Dario Amodei เขียนบทความ We Must Pace the Frontier เพื่อขอให้ทั้งวงการพัฒนา AI ช้าลง ส่วน David Sacks ตอบว่าใครจะช้าก็เชิญ แล้วผู้ใช้ Claude Code กับ codex ต้องจับตาอะไร
Dario Amodei ขอให้วงการ AI พัฒนาช้าลง ส่วน David Sacks ตอบว่าเชิญเลย ไม่ต้องขออนุญาตใคร คนใช้ Claude Code/codex ควรดูจังหวะปล่อยโมเดลใหม่และใครเป็นคนตรวจ

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic เผยแพร่บทความชื่อ We Must Pace the Frontier โดยเสนอให้บริษัท AI แถวหน้าของวงการช่วยกันชะลอการพัฒนาขีดความสามารถของโมเดล ในวันเดียวกัน Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI โพสต์บน X ว่าเห็นด้วย พร้อมระบุว่าข้อเสนอเรื่องผู้ประเมินอิสระจากภายนอกเป็นความคิดที่ดี ขณะที่ Elon Musk ก็โพสต์สั้นๆ ยืนยันว่า Dario พูดถูก
วันอาทิตย์ David Sacks ออกมาตอบโต้บน X อย่างดุเดือด ใจความสำคัญคือ ถ้าอยากชะลอก็เชิญทำไปเอง แต่เลิกทำเหมือนต้องรอให้ใครมาอนุญาตได้แล้ว ขณะเดียวกัน BBC รายงานว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปัดตกความกังวลทำนองนี้มาตลอด โดยมองว่าหากสหรัฐฯ ไม่ชนะการแข่งขันด้าน AI ประเทศจะตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง
สรุปคือ ผู้นำการแข่งขันบอกว่าวงการต้องช้าลง ฝ่ายค้านกฎเกณฑ์ใหม่บอกว่าอยากชะลอก็ทำไปคนเดียว ส่วนคนกลางมองว่าทั้งสองฝ่ายพูดถูกกันคนละครึ่ง สำหรับคนที่ใช้เครื่องมือช่วยเขียนโค้ดอย่าง Claude Code กับ Codex เป็นประจำ หรือกำลังสร้างธุรกิจบน API ของสองค่ายนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องจับตาจากเหตุการณ์ในสัปดาห์นี้ไม่ใช่เรื่องความกลัว แต่เป็นจังหวะการปล่อยโมเดลรุ่นใหม่ว่าจะช้าลงจริงหรือไม่ รวมถึงใครจะเข้ามาตรวจสอบโมเดลก่อนปล่อยสู่สาธารณะ
ทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ในสัปดาห์นี้
รายงานของ BBC เผยให้เห็นว่าบรรยากาศภายในวงการ AI เริ่มตึงเครียดมาระยะหนึ่งแล้ว Jacob Coxon นักวิจัยที่ลาออกจาก Anthropic ให้สัมภาษณ์ว่า คนข้างในบริษัท AI รู้สึกกลัวและกังวลกับอนาคตของมนุษยชาติในอีก 2 ปีข้างหน้าอย่างจริงจัง ทั้งผู้ก่อตั้งบริษัทเหล่านี้และคนที่สร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเองก็เชื่อว่ามนุษย์มีโอกาสสูญพันธุ์ได้จริง
นอกจากนี้ BBC ยังระบุว่า เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา Anthropic ระงับการปล่อยโมเดลชื่อ Mythos หลังจากพบว่ามันสามารถหลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบได้เอง ส่วน OpenAI ก็หยุดพัฒนาบางส่วนของโมเดลชื่อ Astra ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เมื่อ Amodei เผยแพร่บทความท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ ผู้คนจึงตีความคำว่าชะลอว่าเป็นการสั่งหยุดพัฒนาได้ง่าย ทั้งที่เนื้อหาจริงในบทความระบุไว้ตรงกันข้าม
Pacing ไม่ใช่การสั่งหยุดพัฒนา
Amodei อธิบายชัดเจนว่า การ pace the frontier ไม่ได้แปลว่าให้หยุดเทรนโมเดลหรือหยุดพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่หมายถึงการกำหนดจังหวะการพัฒนา เพื่อให้บริษัทมีเวลามากพอในการทำ alignment หรือปรับแต่งให้โมเดลปลอดภัยและทำตามเจตนาของมนุษย์ วางระบบป้องกันความเสี่ยง และเปิดทางให้ผู้ประเมินจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบว่าบริษัททำสิ่งเหล่านี้ได้จริง เขาย้ำว่าแม้จะชะลอลง การพัฒนาก็ยังดำเนินไปอย่างรวดเร็วอยู่ดี ตัวเขาเองเคยไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้หยุดพัฒนา AI เมื่อปี 2023 เพราะตอนนั้นมองว่าไม่มีประโยชน์ และไม่รู้ว่าจะเอาเวลาที่ได้จากการหยุดไปทำอะไร
หัวใจสำคัญคือการคุมไม่ให้โมเดลเก่งอย่างเดียวแต่คุมพฤติกรรมไม่ได้ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่เราเคยอธิบายไว้ในบทความ นักวิจัย Anthropic ลาออก
เหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองมีอยู่ 2 ข้อ:
ข้อแรก: ตั้งแต่กลางปีนี้ AI พัฒนาเร็วขึ้นมาก เพราะเริ่มเกิดกระบวนการ recursive self-improvement หรือ RSI ซึ่ง AI เข้ามาช่วยสร้างและปรับปรุง AI รุ่นถัดไปได้เอง Amodei ระบุว่ากระบวนการนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วทั้งวงการ รวมถึงที่ Anthropic ด้วย (ถ้าอยากเข้าใจคำนี้ให้ลึกขึ้น เราเคย อธิบายเรื่อง RSI ไว้แล้ว) ครั้งนี้ Amodei หยิบเรื่องนี้มาเป็นเหตุผลหลักของทั้งบทความ
ข้อสอง: ฝูง agent ของ OpenAI หลุดเข้าไปโจมตี Hugging Face ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับแชร์โมเดล AI โดย agent คือโปรแกรม AI ที่ตัดสินใจและทำงานเป็นขั้นตอนได้เอง ไม่ได้มีหน้าที่แค่ตอบแชต Amodei สรุปว่าฝูง agent เหล่านั้นรวมกลุ่มกันทำงานแบบผิดปกติ หันไปโจมตีเป้าหมายที่ไม่มีใครสั่งและไม่เกี่ยวข้องกับงานที่ได้รับมอบหมาย ซ้ำยังพยายามแฮกระบบประเมินผลที่ใช้ให้คะแนนตัวมันเองอีกด้วย
ที่น่ากังวลที่สุดคือสิ่งที่ Amodei กล่าวต่อจากนั้น โดยย้ำว่านี่เป็นความกังวล ไม่ใช่คำทำนาย เขาระบุว่า หากฝูง agent เหล่านี้ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ แต่ระบบ alignment ยังมีช่องโหว่เท่าเดิม ภายใน 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้า AI อาจสร้าง botnet หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ถูกแฮกเพื่อสั่งการพร้อมกัน จนยึดระบบอินเทอร์เน็ตได้ทั้งหมด เขายังเผยด้วยว่าเหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นในแล็บของ Anthropic เช่นกัน แม้จะรุนแรงน้อยกว่า ดังนั้น บริษัท AI ชั้นนำทุกแห่งจึงควรตระหนักว่าเรื่องนี้สามารถเกิดขึ้นกับตนเองได้ทุกเมื่อ
แผน 3 ขั้นของ Amodei

ขั้นแรก: Anthropic ให้คำมั่นว่าจะทำเองฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องรอใคร ด้วยแนวทาง Embedded Evaluators ที่บริษัทตั้งใจจะเชิญทีมประเมินจากภายนอกเข้ามาทำงานเสมือนเป็นพนักงานในเร็วๆ นี้ ทีมนี้จะมีโต๊ะ มีบัตร มีคอมพิวเตอร์ และเข้าถึงพื้นที่ทำงานกับเครื่องมือได้ใกล้เคียงกับทีมประเมินความเสี่ยงภายในของบริษัท เว้นแต่กฎหมายหรือสัญญาจะจำกัดไว้ นอกจากนี้ ทีมประเมินยังเผยแพร่รายงานสิ่งที่พบต่อสาธารณะได้โดยตรง และ Anthropic ไม่มีสิทธิ์แก้ไขเนื้อหา
บริษัทจะตัดข้อมูลออกได้เฉพาะข้อมูลที่อ่อนไหวด้านความปลอดภัย ข้อมูลที่กฎหมายคุ้มครอง ข้อมูลอ่อนไหวทางการค้า หรือข้อมูลลับของบุคคลที่สาม แต่จะตัดข้อค้นพบเพียงเพราะไม่เป็นผลดีกับตัวเองไม่ได้ Amodei เปรียบเทียบแนวทางนี้กับการให้ผู้ตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลมานั่งทำงานข้างพนักงานธนาคาร โดยยกองค์กรประเมินความสามารถและความเสี่ยงของโมเดล AI อย่าง METR เป็นตัวอย่างของผู้ประเมินลักษณะนี้
ขั้นที่สอง: ให้บริษัท AI แถวหน้าในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยร่วมกันกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและเพดานความเร็วในการพัฒนา โดย Amodei ระบุเองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องยกเว้นกฎหมายป้องกันการผูกขาดเฉพาะการพูดคุยด้านความปลอดภัยบางประเภทระหว่างบริษัทคู่แข่ง
ขั้นที่สาม: ให้สหรัฐฯ และประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ ประสานงานด้านความปลอดภัยกับประเทศอื่นๆ รวมถึงจีน เท่าที่จะทำได้
Amodei ตั้งใจจะทุ่มเวลาที่ได้เพิ่มจากการชะลอให้กับ 4 เรื่องหลัก ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานการทำงาน การทำ alignment การวิจัยด้าน interpretability เพื่อทำความเข้าใจกลไกความคิดภายในโมเดล และการประเมินอย่างละเอียด เขายอมรับตรงๆ ว่าปัญหาด้าน alignment ที่ Anthropic เคยเจอล่าสุด ส่วนหนึ่งเกิดจากการคัดกรองสภาพแวดล้อมในการฝึกช่วง Reinforcement Learning ได้ไม่ดีพอ
ฝั่ง David Sacks: อยากชะลอก็เชิญ แต่เลิกทำเหมือนต้องรอให้ใครอนุญาต
David Sacks เริ่มโพสต์ด้วยจุดยืนที่หลายคนอาจแปลกใจ โดยบอกว่า "เชิญเลย" เพราะทั้ง OpenAI และ Anthropic เป็นผู้นำแถวหน้าหรือ frontier ของวงการอยู่แล้ว หากวัดจากส่วนแบ่งตลาด การเติบโตของรายได้ และความสามารถของโมเดล ทั้งสองบริษัทแทบจะครองตลาดร่วมกัน เขาไม่ได้เห็นว่าในแล็บกำลังทดลองอะไรอยู่ ดังนั้น ถ้าโมเดลที่ยังไม่ปล่อยอันตรายจริง เขาก็พร้อมสนับสนุนให้บริษัทตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ
แต่ Sacks วิจารณ์อย่างดุเดือดว่า ทั้งสองบริษัทต้อง "เลิกเสแสร้ง" ได้แล้ว:
- เลิกทำเหมือนว่าต้องรอให้ใครมาอนุญาตถึงจะชะลอได้
- เลิกอ้างว่าต้องขอข้อยกเว้นจากกฎหมายป้องกันการผูกขาดเพื่อมาจับมือกัน
- เลิกเสนอให้มีระบบอนุมัติจากรัฐเพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบต่อความเสียหายของสินค้า
- เลิกอ้างว่า METR เป็นอิสระ ทั้งที่มีความเชื่อมโยงกับนักลงทุนและคนของ Anthropic
- เลิกคิดจะใช้เกณฑ์และผู้ประเมินชุดเดียวกันนี้บีบคู่แข่งรายอื่นที่ยังพัฒนาไม่ถึงระดับ frontier
Sacks วิจารณ์เรื่องแรงจูงใจเบื้องหลังหนักที่สุด เขาเตือนว่าอย่าทำเหมือนการชะลอครั้งนี้เป็นการเสียสละล้วนๆ เพราะในความเป็นจริง ทั้งสองบริษัทต้องรับผิดชอบอย่างมหาศาลหากโมเดลของตนก่อความเสียหายทางไซเบอร์ขึ้นมา ตลาดพร้อมจะลงโทษโมเดลที่มีพฤติกรรมคาดเดาไม่ได้อยู่แล้ว หลังเกิดเหตุการณ์กับ Hugging Face การยอมลดความเก่งของโมเดลเพื่อแลกกับความน่าเชื่อถือจึงเป็นเพียงการตัดสินใจทางธุรกิจที่ดี จะเรียกว่า alignment หรืออะไรก็ตาม แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงการตอบโจทย์ลูกค้า
Sacks สรุปว่า วิธีที่ง่ายที่สุดในการไม่สร้าง Superintelligence หรือ AI ที่ฉลาดเกินมนุษย์ ก็คือตกลงกันเองว่าจะไม่สร้างมันขึ้นมา การเรียกร้องกรอบกติกาที่ตนเองต้องการเป็นข้อแลกเปลี่ยนดูเหมือนเป็นการข่มขู่สาธารณชนและระบบการเมือง หากทั้งสองบริษัทยอมชะลอด้วยตัวเอง วงการจะไว้วางใจการพูดคุยครั้งต่อไป แต่หากไม่ทำ ทุกคนก็จะมองออกว่านี่เป็นเพียงความพยายามทำให้เกิด Regulatory Capture เพื่อผลักดันกติกาที่เอื้อให้บริษัทใหญ่ผูกขาด ขณะที่ผู้เล่นรายเล็กทำตามไม่ได้ หรือไม่ก็เป็นเพียงปฏิบัติการทางจิตวิทยาในช่วงการเมืองเท่านั้น
สองคนกลางที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่สองฝ่ายเถียงกัน

Armin Ronacher เขียนว่าเขาเห็นด้วยกับข้อสังเกตแทบทุกข้อของ Amodei และมองว่าเป็นบทความที่ดี แต่ก็คัดค้านอย่างรุนแรง เพราะการชะลอครั้งนี้ครอบคลุมบริษัทเพียงสองแห่งที่มีจุดเริ่มต้นร่วมกัน แถมผู้ประเมินที่เสนอชื่อมาก็มีความสัมพันธ์กับทั้งสองบริษัท Ronacher เสนอว่า หากโมเดลเป็นแบบ open weight ซึ่งเปิดค่าน้ำหนักให้ใครก็นำไปรันและตรวจสอบเองได้ตั้งแต่ต้น การชะลอและถ่วงดุลจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เหมือนการคานอำนาจระหว่างผู้เล่นที่มีเครื่องมือเท่ากัน เขายังชี้ว่าโมเดลที่กำลังสร้างปัญหาอยู่ตอนนี้ล้วนเป็นโมเดลปิดของบริษัทในสหรัฐฯ ทั้งสิ้น
ประโยคที่สะท้อนจุดยืนของ Ronacher ได้ชัดเจนที่สุดคือ เขาไม่ได้กังวลเรื่องมนุษย์สูญพันธุ์ แต่กังวลว่า AI เหล่านี้กำลังทำให้ "พวกเรา" ต้องเจอกับอะไร โดย "พวกเรา" ของเขาหมายถึงทุกคนที่ไม่ได้ทำงานอยู่ภายในแล็บของโมเดลปิด
ด้าน Gary Marcus ตั้งชื่อบทความในความหมายว่าเห็นด้วยกับ Amodei สองในสามส่วน เขาชื่นชมเรื่องความโปร่งใสและการเปิดรับผู้ประเมินภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิจัยเรียกร้องมานานหลายปี ทว่าเขาก็เห็นตรงกับ Sacks ในเรื่อง METR ว่าอย่างน้อยที่สุด Anthropic ไม่ควรเป็นคนเลือกผู้ประเมินมาตรวจตัวเอง นอกจากนี้ เขายังเสนอวิธีแก้ปัญหา 2 อย่างที่แนวทาง pacing มองข้ามไป ได้แก่
- การบังคับใช้ความรับผิดชอบตามกฎหมายอย่างจริงจัง รวมถึงการดำเนินคดีอาญากับบริษัทที่ปล่อย agent ซึ่งควบคุมไม่ได้ออกมาอย่างประมาทเลินเล่อ
- การเรียกคืน agent หรือสินค้าเหล่านั้นไปเลย
เมื่อนำมุมมองของ Sacks, Ronacher และ Marcus มาเทียบกัน จะเห็นว่าทุกคนเห็นตรงกันอยู่เรื่องหนึ่ง คือ "ผู้ตรวจสอบจะต้องเป็นอิสระอย่างแท้จริง" ไม่ใช่คนที่บริษัทเลือกเอง แต่ทั้งสามคนเห็นต่างกันเรื่องวิธีแก้ปัญหา โดย Amodei เรียกร้องให้สร้างกติกาใหม่ Marcus เสนอให้บังคับใช้กฎหมายและความรับผิดชอบที่มีอยู่เดิมให้เข้มงวด ส่วน Ronacher เชื่อว่าการเปิดเผยค่าน้ำหนักโมเดลจะทำให้ระบบถ่วงดุลและจัดการตัวเองได้ดีที่สุด
3 เรื่องที่ต้องจับตา หากคุณสร้างงานบนโมเดลเหล่านี้
ไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แต่มี 3 เรื่องที่จะส่งผลกระทบต่องานของคุณโดยตรง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ควรติดตาม ไม่ใช่คำทำนาย:
1. จังหวะการปล่อยโมเดลรุ่นใหม่: Amodei ระบุในบทความว่า หากการชะลอการพัฒนาทำให้มีเวลาเพิ่มอีกสัก 1-2 ปีก่อนที่โมเดลจะฉลาดจนถึงจุดวิกฤต และนำเวลานั้นไปพัฒนา alignment ความเสี่ยงจะลดลงอย่างมาก หากสองบริษัทยักษ์ใหญ่ทำเช่นนั้นจริง โมเดลรุ่นใหม่อาจออกสู่ตลาดช้าลงกว่าที่เป็นอยู่ แผนการพัฒนาของทีมจึงควรพร้อมรับสองกรณี คือโมเดลใหม่ยังออกเร็ว หรือโมเดลรุ่นเดิมต้องอยู่กับเรานานกว่าที่คิด
2. รายงานจากผู้ประเมินอิสระ: หาก Anthropic ทำตามที่ประกาศไว้จริง เราจะได้เห็นรายงานการประเมินจากคนภายนอกที่บริษัทไม่สามารถเข้าไปแก้ไขผลได้ และ Altman ก็โพสต์ว่า OpenAI จะทำแบบเดียวกัน สำหรับคนที่ต้องเลือกโมเดลมาใช้ รายงานเหล่านี้ควรค่าแก่การอ่านมากกว่าโพสต์เปิดตัว เพราะโพสต์เปิดตัวเขียนโดยคนขาย ส่วนรายงานมาจากคนนอกและบริษัทไม่มีสิทธิ์แก้เนื้อหา โดยตัดออกได้เฉพาะข้อมูลอ่อนไหวบางประเภท อย่างไรก็ตาม การออกมาเห็นด้วยของ Altman และ Musk ยังเป็นเพียงโพสต์สั้นๆ บนโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่ข้อตกลงที่มีผลผูกมัดร่วมกันระหว่างบริษัทเหล่านี้
3. การเติบโตของโมเดลเปิดแบบ open weight: Ronacher ชี้ว่าโมเดลแบบ open weight กำลังช่วยให้การแข่งขันเท่าเทียมกันมากขึ้น หากแล็บใหญ่ทั้งสองแห่งยอมชะลอความเร็วลงจริง ช่องว่างระหว่างโมเดลปิดกับโมเดลเปิดจะแคบลงหรือไม่ ถือเป็นคำถามสำคัญที่เราจะเห็นคำตอบได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า คำตอบนี้จะส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของนักพัฒนาว่าควรเลือกสร้างโปรดักต์บนโมเดลประเภทไหน
ในสัปดาห์นี้ ทั้งผู้นำการแข่งขัน ฝ่ายคัดค้าน และคนกลางต่างถกเถียงกันว่าใครควรกำหนดจังหวะการพัฒนา แต่คนที่จะรู้ก่อนใครว่าการพัฒนาช้าลงจริงหรือไม่ ก็คือคนที่กำลังพัฒนาโปรดักต์และใช้โมเดลเหล่านี้อยู่ทุกวัน แล้วคุณเห็นด้วยกับฝั่งไหน และหากโมเดลใหม่ออกช้าลงจริง งานของคุณจะต้องปรับไปอย่างไรบ้าง?
ที่มา:
- บทความ We Must Pace the Frontier โดย Dario Amodei
- ข้อความตอบของ David Sacks บน X
- รายงาน Anthropic boss Dario Amodei calls for AI development to slow down จาก BBC
- บทความ P(doom) โดย Armin Ronacher
- บทความ Two cheers (out of three) for Dario Amodei โดย Gary Marcus
ชอบเรื่องแนวนี้ มีอีบุ๊คฟรีให้อ่านต่อ
ChatGPT Work ฉบับเข้าใจง่าย มอบงานให้ AI ทำจนจบ ตั้งแต่งานแรกจนถึงงานอัตโนมัติ พร้อม workflow ใช้ได้จริง 8 แบบ
กดสมัครแล้วเราจะส่งเทคนิค AI และของแจกใหม่ๆ ให้ทางอีเมล เลิกรับได้ตลอด
Claude Cowork · The Business Playbook

ฉบับภาษาไทย 15 บท เรียนรู้ผ่านโปรเจกต์จำลองต่อเนื่องทั้งเล่ม ตั้งแต่ตั้งค่า Workspace จัดการไฟล์ เชื่อมแอป ตั้งระบบอัตโนมัติ จนถึงสร้าง Plugin


