ในงาน Google I/O 2026 ที่เพิ่งจบไป Google ประกาศชัดว่า หน้า Search ของตัวเองจะเปลี่ยนเป็น AI Mode เต็มรูปแบบ คล้าย chatbot ที่ดึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้จาก calendar, inbox และบริการอื่น ๆ มาช่วยตอบคำถามให้แม่นยำขึ้น ขณะเดียวกัน ระบบก็แทบไม่แสดงลิงก์ไปยังเว็บไซต์ต้นทางอีกต่อไป Kevin Powell จากช่อง General Musings with Kevin Powell ออกคลิปวิเคราะห์เรื่องนี้ในชื่อ "Google might have just killed websites" โดยเรียกช่วงนี้ว่า inflection point หรือจุดเปลี่ยนสำคัญ พร้อมยอมรับว่ายังไม่รู้ว่าทิศทางต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร

บทความนี้สรุปประเด็นหลักที่ Kevin Powell หยิบขึ้นมา และขยายให้เห็นว่าในไทยใครกำลังได้รับผลกระทบบ้าง ทั้งคนทำเว็บข่าว บล็อกเกอร์ ร้านค้าออนไลน์ agency ฝั่ง SEO นักพัฒนา และ content creator ที่พึ่งพา traffic จาก Google มานาน ข้อเท็จจริงทุกประเด็นอ้างอิงจากคลิปต้นทางของ Kevin Powell ส่วนข้อสังเกตเพิ่มเติมในบริบทไทยจะระบุไว้ชัดเจน

Kevin Powell ผู้ดำเนินรายการช่อง General Musings with Kevin Powell ขณะบันทึกคลิปวิเคราะห์ Google I/O 2026

1. Google I/O 2026 ประกาศอะไร และทำไม Kevin Powell ใช้คำว่า "ฆ่าเว็บไซต์"

Kevin Powell ระบุในคลิปว่า AI ทำให้มูลค่าของเว็บไซต์ลดลงมาสักพักแล้ว แรงกดดันมาจากทั้ง bot ของบริษัท AI ที่เข้ามา scrape เนื้อหาปริมาณมหาศาล จนค่าโฮสติ้งของเว็บเล็กพุ่งสูงขึ้นโดยไม่มีรายได้กลับมา และจากผู้ใช้บางส่วนที่เริ่มเลิกคลิกลิงก์ใน Search แล้วหันไปถาม chatbot แทน ทั้งหมดนี้คือแรงกดดันที่สะสมมาเรื่อย ๆ

เหตุผลที่คลิปของ Kevin Powell ใช้คำว่า "ฆ่าเว็บไซต์" อยู่ที่ประกาศล่าสุดของ Google ในงาน I/O 2026 ตามที่ช่อง General Musings with Kevin Powell นำเสนอ Google กำลังเปลี่ยนหน้า Search ให้ทำงานแบบ AI Mode เต็มรูปแบบ Kevin เปรียบว่าเป็น chatbot ที่ฉาบสีลงไปเฉย ๆ ไม่ใช่ search engine แบบเดิมอีกต่อไป เพราะระบบจะเชื่อมต่อข้อมูลส่วนตัวจากทุกบริการที่ผู้ใช้ยอมให้เข้าถึง ทั้ง calendar, inbox และอื่น ๆ เพื่อให้คำตอบรู้บริบทของผู้ใช้แต่ละคนมากที่สุด

ผลที่ตามมาคือ Search จะสร้างคำตอบขึ้นเองภายในระบบ จึงไม่ต้องส่งผู้ใช้ออกไปยังเว็บไซต์ต้นทางอีกต่อไป Kevin ชี้ว่าในบางบริบทอาจยังมีลิงก์อยู่ เช่น เมื่อค้นหาเว็บบริษัทหรือแอปโดยตรง แต่สำหรับการค้นหาส่วนใหญ่ ลิงก์ออกไปข้างนอกจะหายไปอย่างมีนัยสำคัญ คำถามที่ตามมาในคลิปจึงดูเรียบง่ายแต่หนัก: ถ้าไม่มีลิงก์ไปเว็บแล้ว ใครจะมีแรงจูงใจสร้างเว็บอีก

2. Social contract ที่กำลังแตก: Google scrape vs Google ส่ง traffic

หัวใจของบทวิเคราะห์ในคลิปคือ social contract ที่ Kevin Powell ยกจากบทความของ Vale และ Matthias Ott โดยบอกว่าอยู่คู่อินเทอร์เน็ตมาตลอด ข้อตกลงเดิมคือ เจ้าของเว็บยอมให้ Google เข้ามา scrape เนื้อหาเพื่อใช้จัดอันดับ Search แลกกับ traffic ที่ Google ส่งกลับมายังเว็บนั้น เมื่อมีคนคลิกเข้ามา เจ้าของเว็บก็มีรายได้จากโฆษณา การขายสินค้า หรือบริการของตัวเอง ส่วน Google ก็ทำเงินจากโฆษณาบนหน้า Search การแลกเปลี่ยนนี้ทำให้ทุกฝ่ายมีแรงจูงใจผลิตเนื้อหาใหม่ต่อเนื่องเป็นเวลา 25 ปี

แผนภาพ "Social Contract" รูปแบบเดิมเทียบกับรูปแบบใหม่ของ Google Search โดยฝั่งซ้ายแสดง 2-way arrow ระหว่างเว็บไซต์กับ Google Search (scrape ลง / traffic ขึ้น) ฝั่งขวาแสดง one-way arrow จาก Website → AI Mode พร้อมข้อความว่า "ไม่มี traffic ส่งกลับ"

Kevin Powell ชี้ว่าการเปลี่ยน Search เป็น AI Mode เท่ากับ Google ทำลายข้อตกลงฝั่งของตัวเอง สำหรับเจ้าของเว็บไซต์ Google ยังดึงเนื้อหาไปใช้เหมือนเดิม แต่ traffic ที่เคยส่งกลับมาเป็นค่าตอบแทนกำลังหายไป ส่วน Matthias Ott ที่ Kevin ยกมาในคลิปใช้สำนวนว่า Google กำลังถอดประกอบสินค้าตัวเดียวกับที่สร้างอาณาจักรของตัวเองมาตั้งแต่ต้น แล้วประกอบขึ้นใหม่ในรูปแบบที่ Google ได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว

ในคลิปยังพูดถึงปรากฏการณ์ที่ creator ฝีมือดีจำนวนหนึ่งเริ่มหยุดผลิตคอนเทนต์ เพราะมองไม่เห็นแรงจูงใจอีกต่อไป Kevin ยอมรับว่าเรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกเศร้า และเขาเองก็เคยเขียนบทความถึงประเด็นเดียวกันมาก่อนแล้ว

3. โมเดลโฆษณาใหม่ของ Google: เมื่อโฆษณาคือคำตอบ ไม่ใช่ลิงก์

คำถามต่อมาที่ Kevin Powell ตั้งในคลิปคือ ถ้าหน้า Search กลายเป็น chatbot และไม่มีลิงก์ให้คลิกแล้ว Google จะขายโฆษณาอย่างไร ตามสรุปของช่อง General Musings with Kevin Powell คำตอบที่ Google ให้ในงาน Marketing Live ซึ่งเป็น keynote ประจำปีสำหรับนักโฆษณา คือโฆษณาที่ดีที่สุดต้องเป็นตัวคำตอบ ไม่ใช่ banner ข้าง ๆ ช่องค้นหาอีกต่อไป

เปรียบเทียบโมเดลโฆษณาเดิมกับโมเดลใหม่ของ Google โดยฝั่งซ้าย "เดิม" แสดงผู้ลงโฆษณา bid keyword + ad ขึ้นด้านบนผลค้นหาเป็นกล่องแยก ฝั่งขวา "ใหม่" แสดงผู้ลงโฆษณาส่ง creative + targeting ให้ Google แล้ว Gemini สร้างคำตอบที่มีโฆษณาฝังอยู่ในประโยค

โครงสร้างใหม่ที่ Kevin Powell อธิบายในคลิปคือ ผู้ลงโฆษณาจะส่ง creative และเงื่อนไขการ targeting ให้ Google ส่วน Gemini โมเดล AI ของ Google จะประกอบโฆษณาให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนา ผู้ลงโฆษณาจะเลือก keyword เองไม่ได้อีกต่อไป และควบคุมรูปแบบของโฆษณาที่ปรากฏไม่ได้เหมือนในระบบประมูล keyword แบบเดิม นอกจากนี้ คลิปยังอ้างถึงแนวคิดที่ Matthias Ott หยิบยกจากงานวิจัยของ Google เอง เช่น token auction ที่ผู้ลงโฆษณาประมูลกันในระดับ token ของข้อความ และ prominence allocation ที่ระบบจัดสรรพื้นที่ในประโยคให้แต่ละสินค้าไม่เท่ากันตามเงินที่จ่าย

Kevin Powell บอกว่าในมุมของเขา เรื่องนี้น่ากลัวอยู่บ้าง เพราะเส้นแบ่งระหว่างคำตอบที่เป็นกลางกับคำตอบที่ถูกซื้อจะค่อย ๆ เลือนลง Google ในฐานะธุรกิจที่ยังต้องสร้างรายได้ระดับหมื่นล้านดอลลาร์ จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีหาเงินใหม่ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าผลที่ตามมาจะดีต่อทั้งผู้ใช้และผู้ผลิตเนื้อหา

Note: รายละเอียดทางเทคนิคของ token auction และ prominence allocation ที่ Kevin Powell ยกมาในคลิป อ้างอิงผ่านบทความของ Matthias Ott ที่ปรากฏในคลิป ผู้สนใจดูแหล่งต้นทางเพิ่มเติมได้จากคลิปของ General Musings with Kevin Powell ในส่วนที่กล่าวถึง

4. ผลกระทบที่กำลังจะเข้าไทย: ใครเจอแรงสะเทือนก่อน

ส่วนนี้ขยายต่อจากประเด็นที่ Kevin Powell ตั้งในคลิป โดยพิจารณาจากบริบทของคนไทยที่ทำงานบนเว็บ ข้อสังเกตเหล่านี้ไม่ได้มาจากคลิปต้นทางโดยตรง แต่ต่อยอดจากภาพรวมที่ Kevin วาดไว้

เว็บข่าวและสื่อออนไลน์ในไทย ส่วนใหญ่พึ่ง traffic จาก Google ผ่าน Discover และ Search เป็นช่องทางหลัก เมื่อ Search กลายเป็น AI Mode และสรุปข่าวไว้ในกล่องคำตอบเดียว ผู้อ่านอาจไม่จำเป็นต้องคลิกเข้าเว็บข่าวอีกต่อไป รายได้จากโฆษณา banner ที่เคยเป็นรายได้หลักจึงอาจลดลงตามจำนวน pageview ที่หายไป

บล็อกเกอร์ในสายไลฟ์สไตล์ รีวิว ท่องเที่ยว สอนทำอาหาร และ how-to ภาษาไทย เป็นกลุ่มที่พึ่ง search organic เป็นหลัก ผลกระทบจะคล้ายเว็บข่าวแต่หนักกว่า เพราะคำตอบสั้น ๆ ที่ AI Mode สรุปจะกินเนื้องานของบล็อกเกอร์ไปโดยตรง

ร้านค้าออนไลน์และ SME ที่พึ่ง search เพื่อให้ลูกค้าใหม่เจอเว็บไซต์ของตัวเอง อาจเจอช่องว่างใหม่ เพราะคำตอบใน AI Mode จะประกอบจาก signal ที่ Google เลือกเอง ผู้ลงโฆษณาที่จ่ายมากกว่าจะได้ prominence ในประโยคคำตอบมากกว่า ทำให้ผู้เล่นรายเล็กที่งบจำกัดแข่งได้ยากขึ้นกว่ารูปแบบเดิม

Agency SEO ต้องปรับ business model เพราะการ optimize keyword เพื่อให้ติดหน้าผลค้นหา 10 อันดับแรก ซึ่งเคยเป็นบริการหลักของ agency จะลดความหมายลงอย่างมาก หน้า Search ใหม่ไม่ใช่รายการลิงก์อีกต่อไป ทักษะที่ต้องสะสมใหม่คือการทำให้คำตอบของ AI เอ่ยถึงแบรนด์ลูกค้า ซึ่งยังไม่มีคู่มือสำเร็จรูปในตลาดไทย

นักพัฒนาเว็บและฟรีแลนซ์สาย web ในระยะสั้นยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะลูกค้ายังต้องมีเว็บอยู่ แต่ในระยะกลางถึงยาว ถ้าเว็บไม่ใช่ช่องทางพาลูกค้าเข้ามาได้เหมือนเดิม จำนวน project ในตลาดอาจลดลง ความต้องการจะหันไปทาง landing page สั้น ๆ ที่รองรับ campaign บน social หรือ messaging แทน

Content creator สาย YouTube TikTok และ podcast อาจได้รับผลทางอ้อมในด้านบวก ผู้ใช้ที่ไม่ไว้ใจคำตอบจาก AI ในประเด็นที่ต้องการความเห็นจริง มีแนวโน้มหันไปหาคนที่มีตัวตนชัด มีจุดยืน และมี community เป็นของตัวเองมากขึ้น ผู้ผลิตที่ลงทุนสร้าง brand ของตัวเองจะแข็งแรงขึ้นในระยะยาว

5. แล้วทำยังไงต่อ: 5 ทิศทางสำหรับคนทำเว็บในไทย

Kevin Powell ปิดคลิปด้วยการบอกตรง ๆ ว่าเขาเองก็ยังไม่รู้คำตอบ และมองว่าจุดนี้เป็น inflection point ไม่ใช่จุดจบ ส่วนนี้จึงเป็นข้อสังเกตเพิ่มเติมจากเค้าโครงที่ Kevin ทิ้งไว้ ผสมกับสภาพตลาดในไทย ไม่ใช่คำแนะนำที่มาจากคลิปต้นทางโดยตรง

ทิศทางที่ 1: ลดการพึ่งพา traffic จาก Google ลงอย่างมีแผน เว็บที่ traffic 80% มาจาก search organic เพียงทางเดียวคือความเสี่ยงใหญ่ที่สุดในเวลานี้ การกระจายช่องทางไปยัง newsletter community ใน LINE Discord หรือ Facebook Group และ social platform อื่นที่ผู้อ่านยังคลิกลิงก์อยู่ ช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของ Google เพียงรายเดียว

ทิศทางที่ 2: ลงทุนใน owned platform ที่ Google ครอบครองไม่ได้ ทั้ง newsletter ผ่าน email ที่เจ้าของเว็บถือรายชื่อสมาชิกเอง podcast ที่ผู้ฟัง subscribe โดยตรง และ community ที่ผู้อ่านเข้ามาด้วยความตั้งใจ ช่องทางเหล่านี้ไม่มีอัลกอริทึมของบริษัทอื่นมาคั่นกลาง

ทิศทางที่ 3: สร้าง brand search ตรงให้แข็งแรง ผู้ใช้ที่พิมพ์ชื่อแบรนด์ของเว็บตรง ๆ เข้า Google มีโอกาสเจอเว็บมากกว่าผู้ใช้ที่ถามคำถามทั่วไป การลงทุนให้คนจำชื่อ จำหน้าตา และจำจุดยืนของแบรนด์ได้ จึงสำคัญกว่าการแข่ง rank คำทั่วไปที่ AI Mode จะดูดคำตอบไปจัดการเอง

ทิศทางที่ 4: ทำคอนเทนต์ในรูปแบบที่ AI สรุปแทนไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความเห็นที่ชัดเจน case study ที่ลึกพอจะมีตัวเลขจริง การวิเคราะห์ประเด็นที่ AI ยังไม่มีฐานข้อมูล หรือคอนเทนต์ที่อาศัย personality ของตัวผู้สร้างเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้อ่านยังต้องเข้ามาที่แหล่งต้นทาง ไม่ใช่ได้คำตอบครบจากกล่องสรุป

ทิศทางที่ 5: ติดตามสิ่งที่ Google ทำในตลาดเอเชียและไทยอย่างใกล้ชิด การเปิดตัว AI Mode ในแต่ละภาษามักไม่พร้อมกัน ภาษาไทยอาจตามหลังภาษาอังกฤษอยู่ระยะหนึ่ง ช่วงเวลานี้คือโอกาสเตรียมตัว ไม่ใช่ช่วงที่จะปล่อยให้ผ่านไปแล้วค่อยปรับตัวเมื่อ traffic ลดลงจริง

สรุป

คลิป Google might have just killed websites ของ General Musings with Kevin Powell ไม่ได้พยายามฟันธงว่าเว็บไซต์ตายแล้ว แต่ตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าสิ่งที่ Google เพิ่งประกาศที่ I/O 2026 จะกระทบโครงสร้างของเว็บอย่างไร Kevin ระบุเองว่าเขาไม่ต้องการเล่นบทคนทำนายว่านี่คือจุดจบ แต่มองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ยังประเมินผลปลายทางไม่ได้

สำหรับคนไทยที่ทำงานบนเว็บ ประเด็นที่ควรเก็บไปคิดต่อคือ social contract เดิมระหว่างเว็บกับ Google กำลังเปลี่ยนรูปอย่างชัดเจน โมเดลโฆษณาแบบที่ผู้ลงโฆษณาเคยควบคุมได้ก็กำลังโดน Gemini เข้ามาเป็นตัวกลางใหม่ ทิศทางที่เหมาะสมคือการลดความเสี่ยงด้วยการกระจายช่องทาง ลงทุนใน owned platform และสร้าง brand ที่ผู้คนจำได้โดยตรง ก่อนที่ผลกระทบจะเข้ามาถึงตลาดไทยเต็มรูปแบบ

ที่มา: General Musings with Kevin Powell: Google might have just killed websites (YouTube, 2026-05-22)