ช่อง Nate Herk | AI Automation เสนอมุมที่ตั้งใจสวนกระแสหลักบน AI YouTube ว่า โอกาสสายอาชีพ AI ปี 2026 ที่คนพูดถึงน้อยที่สุด ไม่ใช่การ "เปิด AI automation agency" อย่างที่ครีเอเตอร์ส่วนใหญ่สอนกัน แต่คือการเป็นคนที่ใช้ AI คล่องที่สุดในสายงานหรือบริษัทเดิม จุดที่ทำให้ผู้สร้างคลิปคิดเรื่องนี้คือผลสำรวจของ IBM ที่สอบถาม CEO จำนวน 2,000 คนจากบริษัทขนาดใหญ่ โดยพบว่า CEO ราว 76% มีตำแหน่ง Chief AI Officer อยู่แล้วหรือกำลังจ้างภายในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 26% เมื่อสองปีก่อน เท่ากับตำแหน่งผู้บริหารใหม่นี้เกิดขึ้นภายในราว 24 เดือน นอกจากนี้ยังมีช่องว่างราว 61 จุดระหว่างพนักงานที่ "มีทักษะ" ใช้ AI กับพนักงานที่ "ใช้งานจริง" บทความนี้สรุปและเล่าตามคลิปของช่อง Nate Herk | AI Automation โดยเก็บทั้งโอกาสและข้อควรระวังที่ผู้สร้างย้ำไว้

1. กระแสที่ทุกคนได้ยิน กับโอกาสที่ใหญ่กว่า

ในคลิปของช่อง Nate Herk | AI Automation ระบุว่า คนที่อยากเข้าสู่สาย AI ส่วนใหญ่มักได้ยินทางเลือกเดียวที่ดูเหมือนทางสว่าง นั่นคือการเปิด AI automation agency ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ครีเอเตอร์ระดับต้น ๆ ในวงการนี้สอนและสร้าง offer กันอยู่ ผู้สร้างคลิปไม่ได้บอกว่าโมเดลธุรกิจนี้ใช้ไม่ได้ เพราะตัวเขาเองก็เคยทำมาก่อน เขาเล่าว่าเคยสเกล AI agency จนทำรายได้กว่า $100,000 ต่อเดือนแล้วขายทิ้ง และปัจจุบันดูแลคอมมิวนิตี้ฟรีที่มีสมาชิกกว่า 350,000 คน ประสบการณ์จากการทำงานกับธุรกิจ และการเห็นนักเรียนของตัวเองผ่านทุกช่วงของการสเกล agency จึงเป็นที่มาของมุมมองในคลิปนี้

ช่อง Nate Herk | AI Automation ชี้ว่า สิ่งที่จุดประกายความคิดเรื่องนี้คือผลสำรวจของ IBM ที่สอบถาม CEO จำนวน 2,000 คนจากบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ โดยบริษัทเหล่านี้มีรายได้ต่อปีค่ามัธยฐานราว $5.8 พันล้านดอลลาร์ จึงเป็นกลุ่มบริษัทใหญ่ที่ตั้งตัวมาแล้วและกระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรม ผู้สร้างคลิปเน้นย้ำตั้งแต่ต้นว่า ข้อมูลชุดนี้ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของธุรกิจทุกแห่งบนโลก นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจำไว้ตลอดทั้งบทความ เพราะสิ่งที่จริงสำหรับ CEO กลุ่มนี้ไม่ได้แปลว่าจะจริงในทุกที่โดยอัตโนมัติ

2. ทำไม Chief AI Officer ถึงโตจาก 26% เป็น 76% ใน 24 เดือน

ตัวเลขแรกที่ช่อง Nate Herk | AI Automation หยิบมาคือ CEO ในผลสำรวจราว 76% มี Chief AI Officer แล้วหรือกำลังจ้างภายในปีนี้ ขณะที่เมื่อสองปีก่อนตัวเลขนี้อยู่ที่ 26% ผู้สร้างคลิปอธิบายว่า Chief AI Officer หรือ CAIO คือผู้บริหารระดับสูงที่ดูแลเรื่อง AI เทียบเคียงกับ CEO ที่บริหารองค์กร CFO ที่ดูแลการเงิน หรือ COO ที่ดูแลปฏิบัติการ เขายกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ CISO หรือ Chief Information Security Officer ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่เคยมีมาก่อนยุคอินเทอร์เน็ต เพราะปี 1980 ยังไม่มีใครต้องการคนดูแลภัยไซเบอร์ ต่อเมื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามาและการโจมตีไซเบอร์กลายเป็นต้นทุนจริงของธุรกิจ บริษัทใหญ่แทบทุกแห่งจึงต้องมีคนรับผิดชอบเรื่องนี้ภายในราว 15 ปี

ช่อง Nate Herk | AI Automation วิเคราะห์ว่า รูปแบบเดียวกันกำลังเกิดกับ AI เพราะเมื่อ 5 ปีก่อน AI ยังไม่ใช่ priority ระดับธุรกิจที่จริงจัง แต่วันนี้ CEO ต้องตอบคำถามเรื่อง AI ในทุก earnings call และทุกการประชุมบอร์ด แรงกดดันจึงผลักให้ตำแหน่ง CAIO เกิดขึ้น เพียงแต่รอบนี้ไม่ได้ใช้เวลาเป็นสิบปีเหมือน CISO แต่เกิดขึ้นภายในราว 24 เดือน คำถามที่ตามมาคือใครจะเข้าไปนั่งในที่ว่างเหล่านั้น จุดที่ผู้สร้างคลิปอยากให้จำไว้คือ ไม่จำเป็นต้องได้เป็น Chief AI Officer ถึงจะอยู่ในเกมนี้ได้ เพราะรายงานเดียวกันระบุว่าผู้นำคนอื่น ๆ ใน C-suite ก็ต้อง AI-fluent ด้วย เท่ากับทุกบริษัทกำลังค่อย ๆ วางผู้นำที่ใช้ AI คล่องไว้ในทุกแผนก ไม่ว่าจะเป็นการตลาด การเงิน ปฏิบัติการ หรือฝ่ายขาย ตำแหน่ง CAIO จึงเป็นเพียงที่นั่งใหม่ที่มองเห็นชัดที่สุด แต่ไม่ใช่ที่นั่งเดียว

comparison — เปรียบเทียบ Path A (external: เริ่มเป็น AI consultant / agency / freelance แล้วถูกดึงเข้าทำงานในบริษัท) กับ Path B (internal: มีงานอยู่แล้ว เงียบ ๆ เป็นคนที่ใช้ AI คล่องที่สุด แล้วได้เลื่อนตำแหน่งภายใน) แต่ละฝั่งมี 3 ขั้นย่อ พร้อมแถบ insight ล่าง "ตัวแปรชี้ขาดไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือ passion และจุดแข็งเดิม" และเครดิตเล็ก ๆ อ้างอิงข้อมูลจากช่อง Nate Herk | AI Automation

3. ช่องว่าง 61 จุดที่ทำให้ CEO กังวล

อีกตัวเลขที่ช่อง Nate Herk | AI Automation หยิบมาคือ ในบริษัทกลุ่มที่ถูกสำรวจ มีพนักงานเพียงราว 25% ที่ใช้เครื่องมือ AI ในงานประจำจริง หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ขณะที่ CEO กลุ่มเดียวกันบอกว่าพนักงานราว 86% มีทักษะใช้ AI อยู่แล้ว หรืออย่างน้อยก็เรียนรู้ได้ด้วยการฝึกเพียงเล็กน้อย เท่ากับมีช่องว่างราว 61 จุดระหว่างคนที่ "มีทักษะ" กับคนที่ "ใช้งานจริง" ผู้สร้างคลิประบุว่านี่เป็นข้อมูลที่พนักงานรายงานเอง และพนักงานมักรายงานต่ำกว่าการใช้งานจริงในแต่ละวัน ตัวเลขที่แน่นอนจึงคลุมเครือ แต่ช่องว่างนี้มีอยู่จริง และ CEO ทุกคนก็เห็นและรู้ว่ามันจริง

ช่อง Nate Herk | AI Automation วิเคราะห์ต่อว่า เหตุที่บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่ deploy AI ทั่วทั้งองค์กรไม่ใช่เพราะขาดคนที่มีทักษะ แต่เพราะยังไม่มีใครเชื่อมคนที่ใช้ AI ได้เข้ากับ workflow ที่ต้องใช้จริง สะพานเส้นนี้ไม่เกิดขึ้นเองจนกว่าจะมีคนสนใจมากพอที่จะลงมือ หรือได้รับมอบหมายให้ทำ ซึ่งไม่ค่อยมีใครรีบเข้ามารับ เพราะ change management หนักมาก โดยเฉพาะในบริษัทใหญ่ ทุกครั้งที่มีของใหม่เข้ามา องค์กรต้องแบกต้นทุนระยะสั้นก่อนจะได้ผลตอบแทนระยะยาว เพราะคนต้องเรียนรู้ใหม่ workflow เดิมต้องรื้อแล้วสร้างใหม่ และสิ่งต่าง ๆ มักแย่ลงก่อนจะดีขึ้น ความเจ็บปวดระยะสั้นนี้จึงทำให้ผู้ตัดสินใจส่วนใหญ่เลือกทำแบบเดิมต่อไป ในหลายกรณีผู้สร้างคลิปจึงมองว่า ทางที่ฉลาดที่สุดในบริษัทใหญ่อาจไม่ใช่การเปลี่ยนทั้งองค์กร แต่เป็นการตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ที่เป็น AI-first ตั้งแต่วันแรก เพราะไม่มี SOP เดิมหรือ tech stack เดิมให้ต้องรื้อ

ในคลิปของช่อง Nate Herk | AI Automation ยังชี้ว่า ไม่ต้องรอให้บริษัทจ้างเข้ามาในตำแหน่งนี้ก่อนถึงจะเริ่มทำงานแบบนี้ได้ เพราะสามารถเริ่มอุดช่องว่างในงานที่ทำอยู่ได้เลย โดยเลือก workflow หนึ่งในสายงานที่ยังไม่มีใครในทีมเอา AI ไปแตะ แล้วสร้างเวอร์ชัน AI ของมันหรือทำให้อัตโนมัติ จากนั้นบันทึกผลว่าประหยัดเวลาไปเท่าไรและได้ประโยชน์อะไร แล้วนำไปให้หัวหน้าและทีมเห็น ผู้สร้างคลิปสรุปประโยคที่คุ้นหูว่า AI จะไม่แย่งงาน แต่คนที่ใช้ AI เป็นจะแย่งงาน และคนที่อุดช่องว่างนี้ได้คือคนที่ CEO ทุกคนกำลังจ่ายเงินให้อยู่ตอนนี้

Question: ในสายงานที่ทำอยู่ตอนนี้ มี workflow ไหนบ้างที่ยังไม่มีใครในทีมเอา AI เข้าไปจับ และถ้าลงมือทำเวอร์ชัน AI ของมันให้เห็นผลเป็นชั่วโมงที่ประหยัดได้จริง ผลจะต่างออกไปแค่ไหน

4. สองเส้นทางสู่ที่นั่งนั้น Path A กับ Path B

ช่อง Nate Herk | AI Automation วางกรอบว่า มี 2 เส้นทางหลักไปสู่ที่นั่งนั้น และเส้นทางหนึ่งเข้าถึงง่ายกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด เส้นทาง Path A คือการเริ่มเป็น AI consultant เปิด AI automation agency หรือเป็นที่ปรึกษา รับลูกค้าหรืองาน freelance เพื่อช่วยธุรกิจแก้ปัญหาด้วย AI ในองค์กรของลูกค้า แล้วบางบริษัทจะมองว่าน่าจ้างเข้าทำงานเต็มเวลา เท่ากับถูกดึงเข้าไปทำงานในองค์กรผ่านงานที่ทำไปแล้ว ผู้สร้างคลิประบุว่านี่เป็นเส้นทางที่คนในวงการมาสักพักหลายคนกำลังทำอยู่

ส่วนเส้นทาง Path B คือการเลื่อนตำแหน่งภายใน ช่อง Nate Herk | AI Automation อธิบายว่า คนแบบนี้มีงานในบริษัทอยู่แล้ว และค่อย ๆ เป็นคนที่ใช้ AI คล่องที่สุดในตึก เข้าประชุมพร้อม prompt ที่ช่วยทีมประหยัดเวลาไปหลายชั่วโมง ส่งงานอัตโนมัติภายในที่ไม่มีใครสั่งให้ทำ เพราะอยากเรียนรู้และทดลองเอง พอมีที่ว่างเปิดในระดับที่สูงขึ้น เขาก็จะเป็นคนที่ชัดเจนที่สุดสำหรับที่นั่งนั้น ผู้สร้างคลิปยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ที่ดูคลิปมักคิดว่า Path A เป็นทางเลือกเดียว เพราะนั่นคือ narrative ที่เล่ากันมาตลอด รวมถึงตัวช่องเองก็เคยพูดเรื่องนี้มาก แต่ Path B อาจเข้าถึงง่ายกว่ามาก

ช่อง Nate Herk | AI Automation ยกข้อมูลสนับสนุนจากผลศึกษาอีกชิ้นของ IBM ในปี 2025 ที่สำรวจ Chief AI Officer จำนวน 600 คน พบว่า 57% ได้รับแต่งตั้งจากภายในบริษัท นั่นคือเป็นพนักงานที่อยู่ในองค์กรอยู่แล้วและได้เลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่ง CAIO โดยส่วนใหญ่ได้งานเพราะกำลังลงมือทำงานนั้นอยู่ก่อนที่จะมีชื่อตำแหน่งด้วยซ้ำ ผู้สร้างคลิปเล่าว่าเห็นเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในคอมมิวนิตี้ของตัวเองในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทั้งสมาชิกที่บริษัทดึงเข้าทำงานจากงาน agency และคนที่ได้เลื่อนตำแหน่งภายในเพราะเป็นคน AI ขององค์กรอยู่แล้ว ทั้งนี้ช่อง Nate Herk | AI Automation มองว่า งาน freelance หรือ AI agency อาจดีสำหรับกระแสเงินสดและการสร้างชื่อตอนนี้ และเป็นทางขึ้นสู่บทบาทที่ลึกและมีผลกระทบมากกว่าอย่าง in-house CAIO ในภายหลัง

5. ตัวแปรชี้ขาดคือ passion ไม่ใช่ตำแหน่ง

ช่อง Nate Herk | AI Automation ชี้ว่า คำตอบว่าเส้นทางไหนเหมาะขึ้นกับตำแหน่งน้อยกว่าสิ่งที่ยังไม่ได้พูดถึง นั่นคือ passion เพราะคนเราคอมมิตกับสิ่งที่ไม่ได้ชอบจริงไม่ได้ ผู้สร้างคลิประบุว่าหลายคนเห็น narrative เดิมว่าถ้าอยากทำเงินหรือเปลี่ยนชีวิตด้วย AI ต้องเปิด AI agency จึงคิดว่านั่นคือสิ่งที่ต้องทำ ทั้งที่หลายคนไม่อยากขึ้น sales call ไม่อยากตามปิดดีล และไม่อยากได้ยินคำว่าไม่ห้าสิบครั้งกว่าจะได้คำว่าใช่ครั้งแรก ซึ่งไม่มีอะไรผิด เรื่องนี้สำคัญกว่าทุกอย่างในคลิป เพราะการจะเป็นเวอร์ชัน AI-native ของตัวเองต้องลงเวลาและฝ่าความท่วมท้น สิ่งเดียวที่พาผ่านไปได้คือการรักสิ่งนั้นมากพอที่จะไปต่อ

ในคลิปของช่อง Nate Herk | AI Automation ระบุว่า หลักการเดียวกันใช้กับเส้นทางภายในด้วย ต่อให้ไม่อยากเป็นผู้ประกอบการ ก็ยังควรเริ่มจากสิ่งที่เก่งและรู้อยู่แล้ว เช่น ถ้ารักงานการตลาด การไปสร้าง agent ด้านการเงินจะกลายเป็นงานที่เกลียด แต่จะสนุกกับการทำให้การสร้างคอนเทนต์ การเขียน copy หรือการทำ landing page เป็นอัตโนมัติมากกว่า แล้วสุดท้ายอาจกลายเป็นนักการตลาดสาย AI-native ที่ CMO เลื่อนตำแหน่งให้ ผู้สร้างคลิปสรุปว่า สิ่งที่รักอยู่ตอนนี้คือทางที่ควรเล่น ให้สร้างเวอร์ชัน AI-native ของสิ่งที่ทำอยู่แล้ว ไม่ใช่พยายามเป็นคนอื่น เพราะนั่นคือที่มาของ imposter syndrome ซึ่งเป็นปัญหาที่ได้ยินบ่อยที่สุดในคอมมิวนิตี้

ช่อง Nate Herk | AI Automation ยกข้อมูลจาก CEO 2,000 คนมาสนับสนุนมุมนี้ สถิติแรกคือ CEO ราว 85% บอกว่าผู้นำสายงานทุกคนในบริษัทต้องกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ทั้ง CMO, CFO, COO, หัวหน้าฝ่ายขาย และหัวหน้าฝ่ายดูแลลูกค้า และนี่คือคำพูดของ CEO เอง ไม่ใช่ที่ปรึกษาจากบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ส่วนสถิติที่สองคือ 77% บอกว่าบทบาทผู้นำด้านคนกับผู้นำด้านเทคโนโลยีกำลังหลอมรวมกัน หมายความว่าทักษะการนำคนกับทักษะการบริหารเทคโนโลยีกำลังรวมเป็นงานเดียว และผู้นำที่ทำได้ทั้งสองอย่างจะเป็นฝ่ายชนะ

ในคลิปของช่อง Nate Herk | AI Automation เปรียบเทียบกับยุคที่อินเทอร์เน็ตเข้ามาว่า ตอนนั้นมี internet agency มี digital marketing consultant และมี internet marketer ที่เขียนลงนามบัตรกันจริง แต่ตอนนี้ทั้งหมดนั้นกลายเป็นแค่ "การตลาด" เพราะอินเทอร์เน็ตซึมเข้าไปในทุกสายงานจนคำว่าอินเทอร์เน็ตที่นำหน้าหายไป ผู้สร้างคลิปคาดว่ารูปแบบเดียวกันจะเกิดกับ AI ตอนนี้ยังมี AI consultant, AI agency และ AI strategist แต่ในที่สุดจะเหลือแค่ consultant และที่ปรึกษาที่ไม่ได้พูดภาษา AI เป็นปกติจะตามเพื่อนร่วมวงการไม่ทัน นอกจากนี้ช่อง Nate Herk | AI Automation ยังท้าให้คนในอุตสาหกรรมที่กำกับเข้มอย่างสาธารณสุข การเงิน กลาโหม หรือภาครัฐ คิดใหม่ว่าเรื่องนี้อาจใช้ได้กับพวกเขามากกว่าด้วยซ้ำ เพราะความรู้เฉพาะทางบวกความคล่อง AI ภายใต้ข้อจำกัด คือโปรไฟล์ที่จ้างได้ยากที่สุดในโลกตอนนี้ เนื่องจากคนอื่นที่คล่อง AI ไม่เข้าใจว่าอุตสาหกรรมนั้นทำงานอย่างไร แต่คนในวงการนั้นมีทั้งสองอย่าง

6. ข้อควรระวังที่ผู้สร้างย้ำเอง

ก่อนปิดคลิป ช่อง Nate Herk | AI Automation ย้ำข้อควรระวังหลายข้อเพื่อไม่ให้เนื้อหากลายเป็น hype ข้อแรกคือ สถิติทั้งหมดมาจากผลสำรวจ CEO 2,000 คนของบริษัทใหญ่ที่ตั้งตัวมาแล้ว แม้จะกระจายหลายภูมิภาคและหลายอุตสาหกรรม แต่เป็นบริษัทที่คนดูคลิปส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานอยู่ สัดส่วนการมี CAIO ที่ 76% จึงจริงสำหรับบริษัทกลุ่มนี้ แต่ไม่จริงสำหรับทั้งโลก ผู้สร้างคลิปประมาณว่าตัวเลขจริงทั่วโลกน่าจะต่ำกว่ามาก และคาดว่าไม่น่าจะเกิน 30% ซึ่งเป็นการประมาณการของผู้สร้างเอง ไม่ใช่ตัวเลขที่ยืนยันได้

ข้อที่สองที่ช่อง Nate Herk | AI Automation ชี้คือ CEO เองก็เดาในที่สาธารณะเช่นกัน ในปี 2024 ครึ่งหนึ่งของ CEO กลุ่มนี้คิดว่า AI จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตหลักภายในปี 2026 แต่วันนี้ในปี 2026 ที่ผ่านมาเกือบครึ่งปี มีเพียงราว 10% ที่บอกว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง เท่ากับคลาดเคลื่อนไปราว 40 จุดในเวลา 1 ปี ผู้สร้างคลิประบุว่ายังควรเอาจริงกับ timeline นี้มาก เพราะเทคโนโลยีพัฒนาเร็วกว่าที่ใครคาด แต่ก็อยากให้รู้ว่าบางคำทำนายของ CEO ในผลสำรวจคลาดเคลื่อนพอสมควร

สิ่งที่ช่อง Nate Herk | AI Automation ระบุว่าไม่มีข้อโต้แย้งคือ CEO กำลังจ้างจริง ผังองค์กรกำลังเปลี่ยนจริง และผู้นำสายงานที่ใช้ AI คล่องที่สุดกำลังได้เลื่อนตำแหน่งจริง ส่วนนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ บทสรุปที่ผู้สร้างคลิปฝากไว้คือ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสายงาน แต่ต้องเปลี่ยนว่าเราจะเป็นเวอร์ชันไหนของสายงานนั้น โดยเล่นกับจุดแข็งของตัวเอง เพราะงานคิด outsource ได้ แต่ความเข้าใจ outsource ไม่ได้ จึงควรเลือกเส้นทางอย่างตั้งใจ ทั้งนี้เนื้อหาทั้งหมดในบทความนี้สรุปจากคลิปของช่อง Nate Herk | AI Automation เพียงแหล่งเดียว โดยตัวเลขและคำทำนายต่าง ๆ อ้างตามที่ผู้สร้างคลิปนำเสนอจากรายงานของ IBM

ที่มา: Nate Herk | AI Automation: The AI Career Opportunity Nobody is Talking About in 2026 (YouTube, 17 พ.ค. 2026)