/grill-with-docs สกิลที่ให้ AI สัมภาษณ์เราแล้วจดภาษากลางของโปรเจกต์ลง context.md ให้เอง
/grill-with-docs คือสกิลบน Claude Code ที่ให้ AI สัมภาษณ์เราเรื่องฟีเจอร์ใหม่ แล้วจดคำศัพท์ที่ตกลงกันไว้เป็นเอกสารกลางของโปรเจกต์ไปด้วย ผลคือ AI จำภาษาของโค้ดเราได้ข้ามเซสชัน ไม่ต้องอธิบายคำเดิมซ้ำทุกครั้งที่เริ่มใหม่

/grill-with-docs คือสกิลบน Claude Code เครื่องมือเขียนโค้ดร่วมกับ AI ที่ทำสองอย่างพร้อมกันในรอบเดียว มันให้ AI สัมภาษณ์เราเรื่องฟีเจอร์ที่กำลังจะสร้าง แล้วค่อย ๆ จดคำศัพท์ที่ตกลงกันระหว่างทางไว้เป็นเอกสารกลางของโปรเจกต์ไปด้วย
ปัญหาใหญ่ของการเขียนโค้ดกับ AI หลายครั้งไม่ได้อยู่ที่ AI เขียนโค้ดไม่เป็น แต่อยู่ที่เรากับ AI ไม่เคยตกลงกันให้ชัดก่อนว่าคำแต่ละคำในโปรเจกต์หมายถึงอะไร พอนิยามในหัวของสองฝ่ายไม่ตรงกัน โค้ดที่ออกมาก็เลยเฉียดความต้องการแต่ไม่เคยตรงเป๊ะ สกิลนี้ออกแบบมาแก้ตรงจุดนั้นโดยตรง คือบังคับให้เรื่องภาษามาก่อนเรื่องโค้ด
จาก /grill-me ที่ให้ AI สัมภาษณ์เราก่อน
เบื้องหลังสกิลนี้คือ Matt Pocock ที่เล่าวิธีคิดและเดโมการใช้งานทั้งหมดไว้ในคลิปเดียว จุดเริ่มต้นของเขาคือ /grill-me สกิลต้นทางที่เขียนขึ้นจากข้อความแค่ประมาณสี่ประโยค หน้าที่ของมันเรียบง่ายมาก คือให้ AI สัมภาษณ์เราแบบไม่ยอมหยุด ไล่ถามทีละประเด็นจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะเข้าใจตรงกันจริงๆ แทนที่จะรีบลงมือทำตามคำสั่งกว้างๆ ที่เราพิมพ์ไปครั้งเดียว
วิธีถามของมันคือค่อย ๆ แยกสิ่งที่จะออกแบบเป็นประเด็นย่อย ๆ แล้วไล่เคลียร์ทีละข้อ พอเจอจังหวะที่การตัดสินใจอันหนึ่งไปกระทบอีกอัน มันจะหยุดสะสางตรงนั้นให้จบก่อน ไม่ปล่อยให้ค้างคาไว้
สกิลเล็ก ๆ ตัวนี้กลับได้รับความนิยมมากเกินคาด เจ้าของบอกว่าได้ข้อความจากผู้ใช้ราววันละห้าข้อความที่เขียนมาบอกว่าชอบ และมันไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานเขียนโค้ด มีคนเอา /grill-me ไปให้ AI สัมภาษณ์ตัวเองเรื่องความทรงจำเกี่ยวกับแม่ เพื่อรวบรวมข้อมูลไว้เขียนคำไว้อาลัย
แต่ /grill-me มีจุดอ่อนอยู่อย่างหนึ่ง ภาษากลางที่อุตส่าห์ตกลงกันในเซสชันหนึ่ง ไม่ได้บันทึกเก็บไว้ที่ไหนเลย พอเปิดเซสชันใหม่ในวันรุ่งขึ้น ก็ต้องมานั่งอธิบายคำเฉพาะของโปรเจกต์กันใหม่ตั้งแต่ต้นทุกครั้ง
ภาษากลางที่ DDD เรียกว่า ubiquitous language
ทางแก้จุดอ่อนนี้หยิบมาจากแนวคิดเก่าในวงการออกแบบซอฟต์แวร์ที่ชื่อ Domain-Driven Design (DDD) แนวคิดนั้นคือ ubiquitous language หรือภาษาชุดเดียวที่ใช้ร่วมกันทั้งในโค้ด ทีมพัฒนา และคนที่รู้ว่ากำลังสร้างอะไรอยู่แต่ไม่รู้ว่าต้องสร้างยังไง แนวคิดนี้มาจากหนังสือ DDD ของ Eric Evans ที่คนในวงการเรียกกันติดปากว่า the big blue book
ก่อนหน้านี้เจ้าของสกิลแยก /ubiquitous-language ไว้อีกตัว ใช้ระหว่างสัมภาษณ์เพื่อเก็บคำที่ตกลงกันไว้ในไฟล์ ubiquitous-language.md สุดท้ายเขารวมสองสกิลเข้าด้วยกัน กลายเป็น /grill-with-docs ที่ทั้งถามเก่งแบบ /grill-me และจดเก่งแบบ /ubiquitous-language อยู่ในตัวเดียว
context.md สมุดศัพท์ที่ AI อ่านก่อนเริ่มถาม

หัวใจของ /grill-with-docs คือไฟล์ชื่อ context.md มันคือเอกสารที่รวบรวมคำศัพท์และนิยามทั้งหมดของงานเอาไว้ วางอยู่ที่โฟลเดอร์หลักของโปรเจกต์ และถ้าเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่รวมหลายส่วนไว้ด้วยกันก็แยกไฟล์ตามแต่ละส่วน จุดที่ต่างจาก /grill-me อย่างชัดเจนคือ AI จะอ่าน context.md ตั้งแต่ต้นเซสชัน เท่ากับโหลดภาษากลางเข้าหัวก่อนจะเริ่มถามอะไรสักคำ
เพื่อให้ AI หาเอกสารพวกนี้เจอ เจ้าของสกิลเพิ่มบรรทัดในไฟล์ตั้งค่าของโปรเจกต์เพื่อบอกตำแหน่งของเอกสารของงานและ context.md จุดเล็ก ๆ นี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะถ้า AI ไม่รู้ว่าสมุดศัพท์อยู่ตรงไหน มันก็กลับไปเดาความหมายของคำเองเหมือนเดิม
ในโปรเจกต์ใหญ่ๆ ที่หนึ่งงานมีหลายส่วนซึ่งแต่ละส่วนพูดกันคนละภาษา การแยก context.md ออกตามส่วนแบบนี้ช่วยไม่ให้คำที่สะกดเหมือนกันแต่คนละความหมายมาตีกันเอง
ดูตอนมันทำงานจริงกับฟีเจอร์ใหม่
ในคลิป โจทย์เดโมคือเพิ่มของใหม่ชื่อ pitch เข้าไปในแอปคอร์สวิดีโอที่มี courses, lessons, videos และ sections อยู่ก่อนแล้ว pitch ในที่นี้คือแพ็กเกจของวิดีโอ ทั้งชื่อเรื่อง คำอธิบาย และมุมที่จะเล่า โดยต้องคิดส่วนนี้ให้จบก่อนลงมือถ่ายจริง ตามหลักที่เรียกกันเล่น ๆ ว่า MrBeast axiom คือคิดเรื่องแพ็กเกจให้เสร็จก่อนค่อยคิดเรื่องเนื้อหา
แทนที่จะรีบสร้างที่เก็บข้อมูล pitch ขึ้นมาทันที AI กลับโฟกัสที่คำศัพท์ก่อน แล้วช่วยสะสางเรื่องที่คนมักมองข้ามจนได้ข้อสรุปชัดๆ ทีละข้อ:
- "standalone video" เคยนิยามไว้แล้วใน context.md ว่าคือวิดีโอที่ขายแยกเป็นรายตัว ไม่ได้ผูกกับบทเรียนไหน
- หนึ่ง pitch ผูกกับ standalone video ได้หลายตัว
- เจอจุดที่คำชนกัน คือคำเดียวแต่หมายถึงคนละอย่าง แล้วตัดสินใจให้ pitching เป็นแค่ข้อมูลกำกับบน standalone video ไม่แยกออกเป็นส่วนใหม่ในหน้าจอ
- สถานะของ pitch ทั้ง idle · scheduled · shipped ให้เป็นปุ่มสลับแบบกดเองไปก่อน ยังไม่ต้องทำให้เป็นอัตโนมัติ
- pitch หนึ่งอันยังไม่มีวิดีโอเลยสักตัวก็ได้ เพราะมันคือไอเดียที่ยังไม่ได้ลงมือทำ
- เวลาลบ จะไม่ลบทิ้งจริง แต่ย้ายไปเก็บในคลังเก่าแทน
พอตกลงกันครบ AI ก็อัปเดต context.md โดยเพิ่มคำใหม่เข้าไป ทั้ง pitch, pitch status, pitched standalone video และ unattached standalone video นี่คือส่วนที่ /grill-with-docs ทำได้มากกว่า /grill-me คือมันคอยตรวจว่าคำที่เราใช้ยังตรงกับสมุดศัพท์เดิมไหม ช่วยทำให้นิยามที่ยังกำกวมชัดเจนและเฉพาะเจาะจงขึ้น ชวนคุยถึงสถานการณ์จริงทีละฉากโดยเทียบกับโค้ดที่มีอยู่ และอัปเดต context.md ไปเรื่อย ๆ ตลอดเซสชัน
ADR จดเหตุผลของการตัดสินใจที่ย้อนยาก

นอกจาก context.md แล้ว /grill-with-docs ยังสร้างบันทึกการตัดสินใจหรือ ADR (Architectural Decision Record) ให้ด้วย มันคือไฟล์ข้อความธรรมดาที่จดเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจสำคัญเอาไว้ ตามรูปแบบที่สกิลกำหนด
แต่ไม่ใช่ทุกการตัดสินใจจะได้บันทึก สกิลจะสร้างให้เฉพาะเรื่องที่เข้าเกณฑ์ครบสามข้อพร้อมกัน คือหนึ่ง ย้อนกลับยาก สอง ถ้าไม่มีบริบทกำกับแล้วจะงงว่าทำไมถึงเลือกแบบนี้ และสาม เป็นผลของการชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียที่ส่งผลกระทบในระยะยาว ส่วนเรื่องที่สลับไปมาได้ง่าย ๆ ไม่ต้องจดให้เปลืองที่
ทำไมการลงแรงตรงนี้ถึงคุ้ม
ประโยชน์ที่เห็นชัดที่สุดคือคำตอบของ AI สั้นและตรงขึ้น เพราะเมื่อทั้งสองฝ่ายใช้คำชุดเดียวกัน AI ก็ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายซ้ำว่าสิ่งที่กำลังพูดถึงคืออะไร และความกระชับนี้ยังส่งผลไปถึงตอนที่ AI คิดกับตัวเองด้วย เพราะ AI ก็ใช้ภาษาในการคิด พอภาษาที่ใช้แม่นขึ้น กระบวนการคิดก็รัดกุมตามไปด้วย
ผลพลอยได้อีกอย่างคือโค้ดอ่านง่ายขึ้น เพราะตั้งชื่อตัวแปรและชื่อไฟล์ทั้งหมดโดยอิงจาก context.md เจ้าของสกิลถึงกับบอกว่าการทำจุดนี้ให้ถูกคือเรื่องสำคัญที่สุด ถ้าอยากให้เรากับ AI รู้สึกเหมือนอยู่ทีมเดียวกันจริงๆ
แต่ของแบบนี้มีกับดักของมันเช่นกัน เรื่องการตั้งชื่อและนิยามคำเถียงกันได้ไม่รู้จบ ถ้าหมกมุ่นกับการหาคำที่สมบูรณ์แบบก็จะเสียเวลาเปล่า เจ้าของสกิลเองเตือนไว้ว่ากำหนดภาษาให้ดีพอแล้วก็เริ่มลงมือทำจริงได้เลย เพราะยังไงก็กลับมาปรับแก้ทีหลังได้เสมอ
เริ่มใช้วันนี้ต้องทำอะไรบ้าง
การเลือกว่าจะใช้สกิลไหนนั้นง่ายมาก ถ้ามีโค้ดอยู่แล้วให้ใช้ /grill-with-docs เสมอ แม้แต่ตอนเพิ่งเริ่มโปรเจกต์ใหม่ แต่ถ้ายังไม่มีโค้ดเลย หรือเป็นงานนอกสายเขียนโปรแกรม อย่างการให้ AI สัมภาษณ์เก็บข้อมูลทั่วไป ก็ใช้ /grill-me ตัวเปล่าก็พอ
ลำดับเริ่มต้นจริงๆ มีอยู่ไม่กี่ขั้น:
- เปิดเซสชันด้วย /grill-with-docs แล้ววางข้อความที่อธิบายฟีเจอร์หรือไอเดียที่อยากทำ เช่น "อยากเพิ่มระบบ pitch สำหรับวิดีโอที่ขายแยกเป็นรายตัว"
- ปล่อยให้ AI อ่าน context.md เดิมก่อน (ถ้ามี) แล้วเริ่มยิงคำถาม มันจะโฟกัสที่เรื่องคำก่อนเรื่องโค้ด ทั้งคำที่ความหมายชนกัน ของอย่างหนึ่งผูกกับอีกอย่างได้กี่ตัว และความหมายของแต่ละสถานะ
- ตอบไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าภาษานิ่งพอ ค่อยบอกให้มันบันทึกลง context.md ถ้ายังมีอะไรค้าง มันจะถามต่อจนเคลียร์
- ปล่อยให้มันสร้างหรืออัปเดตบันทึกการตัดสินใจสำหรับเรื่องก้อนใหญ่ที่ย้อนยาก
แค่นี้เซสชันถัดไปก็เริ่มจากจุดที่ AI รู้ภาษาของโปรเจกต์เราอยู่แล้ว ไม่ต้องเล่าใหม่ตั้งแต่ศูนย์
สิ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ ไม่ใช่ AI ถามเก่งขึ้น แต่คือการที่บทสนทนาไม่ใช่ของใช้แล้วทิ้งอีกต่อไป ทุกครั้งที่เราเข้าใจตรงกันกับ AI มันจะกลายเป็นไฟล์ที่เซสชันหน้าหยิบไปต่อได้ทันที ยิ่งคุยกันไปเรื่อย ๆ โค้ดของเราก็ยิ่งมีภาษาเป็นของตัวเองที่ชัดขึ้น แทนที่จะต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ทุกเช้า
ที่มา: คลิป I stopped using /grill-me for coding. Here’s what I use instead: จากช่อง Matt Pocock
ชอบเรื่องแนวนี้ มีอีบุ๊คฟรีให้อ่านต่อ
สร้าง Claude Skill แบบไม่ต้องรู้โค้ด คู่มือสร้าง Claude Skill ของคุณเองด้วยการคุยกับ Claude Code เป็นภาษาไทย
กดสมัครแล้วเราจะส่งเทคนิค AI และของแจกใหม่ๆ ให้ทางอีเมล เลิกรับได้ตลอด
สร้าง AI Automation Pipeline ทุกแบบ ด้วย Agents และ Skills

ปูจากพื้นฐาน prompt, context และ cost ไปจนปั้น Skill สั่ง Agent กับ Sub-agent แล้วต่อทุกอย่างเป็น pipeline อัตโนมัติที่ออกแบบเองได้ ดูฟรี 7 บทก่อนตัดสินใจ


