรกจนถึงงานอัตโนมัติ พร้อม workflow ใช้ได้จริง 8 แบบ
กดสมัครแล้วเราจะส่งเทคนิค AI และของแจกใหม่ๆ ให้ทางอีเมล เลิกรับได้ตลอด
Claude Cowork · The Business Playbook

ฉบับภาษาไทย 15 บท เรียนรู้ผ่านโปรเจกต์จำลองต่อเนื่องทั้งเล่ม ตั้งแต่ตั้งค่า Workspace จัดการไฟล์ เชื่อมแอป ตั้งระบบอัตโนมัติ จนถึงสร้าง Plugin


