คำพูดสร้างแรงบันดาลใจของ Arnold Schwarzenegger ที่ช่อง MotivationHub นำมาเผยแพร่จนมีคนดูกว่า 21 ล้านครั้ง ไม่ได้พูดถึงเคล็ดลับลึกลับอะไรเลย แต่พูดถึงกฎพื้นฐานไม่กี่ข้อ กฎเหล่านี้คือสิ่งที่เขาใช้มาตั้งแต่เป็นเด็กออสเตรียที่ฝันอยากออกจากหมู่บ้าน จนกลายเป็นแชมป์เพาะกาย ดาราฮอลลีวูด และผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย สิ่งที่ทำให้คำพูดชุดนี้ใช้ได้กับคนทั่วไป คือมันเป็นกฎที่เอาไปเทียบกับชีวิตตัวเองได้ทันที ไม่ว่าจะกำลังเริ่มเรียนทักษะใหม่ เปิดธุรกิจเล็กๆ หรือลองทำ side project ที่หลายคนรอบตัวบอกว่า "ทำไม่ได้หรอก" บทความนี้สรุปสาระหลักจากคลิปดังกล่าวเป็น 4 บทเรียน พร้อมดึงเหตุผลเบื้องหลังของแต่ละข้อออกมาให้เห็น ไม่ใช่แค่เล่าเรื่องของ Arnold
1. เห็นภาพปลายทางให้ชัด แล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้น
กฎข้อแรกที่ Arnold พูดถึงในคลิปคือ ต้องเห็น "ภาพปลายทาง" (a vision) ให้ชัด เขาให้เหตุผลว่า ถ้าไม่รู้ว่ากำลังจะไปไหน คนเราก็จะลอยไปเรื่อยๆ และสุดท้ายไม่ถึงไหน จุดเปลี่ยนของเขาเกิดตอนอายุ 11 ปี เมื่อได้ดูสารคดีเกี่ยวกับอเมริกาที่โรงเรียน เขาเห็นตึกระฟ้า สะพานขนาดใหญ่ และทางด่วน 6 เลน แล้วรู้สึกทันทีว่า "ที่นั่นแหละคือที่ที่ฉันอยากอยู่" หลังจากนั้นไม่นาน เขาเดินเข้าไปในร้านแห่งหนึ่งในเมือง Graz แล้วเห็นนิตยสารเพาะกายที่มี Reg Park นักเพาะกายแชมป์ Mr. Universe สามสมัยอยู่บนปก ตอนนั้นเขาบอกกับตัวเองว่า "นี่แหละพิมพ์เขียวชีวิตฉัน" เขาอยากเป็นแชมป์เพาะกาย อยากเข้าวงการหนัง และอยากร่ำรวยมีชื่อเสียงแบบเดียวกับ Reg Park
สิ่งที่ทำให้กฎข้อนี้มีน้ำหนัก ไม่ใช่แค่การตั้งเป้า แต่เป็นเหตุผลที่ Arnold ใช้อธิบายว่าทำไมภาพปลายทางถึงเปลี่ยนทุกอย่าง เขาเล่าว่าตอนซ้อมเวทวันละ 5-6 ชั่วโมง มักมีคนถามว่าทำไมถึงซ้อมหนักขนาดนั้นแล้วยังยิ้มได้ คำตอบคือ ในหัวเขามีเหรียญทอง Mr. Universe รออยู่ข้างหน้า ทุกครั้งที่ยกเวทแต่ละเรป แต่ละเซ็ต คือการขยับเข้าใกล้เป้าหมายนั้นอีกหนึ่งก้าว เมื่อมองงานหนักเป็นทางไปสู่ภาพปลายทางที่ชัด งานหนักจึงกลายเป็นเรื่องสนุก ไม่ใช่ภาระ
ข้อคิดที่เอาไปใช้ได้: ความต่างไม่ได้อยู่ที่ใครซ้อมหนักกว่า แต่อยู่ที่ใครเห็นภาพปลายทางชัดกว่า ลองเขียนออกมาเป็นประโยคเดียวว่าปลายทางของสิ่งที่กำลังทำอยู่คืออะไร ถ้ายังเขียนไม่ออก นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าควรหยุด แล้วเลือกปลายทางให้ชัดก่อนลงแรง
ในคลิป Arnold ยกสถิติว่าคนอเมริกันราว 74% เกลียดงานที่ตัวเองทำ และมองว่าสาเหตุหลักคือคนส่วนใหญ่ "ลอย" ไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยเลือกปลายทางของตัวเอง เมื่อมีตำแหน่งงานว่างก็รับไว้เพราะต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ ไม่ใช่เพราะอยากทำจริงๆ งานจึงกลายเป็นภาระที่ต้องทน ไม่ใช่สิ่งที่สนุก เขาเปรียบเทียบกับนักศึกษาแพทย์ที่รู้ตั้งแต่ต้นว่าอยากเป็นหมอ จึงรู้ว่าต้องเดินไปทางไหน อีกตัวอย่างคือเส้นทางการเมืองของตัวเอง เขาวางภาพไว้ชัดว่าจะเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ทั้งที่หลายคนบอกให้ไปลงสมัครตำแหน่งเล็กๆ ก่อน
2. อย่าฟังคนที่บอกว่า "ทำไม่ได้"
กฎข้อที่สองในคลิปคือ "อย่าฟังคนที่บอกว่าทำไม่ได้" (the naysayers) Arnold เล่าว่าแทบทุกอย่างที่เขาเคยทำ คนรอบตัวมักพูดว่า "เป็นไปไม่ได้" "ทำไม่ได้หรอก" หรือ "ไม่" แต่เขาเลือกแปลคำเหล่านั้นกลับด้าน ใครบอกว่า "ทำไม่ได้" เขาได้ยินเป็น "ทำได้" ใครบอกว่า "ไม่" เขาได้ยินเป็น "ได้" และใครบอกว่า "เป็นไปไม่ได้" เขาได้ยินเป็น "เป็นไปได้"
หลักคิดที่เขาอ้างถึงในคลิปคือคำพูดของ Nelson Mandela ที่ว่า ทุกอย่างดูเป็นไปไม่ได้เสมอ จนกว่าจะมีใครสักคนทำสำเร็จ มุมมองนี้ทำให้คำว่า "เป็นไปไม่ได้" ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย แต่เป็นเพียงสภาพตอนนี้ที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ให้เห็น น่าสนใจตรงที่ Arnold ไม่ได้บอกให้เถียงกับคนที่บอกว่าทำไม่ได้ แต่บอกว่าไม่ต้องเอาคำพูดเหล่านั้นมาใส่ใจ แล้วเอาเวลาไปลงมือพิสูจน์แทน
ตัวอย่างที่เขายกในคลิปคือตอนตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย คนรอบตัวถามว่าทำไมไม่ไปลงตำแหน่งที่เล็กกว่านี้ก่อน เพราะยังไงก็ไม่มีทางได้เป็นผู้ว่าฯ แต่เขาเลือกลงสมัครตำแหน่งนั้นตรงๆ เพราะเห็นภาพปลายทางชัดแล้วว่าจะทำอะไรกับรัฐนี้ ราวสองเดือนต่อมา เขาก็ได้เป็นผู้ว่าการรัฐที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับห้าของโลก จะเห็นว่ากฎข้อนี้ทำงานคู่กับกฎข้อแรกเสมอ เพราะการไม่ฟังคนที่บอกว่าทำไม่ได้จะมีพลัง ก็ต่อเมื่อมีภาพปลายทางชัดพอจะรู้ว่ากำลังพิสูจน์อะไรอยู่
ข้อคิดที่เอาไปใช้ได้: คำว่า "ทำไม่ได้" จากคนอื่น มักสะท้อนขีดจำกัดของคนพูด มากกว่าขีดจำกัดของคนทำ คำถามที่ควรถามไม่ใช่ "คนอื่นคิดว่าทำได้ไหม" แต่เป็น "มีใครเคยทำสำเร็จหรือยัง ถ้ายัง แปลว่ามีโอกาสเป็นคนแรก"
3. จุดที่เคยถูกมองว่าเป็นจุดอ่อน อาจกลายเป็นจุดขาย
บทเรียนที่ทรงพลังที่สุดในคลิปนี้ ซ่อนอยู่ในตัวอย่างที่ Arnold ยกขึ้นมาเพื่อขยายกฎข้อสอง นั่นคือสิ่งที่คนเคยใช้โจมตีเขา กลับกลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด ตอนเริ่มเข้าวงการหนัง คนบอกว่าเขาตัวใหญ่เกินไป ขายไม่ได้ เพราะยุคนั้นไม่นิยมพระเอกร่างใหญ่ ส่วนสำเนียงออสเตรียของเขาก็ถูกมองว่าเป็นปัญหา จนต้องไปเรียนคลาสลดสำเนียง
แต่เรื่องกลับตาลปัตร หลังถ่ายหนัง Conan the Barbarian ซึ่งขึ้นเป็นหนังทำเงินอันดับหนึ่งในช่วงฤดูร้อนปี 1982 ผู้กำกับ John Milius พูดกับสื่อในงานแถลงข่าวว่า ถ้าไม่มี Arnold พวกเขาคงต้องสร้างร่างกายแบบนั้นขึ้นมาเอง พูดอีกอย่างคือ ร่างกายที่เคยถูกบอกว่าขายไม่ได้ กลับเป็นสิ่งที่หนังขาดไม่ได้ เรื่องเดียวกันเกิดกับ Terminator หลังถ่ายเสร็จ ผู้กำกับ James Cameron บอกสื่อว่า ถ้า Arnold ไม่มีสำเนียงแบบนั้น และไม่ได้พูดเหมือนเครื่องจักร หนังเรื่องนี้คงไม่เวิร์ก ในคลิป Arnold สรุปว่า ร่างกายและสำเนียงที่คนเคยใช้โจมตี กลายเป็น "ทรัพย์สิน" ไม่ใช่ "ภาระ" อีกต่อไป
ข้อคิดที่เอาไปใช้ได้: สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น มักเป็นสิ่งเดียวกับที่ถูกหยิบมาวิจารณ์ในตอนแรก แทนที่จะพยายามลบจุดที่ทำให้ไม่เหมือนใครทิ้ง ลองมองว่ามันคือมุมที่หาคู่แข่งได้ยาก แล้วหาเวทีที่จุดนั้นกลายเป็นข้อได้เปรียบ
4. ไม่มีอะไรได้มาฟรี ต้องลงแรงจริง และล้มแล้วต้องไม่ท้อ
อีกประเด็นที่ร้อยอยู่ตลอดทั้งคลิป คือการลงแรงจริงและไม่ท้อ Arnold ย้ำว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับความทุ่มเทที่ใส่ลงไป ตอนเล่นกล้ามเขาซ้อมวันละ 5-6 ชั่วโมง เมื่อหันมาเอาดีด้านการแสดง เขาก็ทุ่มแบบเดียวกัน ทั้งไปเรียนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย เรียนคลาสลดสำเนียง และเรียนการแสดง โดยทำงานหนักทั้งวันเหมือนตอนเล่นกล้าม
จุดที่ทำให้เรื่องนี้น่าเชื่อถือคือ Arnold ไม่ได้เล่าเฉพาะตอนที่สำเร็จ เขาเล่าว่าหนังเรื่องแรกที่ทำคือ Hercules in New York นั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ความล้มเหลวครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เขาท้อ เพราะภาพปลายทางในใจยังเหมือนเดิม เขาจึงเดินหน้าทำงานต่อ ผ่าน Streets of San Francisco, Stay Hungry และ Pumping Iron จนได้รับเลือกให้แสดงนำใน Conan the Barbarian และต่อยอดไปถึง Terminator ในเวลาต่อมา ตรงนี้ทำให้เห็นว่ากฎสามข้อก่อนหน้าทำงานร่วมกัน ภาพปลายทางที่ชัดทำให้ทนกับงานหนักได้ การไม่ฟังคนที่บอกว่าทำไม่ได้ทำให้ไม่ยอมแพ้ และความล้มเหลวระหว่างทางก็ลบภาพปลายทางในใจไม่ได้
ข้อคิดที่เอาไปใช้ได้: ความล้มเหลวครั้งเดียวเป็นแค่เหตุการณ์หนึ่ง ไม่ใช่คำตัดสินว่าปลายทางผิด ตราบใดที่ภาพปลายทางยังชัด ผลลัพธ์ที่พลาดไปก็เป็นแค่ข้อมูลให้ปรับวิธี ไม่ใช่เหตุผลให้เลิก
เอาบทเรียนของ Arnold มาใช้กับการเริ่มต้นสิ่งใหม่
กฎทั้งหมดในคลิปนี้มาจากประสบการณ์ของ Arnold Schwarzenegger แต่สาระของมันใช้ได้กว้างกว่าวงการเพาะกายหรือฮอลลีวูด โดยเฉพาะกับคนที่กำลังเริ่มต้นอะไรใหม่ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนทักษะใหม่ การลองสร้างของด้วยเครื่องมือ AI หรือการเริ่ม side project ที่ยังไม่มีใครการันตีว่าจะรอด หลายคนเคยถูกบอกว่า "ไม่ใช่สายโปรแกรมเมอร์ ทำไม่ได้หรอก" ซึ่งเป็นคำพูดประเภทเดียวกับที่ Arnold เลือกจะไม่ฟัง ในยุคที่สร้างของด้วย AI ได้ง่ายขึ้น จุดที่เคยถูกมองว่าเป็นจุดอ่อน เช่น การมาจากสายงานอื่นที่ไม่ใช่สาย coder ก็อาจกลายเป็นจุดแข็ง เพราะเข้าใจปัญหาจริงของวงการนั้นในมุมที่โปรแกรมเมอร์ทั่วไปมองไม่เห็น
สรุปสั้นๆ จากคลิป มี 3 อย่างที่เอากลับไปใช้ได้ทันที หนึ่ง เลือกภาพปลายทางให้ชัดก่อนลงแรง เพราะมันทำให้งานหนักทนได้และสนุก สอง อย่าเอาคำว่า "ทำไม่ได้" จากคนอื่นมาเป็นข้อสรุป และสาม อย่ารีบลบจุดที่ทำให้ไม่เหมือนใครทิ้ง เพราะมันอาจเป็นจุดขายในเวทีที่ใช่ ส่วนเรื่องการล้มแล้วลุกต่อ คือกาวที่ยึดทั้งสามข้อไว้ด้วยกัน

ที่มา: MotivationHub: Arnold Schwarzenegger Leaves the Audience SPEECHLESS | One of the Best Motivational Speeches Ever (YouTube, 2020-08-12)




