หมดเวลาขายฝัน: ทำไมหุ้นเทคถึงร่วงกลับไปเท่าจุดเริ่มต้น และใครจะรอดในเกมนี้

ตัวเลข P/E ของหุ้นกลุ่มเทคใน S&P 500 เพิ่งร่วงจาก 40 เท่า ลงมาเหลือแค่ 20 เท่า นี่คือระดับเดียวกับตอนที่เรายังไม่รู้จัก ChatGPT ด้วยซ้ำเลยล่ะ
ตอนแรกผมเห็นกราฟนี้จาก รายงานของ Apollo แล้วก็แอบตกใจนิดๆ ว่ากระแสเงินทุนมันหนีไปแล้วหรอ แต่พอไปนั่งไล่อ่านบทวิเคราะห์ของหลายๆ เจ้า ถึงได้เข้าใจว่านี่ไม่ใช่ฟองสบู่แตก แต่มันคือการตั้งสติของนักลงทุนต่างหาก
ตลาดกำลังเปลี่ยนกฎกติกาใหม่ จากที่เคยแจกเงินให้ทุกคนที่อ้างเทคโนโลยีล้ำๆ ตอนนี้เขาขอดูบิลแล้วครับ ว่าลงทุนไปแล้วได้กำไรกลับมาจริงไหม
จากซื้อความฝัน สู่การขอดูใบเสร็จ
ตลอดสองปีที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่ทุ่มเงินรวมกันกว่า 6.5 แสนล้านดอลลาร์ไปกับโครงสร้างพื้นฐาน AI เฉพาะพวก hyperscaler อย่าง Microsoft หรือ Google ก็จ่ายค่าทำระบบไปเกิน 2 แสนล้านดอลลาร์แล้ว
ตอนแรกทุกคนก็ตื่นเต้นแหละเนอะ ดันราคาหุ้นขึ้นไปล่วงหน้าบนความหวังว่าสิ่งนี้จะมาเปลี่ยนโลก Bank of America ถึงกับบอกว่าช่วงก่อนหน้านี้ แค่ผู้บริหารพูดคำว่าเทคโนโลยีนี้ในงานแถลงผลประกอบการ หุ้นก็พุ่งแล้ว
แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ บทวิเคราะห์ของ MarketMinute เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ROI Fatigue หรืออาการเหนื่อยล้าจากการรอคอยกำไร นักลงทุนเริ่มหันมาถามคำถามสั้นๆ ว่าตกลงมันทำเงินได้เท่าไหร่กันแน่
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือสภาพตลาดโดยรวม ตอนนี้ S&P 500 เทรดกันที่ trailing P/E ราวๆ 26.5 ถึง 28.5 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 18.9 เท่าไปไกลมาก ถ้าไปดูตัวเลข Shiller PE จะอยู่ที่ 38.33 แม้จะยังไม่แตะจุดสูงสุดตอนยุคฟองสบู่ดอทคอมที่ 44.0 แต่มันก็อยู่ในระดับที่สูงจนน่าขนลุกอยู่ดี
ถึงแม้ว่าจะมีข่าวดีเรื่องกำไรของกลุ่มเทคที่คาดว่าจะโตถึง 31.1 เปอร์เซ็นต์ในปี 2026 แถมยังมีเรื่องกฎหมาย Public Law 119-21 ที่ลดหย่อนภาษีจากการวิจัยและพัฒนาได้อีกกว่า 1.29 แสนล้านดอลลาร์ ตัวนี้ช่วยดันกำไรต่อหุ้นขึ้นไปอีก 3 ถึง 4 เปอร์เซ็นต์ แต่นักลงทุนก็ยังรู้สึกว่ามูลค่ามันตึงเกินไป
ใครคือคนสร้างโรงงาน ใครคือแค่นักท่องเที่ยว
ตอนนี้ตลาดแบ่งบริษัทเทคออกเป็นสองกลุ่มชัดเจนมากเลยล่ะ
กลุ่มแรกคือ AI Factories หรือคนที่สร้างโรงงานและขายพลั่วในยุคตื่นทอง พวกนี้คือบริษัทอย่าง NVIDIA หรือ Meta ที่พิสูจน์ได้ว่าเทคโนโลยีทำให้ธุรกิจหลักของเขาโตขึ้นจริง มีตัวเลขรายได้ชัดเจน
กลุ่มที่สองคือ AI Tourists หรือนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเกาะกระแส กลุ่มนี้คือบริษัทอย่าง Microsoft, Alphabet และ Apple ที่พยายามเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้าไปในโปรดักต์ของตัวเอง แต่ตลาดเริ่มกังวลว่ามันจะทำเงินกลับมาคุ้มกับที่ลงทุนไปไหม
ประเด็นนี้น่าคิดมากนะ David Sambur จาก Apollo เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ต้นทุนการผลิตซอฟต์แวร์มันถูกลงก็จริง แต่มันก็ทำให้ตั้งราคาแพงๆ ได้ยากขึ้นตามไปด้วย กลายเป็นว่ายิ่งพยายามอัดฟีเจอร์เข้าไป อัตรากำไรก็ยิ่งหดลง
การเปรียบเทียบที่อาจจะผิดฝาผิดตัว
มีข้อมูลนึงที่ผมว่าน่าสนใจมากจากคนที่ถกเถียงกันใน Hacker News คือตัวเลข P/E 20 เท่าที่เราเห็นอะ มันอาจจะไม่ได้สะท้อนภาพรวมทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์
เพราะในปี 2018 มีการจัดหมวดหมู่บริษัทในตลาดหุ้นใหม่ เขาย้ายบริษัทอย่าง Meta, Alphabet และ Amazon ออกจากกลุ่ม Information Technology ไปอยู่หมวดอื่น ทำให้กลุ่ม IT สมัยก่อนกับกลุ่ม IT ตอนนี้ มีหน้าตาบริษัทข้างในไม่เหมือนกันซะทีเดียว
แต่ถึงตัวเลขมันจะเทียบกันตรงๆ ยาก แนวโน้มที่ชัดเจนสุดๆ คือ หุ้นใหญ่อย่าง Alphabet ตอนนี้เทรดกันที่ P/E ประมาณ 29 เท่า ถ้านักลงทุนตัดสินใจดึงมูลค่ากลับไปสู่จุดปกติจริงๆ นักวิเคราะห์สายหมีหลายคนมองว่าเราอาจจะได้เห็นราคาหุ้นของผู้นำกลุ่มเทคร่วงลงได้อีก 20 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์กลับไปเท่าช่วงปี 2024 เลยทีเดียว
คลื่นลูกใหม่ไม่ได้อยู่ในวงการเทค
แล้วถ้าบริษัทเทคเริ่มทรงๆ เงินมันจะไหลไปไหนต่อ
Mike Wilson จาก Morgan Stanley มีทฤษฎีที่แกเรียกว่า Launchpad แกมองว่าการที่หุ้นเทคปรับฐานลงมาตอนนี้ ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเหมือนการพักฐานเพื่อเตรียมส่งไม้ต่อต่างหาก
ลองนึกภาพตามสิ ตอนนี้เราสร้างโครงสร้างพื้นฐานเสร็จไปเปลาะนึงแล้ว คลื่นลูกต่อไปคือคนที่เอาสิ่งนี้ไปใช้งานจริงจนเกิดเป็นกำไร ไม่ใช่คนที่มัวแต่สร้างระบบ
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดสุดตอนนี้คือกลุ่มสาธารณูปโภคและอุตสาหกรรม เพราะ Data Center ต้องการไฟฟ้ามหาศาล บริษัทพวกนี้เลยได้อานิสงส์ไปเต็มๆ หรือบริษัทไหนที่เอาไปสร้าง Agentic AI เพื่อทดแทนแรงงานคนและลดต้นทุนการจ้างงานได้จริงๆ ตลาดก็จะพร้อมเทเงินให้ทันที
ส่วนคนที่เหนื่อยหน่อยคือบริษัทซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม ที่ต้องหาทางเอาของใหม่มาแทนที่โปรดักต์เก่าของตัวเอง ไม่งั้นก็จะถูกคู่แข่งแย่งตลาดไป
เรื่องนี้กระทบคนทำงานอย่างเรายังไง
สำหรับนักพัฒนาหรือคนทำงานสายเทคอย่างเราๆ เรื่องนี้บอกอะไรได้หลายอย่างเลยนะ
อย่างแรกคือ หมดยุคของการทำโปรดักต์ที่มีฟีเจอร์ล้ำๆ แปะป้ายไว้เฉยๆ เพื่อเรียกความสนใจแล้ว ไม่ว่าคุณจะทำโปรเจกต์ส่งหัวหน้า หรือทำสตาร์ทอัพไปขอเงินทุน สิ่งที่เขาจะถามคือมันลดต้นทุนได้เท่าไหร่ หรือมันหาเงินเพิ่มได้ยังไง
ระบบที่ว้าวแต่กินค่า API เดือนละหมื่น โดยไม่ได้ช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นหรือหาเงินได้มากขึ้น จะเป็นสิ่งที่ถูกตัดทิ้งเป็นอันดับแรกๆ
ส่วนใครที่ใช้เครื่องมือพวกนี้เก่งๆ แล้วเอามาช่วยให้งานเสร็จไวขึ้น ลดข้อผิดพลาดได้จริง นี่แหละคือช่วงเวลาทองของคุณ เพราะองค์กรกำลังตามหาคนที่สร้างกำไรได้จริง ไม่ใช่แค่คนที่เขียน prompt เป็นเฉยๆ
แหล่งอ้างอิง
บทความที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลสหรัฐฯ เสียงแตก ทหารแบน Anthropic แต่คลังสั่งแบงก์ใหญ่รีบใช้ด่วน
รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เรียกแบงก์ใหญ่ประชุมด่วน เชียร์ให้ใช้ AI จาก Anthropic ทั้งที่กระทรวงกลาโหมเพิ่งแบนบริษัทนี้เรื่องความมั่นคง


ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความเห็น!