GPT-5.6 มาแล้ว · OpenAI แยกเป็น 3 รุ่น Sol · Terra · Luna ราคาเริ่มต้น $1 ต่อล้าน token
GPT-5.6 คือโมเดล AI รุ่นใหม่ล่าสุดของ OpenAI ที่เปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่นในคราวเดียว คือ Sol · Terra · Luna บทความนี้สรุปให้ครบว่าแต่ละรุ่นต่างกันตรงไหน ราคาเท่าไร และคนไทยจะได้ใช้เมื่อไร

GPT-5.6 คือโมเดล AI รุ่นใหม่ล่าสุดของ OpenAI ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2026 และจุดที่ทำให้รอบนี้ไม่เหมือนทุกครั้งคือ มันไม่ได้มาเป็นโมเดลตัวเดียว แต่มาพร้อมกันถึง 3 ตัวในรุ่นเดียว
สามตัวนั้นคือ Sol · Terra · Luna โดยแต่ละตัวเป็น "ระดับความฉลาด" ที่ต่างกัน ให้เราเลือกใช้ตามงานและงบที่มี ส่วน Sol คือตัวท็อปสุด แรงที่สุดเท่าที่ OpenAI เคยทำมา ทั้งด้าน coding, biology และ cybersecurity
ตอนนี้ OpenAI ยังเปิดให้ใช้แบบ limited preview เฉพาะพาร์ตเนอร์ที่ไว้ใจก่อน แล้วจะค่อยทยอยขยายในอีกไม่กี่สัปดาห์ บทความนี้สรุปจากประกาศอย่างเป็นทางการของ OpenAI ให้ครบในที่เดียวว่าแต่ละรุ่นต่างกันตรงไหน ใหม่ยังไง และคนไทยควรรู้อะไรบ้างก่อนได้ใช้จริง
ครั้งนี้มาเป็นชุด ไม่ใช่ตัวเดียว

ที่ผ่านมา โมเดลใหม่มักมาเป็นตัวเดียวให้เลือกใช้ แต่ GPT-5.6 เปลี่ยนวิธีคิด ด้วยการแบ่งเป็น 3 ระดับให้เลือกตั้งแต่ต้น แต่ละระดับเหมาะกับงานคนละแบบ และราคาก็ต่างกันชัดเจน
| รุ่น | เหมาะกับ | ราคาต่อ 1M token (input / output) |
|---|---|---|
| Sol | งานยากสุด ที่ต้องคิดลึก งาน coding · biology · cybersecurity ระดับ agent | $5 / $30 |
| Terra | งานทั่วไปในแต่ละวัน คุ้มราคาที่สุด | $2.50 / $15 |
| Luna | งานเบาๆ เน้นเร็วและถูก | $1 / $6 |
จุดที่น่าสนใจที่สุดอยู่ที่ Terra เพราะ OpenAI บอกว่ามันเก่งใกล้เคียงกับ GPT-5.5 รุ่นก่อนหน้า แต่ราคาถูกกว่าถึง 2 เท่า แปลว่างานเดิมที่เคยจ่ายเท่าไร ตอนนี้จ่ายราวครึ่งเดียวก็ได้คุณภาพพอกัน
แล้วเลือกตัวไหนเมื่อไร หลักง่ายๆ คือ งานที่ต้องคิดหนักจริงๆ และยอมจ่ายแพงได้ ค่อยใช้ Sol ส่วนงานออฟฟิศหรืองานเขียนทั่วไปในแต่ละวัน ใช้ Terra คุ้มสุด และงานที่ต้องการความเร็วกับปริมาณเยอะแต่ไม่ซับซ้อน เช่น จัดหมวดข้อความหรือสรุปสั้นๆ ให้ Luna รับไป
เลขรุ่นกับชื่อ บอกคนละเรื่อง
เบื้องหลังชื่อทั้งสามคือวิธีตั้งชื่อแบบใหม่ที่ OpenAI วางไว้ ตัวเลข (5.6) คือ "รุ่น" หรือ generation ส่วนชื่อ Sol · Terra · Luna คือ "ระดับความสามารถ" หรือ tier ที่พัฒนาแยกกันได้อย่างอิสระ
พูดให้เห็นภาพคือ ต่อไปเลขรุ่นจะบอกว่าเป็นเทคโนโลยีเจเนอเรชันไหน ส่วนชื่อจะบอกว่าตัวนั้นอยู่ระดับท็อป กลาง หรือประหยัด เราจึงเลือกได้สองชั้น คือเลือกรุ่นที่ใหม่พอ แล้วค่อยเลือกระดับที่พอดีกับงาน ไม่ใช่ไล่ตามเลขรุ่นใหม่อย่างเดียวเหมือนเดิม
เรื่องนี้สำคัญกับคนไทยมากกว่าที่คิด เพราะมันแปลว่าเราไม่ต้องจ่ายค่าโมเดลตัวแรงสุดทุกครั้ง ถ้างานของเราไม่ได้ต้องการขนาดนั้น
Sol แรงขึ้นตรงไหน

Sol ได้ของใหม่สองอย่างที่ทำให้มันคิดได้ลึกและเร็วกว่าเดิม อย่างแรกคือระดับการคิดใหม่ชื่อ max ที่ให้เวลาโมเดลคิดนานที่สุดสำหรับโจทย์ที่ต้องใช้เหตุผลหนักๆ
อย่างที่สองคือโหมด ultra ที่ให้ Sol แตกงานออกเป็นผู้ช่วยย่อย หรือ subagents หลายตัว ทำงานพร้อมกัน แทนที่จะให้ตัวเดียวค่อยๆ ทำทีละขั้น พอแบ่งงานขนานกันแบบนี้ งานที่ซับซ้อนเกินกว่าโมเดลตัวเดียวจะรับไหวก็เสร็จเร็วขึ้น
ส่วนเรื่องผลทดสอบ OpenAI ยกตัวเลขมาหลายชุด ที่เด่นคือ Terminal-Bench 2.1 ซึ่งวัดงานสาย command line โดย Sol ทำคะแนนสูงสุดใหม่ หรือ SOTA (ดีที่สุดเท่าที่มีมา) ด้านชีววิทยา ในการทดสอบ GeneBench v1 Sol ก็ทำได้ดีกว่า GPT-5.5 ทั้งที่ใช้ token น้อยกว่า ส่วนงานความปลอดภัย Sol ทำคะแนนสูสีกับโมเดลคู่แข่งอย่าง Mythos Preview แต่ใช้ output token เพียงราว 1 ใน 3 เท่านั้น จึงได้ผลพอกันในราคาที่ถูกกว่ามาก
ความเร็วยังจะเพิ่มขึ้นอีกขั้นในเดือนกรกฎาคม เพราะ Sol จะไปรันบนชิปของ Cerebras ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 750 token ต่อวินาที โดยเริ่มจากลูกค้ากลุ่มที่เลือกไว้ก่อน
สาย dev ได้ลดค่า token
ของใหม่อีกอย่างที่คนทำงานสาย dev น่าจะชอบคือระบบ prompt caching ที่ปรับใหม่ ช่วยให้จ่ายค่า token ถูกลงเมื่อต้องส่งข้อความเดิมซ้ำๆ
หลักการคือ เวลาเราส่งบริบทก้อนใหญ่ที่ไม่ค่อยเปลี่ยน เช่น system prompt ยาวๆ หรือเอกสารอ้างอิงชุดเดิม เราสามารถวางจุดแคชหรือ cache breakpoint ไว้ตรงท้ายก้อนนั้นได้เอง แล้วข้อมูลในแคชจะอยู่ต่ออย่างน้อย 30 นาที
พูดง่ายๆ คือ ถ้างานของเราต้องแนบเอกสารหรือคำสั่งชุดเดิมเข้าไปทุกครั้ง การวางจุดแคชไว้ตรงนั้นจะช่วยลดบิลค่า token ลงได้เยอะ โดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีทำงาน
ด้านที่ OpenAI ยอมรับเอง
โมเดลที่แรงขึ้นย่อมมาพร้อมความเสี่ยงที่มากขึ้น OpenAI จึงพูดถึงเรื่องนี้ตรงๆ โดยก่อนเปิดตัว Sol บริษัทได้ปรึกษารัฐบาลสหรัฐฯ และเริ่มด้วย limited preview ตามที่รัฐบาลขอ เพื่อจำกัดความเสี่ยงในช่วงแรก
ที่น่าสนใจคือ Sol ยังไม่ถึงระดับอันตรายสูงสุดด้านไซเบอร์ หรือที่เรียกว่า "Cyber Critical" ตาม OpenAI Preparedness Framework ส่วนในการทดสอบกับเบราว์เซอร์อย่าง Chromium และ Firefox Sol หาบั๊กและจุดตั้งต้นของช่องโหว่เจอ แต่ยังต่อยอดเป็นการโจมตีครบวงจรด้วยตัวเองไม่ได้ภายใต้เงื่อนไขที่ทดสอบ
Sol เก่งเรื่องช่วยคนหาและอุดช่องโหว่ มากกว่าการลงมือโจมตีครบวงจรด้วยตัวเอง
ฝั่งความปลอดภัย OpenAI วางระบบไว้หลายชั้น ตั้งแต่การปฏิเสธคำขอที่อันตรายในตัวโมเดลเอง ระบบคัดกรองแบบเรียลไทม์ที่อาจหยุดการตอบชั่วคราวเพื่อให้โมเดลตัวใหญ่กว่าช่วยตรวจซ้ำ การตรวจสอบระดับบัญชีผู้ใช้ และการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง นอกจากนี้ยังเฝ้าระวังการใช้งาน และลงทุนทดสอบเชิงรุกด้วยพลังประมวลผลกว่า 700,000 ชั่วโมง GPU เทียบเท่า A100
ข้อแลกเปลี่ยนคือ ในช่วง preview ระบบป้องกันเหล่านี้อาจบล็อกงานบางอย่างหรือทำให้ช้าลง โดยเฉพาะงานความปลอดภัยที่ใช้ได้ทั้งสองทาง ส่วนขั้นตอนให้รัฐบาลตรวจก่อนนั้น OpenAI เองก็บอกว่าไม่ควรกลายเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานระยะยาว แต่เป็นแค่ขั้นตอนชั่วคราวเท่านั้น
แล้วคนไทยจะได้ใช้เมื่อไร
ณ ตอนนี้ GPT-5.6 ยังเปิดให้เฉพาะพาร์ตเนอร์ที่ OpenAI ไว้ใจเท่านั้น โดยใช้ผ่าน API และ Codex ตัวช่วยเขียนโค้ดด้วย AI ของ OpenAI ส่วนคนทั่วไปยังไม่ได้ใช้ทันที
แต่ OpenAI บอกว่าจะขยายไปสู่ ChatGPT, Codex และ API ในวงกว้างขึ้นภายในอีกไม่กี่สัปดาห์ ส่วนเวอร์ชันความเร็วสูงบน Cerebras จะตามมาในเดือนกรกฎาคม
ระหว่างรอ สิ่งที่ทำได้คือเตรียมเลือกรุ่นให้พอดีกับงานไว้ก่อน ถ้าเป็นงานทั่วไปในแต่ละวัน Terra คือตัวที่คุ้มที่สุด เพราะได้คุณภาพใกล้รุ่นก่อนแต่จ่ายราวครึ่งเดียว ถ้าเน้นเร็วและถูกในงานปริมาณเยอะ ให้มองที่ Luna ส่วน Sol เก็บไว้สำหรับงานที่ยากจริงๆ และยอมจ่ายแพงได้เท่านั้น
ข่าวใหญ่ของ GPT-5.6 จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวท็อปแรงแค่ไหน แต่อยู่ที่เราเลือก "ระดับความฉลาดให้พอดีกับงาน" ได้ตั้งแต่ต้น และบ่อยครั้ง ตัวที่พอดีก็ไม่ใช่ตัวที่แรงที่สุดเสมอไป
ที่มา: บทความ Previewing GPT-5.6 Sol: a next-generation model จาก OpenAI



