สร้าง Outline Presentation 10-15 Slides พร้อม Story Arc และ Ask
สร้าง outline สไลด์สำหรับ presentation ระดับมืออาชีพ 10-15 สไลด์ ที่มี story arc ชัดเจนตั้งแต่ Opening Hook จนถึง Ask โดยแต่ละสไลด์มี key message เป็นประโยคบอกเล่าและจำกัดไม่เกิน 3 bullet points

คัดลอกพรอมต์ฉบับมีตัวแปร {{...}} ไปแก้ไขในเครื่องมือของคุณเอง
ตัวอย่างผลลัพธ์ที่จะได้
ก่อนเริ่มลงมือปรับพรอมต์ ดูตัวอย่างผลลัพธ์ที่คุณจะได้จริงเพื่อให้แน่ใจว่าพรอมต์นี้ตรงกับงานที่ต้องการ
Story Arc: Hook → Problem → Insight → Solution → Proof → Ask
[01] Cover → ยอดขายออนไลน์เราโตช้ากว่าตลาด 6 เท่า ถึงเวลาเปลี่ยน [Visual: Hero split-screen กราฟเส้น 2 เส้น — เรา vs คู่แข่ง]
[02] โลกเปลี่ยนแล้ว — [Opening Hook] → ผู้บริโภคไทยย้ายไปซื้อของออนไลน์ถาวรแล้ว ไม่ใช่แค่พฤติกรรมช่วง COVID • E-commerce ไทยมูลค่าแตะ 1.5 ล้านล้านบาทในปี 2568 • Gen Z และ Millennial ซื้อออนไลน์มากกว่า 70% ของการซื้อทั้งหมด
ปรับให้เข้ากับงานของคุณ
แก้ค่าตัวแปรด้านล่าง พรอมต์ฉบับสมบูรณ์จะอัปเดตอัตโนมัติ พร้อมคัดลอกไปวางใน Claude หรือ ChatGPT ได้ทันที
ชื่อเรื่องหลักของ presentation ที่คุณต้องการนำเสนอ
ระบุตำแหน่ง บทบาท และบริบทของผู้ฟัง เพื่อให้ภาษาและข้อมูลเหมาะสม
จำนวนนาทีที่มีสำหรับนำเสนอ ไม่นับเวลา Q&A
สิ่งที่คุณต้องการให้ผู้ฟังตัดสินใจหรือลงมือทำหลังจบ presentation
ข้อมูลพื้นฐานที่ช่วยให้โมเดลสร้างเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจง เช่น ตัวเลข สถานการณ์ปัจจุบัน หรือข้อจำกัดที่มี
**โจทย์**
สร้าง slide outline สำหรับ presentation เรื่อง "การขยายช่องทางขายออนไลน์สำหรับธุรกิจ SME"
- กลุ่มเป้าหมาย: ทีมผู้บริหารระดับ C-suite ของบริษัทผู้ผลิตสินค้า FMCG ขนาดกลาง
- ระยะเวลานำเสนอ: 20 นาที
- Ask ที่ต้องการ: อนุมัติงบประมาณ 500,000 บาทสำหรับโครงการ digital transformation ภายในเดือนนี้
- บริบทเพิ่มเติม: บริษัทมียอดขายออฟไลน์ 80% ยอดขายออนไลน์โตเพียง 5% ต่อปี ขณะที่คู่แข่งโตเฉลี่ย 30% ต่อปี
**ข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด**
1. จำนวนสไลด์: 10-15 สไลด์ (ไม่รวม Cover และ Q&A)
2. story arc ต้องไหลตามลำดับ: Opening Hook → Problem/Tension → Root Cause Insight → Solution → Proof/Evidence → Ask
3. แต่ละสไลด์ต้องมี key message 1 ประโยคที่เขียนเป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่แค่หัวข้อ เช่น "ยอดขายออนไลน์โตช้ากว่าตลาด 6 เท่า" ไม่ใช่ "สถานการณ์ยอดขาย"
4. ห้ามมีเกิน 3 bullet points ต่อสไลด์
5. สไลด์สุดท้ายต้องเป็น Ask slide ที่ระบุสิ่งที่ต้องการจากผู้ฟังอย่างชัดเจนและ actionable
6. แนะนำ visual type สำหรับแต่ละสไลด์
**รูปแบบ output สำหรับแต่ละสไลด์**
[ลำดับ] ชื่อสไลด์ — [ป้ายกำกับ story arc]
→ Key message (1 ประโยคบอกเล่า)
• Bullet point 1
• Bullet point 2
• Bullet point 3 (ถ้าจำเป็น)
[Visual: ...]
ปิดท้ายด้วย "Story Arc Map" 1 ย่อหน้า อธิบายว่า narrative ไหลจากต้นจนจบอย่างไร และทำไม Ask จึงรู้สึกเป็นธรรมชาติหลังจาก journey นี้
เข้าใจเทคนิคที่ซ่อนอยู่
คลิกที่ส่วนไฮไลต์ในพรอมต์เพื่อกระโดดไปดูคำอธิบายเทคนิคแต่ละจุด ใช้ความเข้าใจนี้เพื่อปรับพรอมต์อื่นของคุณเองในภายหลัง
**โจทย์**
สร้าง slide outline สำหรับ presentation เรื่อง "{{หัวข้อ_presentation}}"
- กลุ่มเป้าหมาย: {{กลุ่มเป้าหมาย}}
- ระยะเวลานำเสนอ: {{เวลา_นำเสนอ}} นาที
- Ask ที่ต้องการ: {{ask_ที่ต้องการ}}
- บริบทเพิ่มเติม: {{บริบท}}
**ข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด**
1. จำนวนสไลด์: 10-15 สไลด์ (ไม่รวม Cover และ Q&A)
2. story arc ต้องไหลตามลำดับ: Opening Hook → Problem/Tension → Root Cause Insight → Solution → Proof/Evidence → Ask2
3. แต่ละสไลด์ต้องมี key message 1 ประโยคที่เขียนเป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่แค่หัวข้อ3 เช่น "ยอดขายออนไลน์โตช้ากว่าตลาด 6 เท่า" ไม่ใช่ "สถานการณ์ยอดขาย"
4. ห้ามมีเกิน 3 bullet points ต่อสไลด์4
5. สไลด์สุดท้ายต้องเป็น Ask slide ที่ระบุสิ่งที่ต้องการจากผู้ฟังอย่างชัดเจนและ actionable5
6. แนะนำ visual type สำหรับแต่ละสไลด์
**รูปแบบ output สำหรับแต่ละสไลด์**
[ลำดับ] ชื่อสไลด์ — [ป้ายกำกับ story arc]
→ Key message (1 ประโยคบอกเล่า)
• Bullet point 1
• Bullet point 2
• Bullet point 3 (ถ้าจำเป็น)
[Visual: ...]
ปิดท้ายด้วย "Story Arc Map" 1 ย่อหน้า อธิบายว่า narrative ไหลจากต้นจนจบอย่างไร6 และทำไม Ask จึงรู้สึกเป็นธรรมชาติหลังจาก journey นี้
แตะส่วนที่ไฮไลต์เพื่อดูคำอธิบายเทคนิคแต่ละจุด · {{ }} คือตัวแปรที่ปรับได้
"ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์และการออกแบบ presentation โดยใช้หลัก Pyramid Principle และ McKinsey-style deck structure"
การระบุ role พร้อมอ้างอิงกรอบที่เป็นที่รู้จักในแวดวงธุรกิจช่วยให้โมเดลเลือก vocabulary และ style ของ professional presentation แทนที่จะตอบแบบทั่วไป ผลคือ output จะมีความเป็น structured thinking มากขึ้น
"Opening Hook → Problem/Tension → Root Cause Insight → Solution → Proof/Evidence → Ask"
การกำหนด narrative sequence ล่วงหน้าบังคับให้โมเดลเรียงสไลด์ตาม logic ที่ผู้ฟังสามารถติดตามได้ ป้องกัน output ที่มีสไลด์แบบ random bullet dump ที่ไม่มีความเชื่อมโยงกัน
"แต่ละสไลด์ต้องมี key message 1 ประโยคที่เขียนเป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่แค่หัวข้อ"
การให้ตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่าง good และ bad ทำให้โมเดลเข้าใจ standard ที่คาดหวังได้ทันที ผลคือ key message จะมีพลังในการสื่อสารแทนที่จะเป็นแค่ label กว้างๆ
"ห้ามมีเกิน 3 bullet points ต่อสไลด์"
การกำหนดขีดจำกัดเชิงลบช่วยป้องกัน information overload ในแต่ละสไลด์ และบังคับให้โมเดลคัดเลือกเฉพาะ point ที่สำคัญที่สุดจริงๆ แทนที่จะใส่ทุกอย่างที่นึกได้
"สไลด์สุดท้ายต้องเป็น Ask slide ที่ระบุสิ่งที่ต้องการจากผู้ฟังอย่างชัดเจนและ actionable"
การล็อก end goal ไว้ตั้งแต่ใน prompt ทำให้โมเดลสร้าง narrative ที่ทุกสไลด์ไหลไปหา Ask อย่างมีเจตนา แทนที่จะจบแบบ open-ended ที่ผู้ฟังไม่รู้ว่าต้องทำอะไร
"ปิดท้ายด้วย "Story Arc Map" 1 ย่อหน้า อธิบายว่า narrative ไหลจากต้นจนจบอย่างไร"
การขอสรุป meta-narrative บังคับให้โมเดลตรวจสอบความสอดคล้องของ outline ทั้งหมด และช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจ logic ของ deck ในภาพรวมก่อนนำไปใช้ present จริง
เห็นความต่างระหว่างพรอมต์ทั่วไปกับพรอมต์ที่ใช้เทคนิค
คนส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยคำสั่งสั้น ๆ แบบพรอมต์ที่ใช้กันทั่วไป แต่ผลลัพธ์มักไม่ตรงใจและต้องถามซ้ำหลายรอบ พรอมต์แบบที่ใช้เทคนิคข้างต้นช่วยแก้ปัญหานี้
ช่วยสร้าง outline สไลด์ presentation เรื่องการขยายธุรกิจออนไลน์หน่อย
กำหนด role เป็น McKinsey-style strategist / บังคับ story arc 6 ขั้นตอนตามลำดับ / บังคับ key message ทุกสไลด์เป็นประโยคบอกเล่าพร้อมตัวอย่าง good vs bad / จำกัด 3 bullets / ปิดด้วย Ask slide ที่ actionable / ขอ Story Arc Map สรุปท้าย


