ChatGPT เริ่มค้นแบบเจาะรายเว็บด้วยคำสั่ง site: โดย Promptwatch พบว่าสัดส่วนคำค้นเบื้องหลังพุ่งขึ้นเป็น 16.8% ในวันเดียว
ChatGPT Search หันมาใช้ site: ค้นแบบระบุเว็บ สัดส่วนคำค้นแบบนี้พุ่งจาก 0.37% เป็น 16.8% ในวันเดียว ช่วงเดียวกัน สัดส่วนการอ้างอิง Reddit ก็ลดลงจนแทบหายไป

วันที่ 8 สิงหาคม 2026 ChatGPT เปลี่ยนวิธีหาข้อมูลก่อนตอบคำถามภายในวันเดียว
เวลาเราถามคำถามที่ต้องไปหาข้อมูลจากเว็บ ChatGPT จะยิงคำค้นเบื้องหลังอย่าง fanout query ที่โมเดลสร้างขึ้นเองออกไปหนึ่งชุด แล้วค่อยนำผลที่ได้กลับมาเรียบเรียงคำตอบให้เรา ก่อนหน้านี้คำค้นชุดนั้นเป็นคำค้นทั่วไปแทบทั้งหมด แต่หลังวันที่ 8 สิงหาคม เริ่มมี site: ติดไปด้วย ซึ่งเป็นคำสั่งที่บังคับให้ผลลัพธ์มาจากโดเมนเดียวเท่านั้น แปลว่า ChatGPT ไม่ได้ค้นแบบหว่านทั่วเว็บแล้วรอดูผลอีกต่อไป แต่ระบุชื่อเว็บลงไปในคำค้นเลยว่าจะเอาข้อมูลจากที่ไหน
ตัวเลขที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงนี้มาจาก Promptwatch บริษัทที่เก็บคำตอบและลิงก์อ้างอิงจากหน้าจอจริงของ ChatGPT, Gemini, Perplexity และ Claude แล้วเผยแพร่เป็นรายงานสาธารณะ สัดส่วนคำค้นเบื้องหลังที่มีคำสั่ง site: เคยวนเวียนอยู่แถว 0.3-0.5% ติดกันหลายสัปดาห์ ก่อนจะลดลงเหลือ 0.15% ช่วงวันที่ 3-5 สิงหาคม แล้วกระโดดขึ้นเป็น 16-17% ในวันที่ 8 โดยรายงานสรุปว่าตัวเลขเพิ่มจาก 0.37% เป็น 16.8% หรือราว 46 เท่าภายในวันเดียว ถ้าเทียบให้เห็นภาพ จากเดิมที่มีการค้นแบบเจาะรายเว็บแค่ราว 1 ใน 280 ครั้ง ก็พุ่งขึ้นมาเป็นราว 1 ใน 6 ครั้ง
site: คือคำค้นที่เพิ่มเข้ามา ไม่ได้มาแทนของเดิม
หลักฐานที่ยืนยันเรื่องนี้ดูได้จากจำนวนคำค้นที่ใช้ตอบแต่ละครั้ง ซึ่งขยับขึ้นในวันเดียวกัน จากค่าเฉลี่ยราว 1.08 คำค้นต่อหนึ่งคำตอบ พุ่งขึ้นเป็นราว 1.83 แล้วทรงตัวอยู่ที่ระดับนั้นเรื่อยมา
ถ้า ChatGPT แค่เอาคำค้นแบบเจาะโดเมนไปใช้แทนคำค้นทั่วไป ค่าเฉลี่ยนี้ต้องนิ่งอยู่ที่เดิม พอตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จึงแปลได้ว่าการค้นแบบเจาะโดเมนคือสิ่งที่เพิ่มเข้ามาเสริมของเดิม ไม่ใช่สิ่งที่มาแทนที่ เท่ากับว่า ChatGPT ค้นได้ทั้งกว้างขึ้นและลึกขึ้นพร้อมกันในวันเดียว
สำหรับคนที่อยากให้เว็บตัวเองไปปรากฏในคำตอบ นี่ไม่ใช่ข่าวร้าย เพราะช่องทางเดิมที่เคยพาเว็บเราไปติดยังอยู่ครบ และยังมีช่องทางใหม่เพิ่มเข้ามาอีกทางหนึ่ง แต่โอกาสที่เพิ่มขึ้นก็มาพร้อมกับงานที่ต้องดูแลมากขึ้น เมื่อคำตอบหนึ่งครั้งมาจากการค้นราว 1.8 ชุดแทนที่จะเป็น 1.1 ชุด ข้อมูลที่นำมาประกอบคำตอบก็หลากหลายขึ้น ทั้งการเปรียบเทียบคู่แข่ง ราคา และตัวเลือกทดแทน แต่ละชุดเพิ่มโอกาสที่เว็บเราจะโผล่อีกครั้ง และเราก็ต้องมีหน้าเว็บที่มีเนื้อหาจริงเตรียมพร้อมไว้รองรับมากขึ้น
GPT-5.6 Sol กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในวันเดียว

พฤติกรรมที่เปลี่ยนพร้อมกันทั้งระบบภายในวันเดียว แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะค่อยๆ ขยับเองตามธรรมชาติ แต่เป็นการปล่อยอัปเดตจากฝั่ง OpenAI เจ้าของ ChatGPT ซึ่งสองวันก่อนหน้านั้นก็มีอัปเดตพอดี โดยเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม OpenAI ประกาศอัปเดต GPT-5.6 Sol โมเดลที่ขับเคลื่อน ChatGPT อยู่ในปัจจุบัน ให้กับผู้ใช้แพ็กเกจ Plus และ Pro โดยระบุไว้กว้างๆ ว่าตอบข้อเท็จจริงได้น่าเชื่อถือขึ้นและตรงประเด็นมากขึ้น โดยไม่มีคำว่า site: อยู่ในประกาศนั้นเลย
ข้อสังเกตอีกเรื่องที่ควรรู้คือ คำสั่ง site: อาจไม่ใช่สิ่งที่โมเดลพิมพ์ออกมาเองด้วยซ้ำ Simon Willison นักพัฒนาที่หยิบรายงานชุดนี้ไปวิเคราะห์ต่อ ตั้งข้อสังเกตจากการลองใช้งานจริงว่า เครื่องมือค้นหาที่ ChatGPT เรียกใช้น่าจะมีหน้าตาประมาณ search(query, recency, domains) คือมีช่องให้ระบุโดเมนแยกไว้ต่างหากอยู่แล้ว ระบบเบื้องหลังจึงเป็นฝ่ายเติมเงื่อนไขการจำกัดโดเมนลงไปเอง
ผลลัพธ์ที่คนทำเว็บเห็นจากทั้งสองแบบแทบไม่ต่างกัน นั่นคือคำค้นถูกล็อกไว้ที่โดเมนเดียว ต่างกันแค่ว่าใครเป็นคนใส่โดเมนลงไป สิ่งที่ควรจับตาจึงเป็นพฤติกรรมการค้นแบบล็อกโดเมน ไม่ใช่แค่คำว่า site:
ส่วนคำถามว่า OpenAI สั่งอะไรลงไปกันแน่ ยังไม่มีใครนอกบริษัทตอบได้ สิ่งที่พอจะไล่ดูจากข้างนอกได้คือ คลังรวม system prompt ของ OpenAI ที่หลุดออกมา เป็นชุดคำสั่งที่บริษัทเขียนกำกับพฤติกรรมของโมเดลไว้เบื้องหลัง เท่าที่ไล่ดูกันจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่พบคำสั่งใหม่ที่เกี่ยวกับการเลือกแหล่งข้อมูล
หน้าไหนที่เสิร์ชเอนจินยังไม่เก็บเข้าคลัง ChatGPT ก็หาไม่เจอ

คำค้นที่ล็อกโดเมนไว้มีข้อจำกัดสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง คือระบบจะดึงขึ้นมาได้เฉพาะหน้าที่เสิร์ชเอนจินอย่าง Google เก็บเข้าคลังของตัวเองไปแล้วเท่านั้น ส่วนหน้าที่บอตของเสิร์ชเอนจินยังเข้าไม่ถึงหรือยังไม่ได้เก็บเข้าคลัง จะไม่มีทางปรากฏในผลการค้นหาแบบนี้ ต่อให้เนื้อหาบนหน้านั้นดีแค่ไหนก็ตาม
เมื่อก่อน ปัญหาอย่างหน้าหมวดหมู่ที่มีเนื้อหาน้อย ระบบค้นหาในเว็บที่พัง หรือหน้าที่หลุดจากคลัง อาจทำให้เราแค่เสียอันดับในผลการค้นหา แต่ตอนนี้ปัญหาเหล่านี้อาจทำให้เว็บเราหายไปจากคำตอบของ ChatGPT ด้วย เพราะเมื่อ ChatGPT ค้นด้วยชื่อโดเมนของเราตรงๆ แล้วไม่พบข้อมูล ก็จะหันไปหยิบเนื้อหาจากเว็บอื่นมาตอบแทน
เรื่องพวกนี้อยู่ในสายงานที่เรียกกันว่า GEO ย่อมาจาก Generative Engine Optimization หรือการทำให้แบรนด์โผล่ในคำตอบของแชตบอต ซึ่งต่อยอดมาจากงานดันอันดับเว็บบนเสิร์ชเอนจินอย่าง SEO ที่ทำกันมาหลายปี อ่านพื้นฐานเรื่องนี้ได้ในบทความ GEO คือ SEO ในยุคที่ลูกค้าถาม AI แทนการเปิด Google ส่วนสิ่งที่เปลี่ยนไปหลังวันที่ 8 สิงหาคม คือเว็บของเราขยับจากการเป็นแค่หนึ่งในผลการค้นหา มาเป็นแหล่งข้อมูลที่ ChatGPT เข้าไปค้นโดยระบุชื่อ
วิธีดูว่าเว็บเราพร้อมหรือยัง ไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรเลย ใช้วิธีค้นแบบเดียวกับที่ ChatGPT ใช้
site:yourdomain.com
site:yourdomain.com ราคา
- ค้นบรรทัดแรกใน Google แล้วเทียบจำนวนผลที่ขึ้นกับจำนวนหน้าที่เว็บเรามีจริง ถ้าห่างกันมาก แปลว่ามีหน้าหายไปจากคลัง
- ค้นบรรทัดที่สอง โดยเปลี่ยนคำว่า
ราคาเป็นคำที่ลูกค้าถามบ่อย ถ้าไม่มีหน้าไหนขึ้นมาเลย แปลว่าเว็บเรายังไม่มีคำตอบที่ค้นเจอได้ - เปิดหน้าที่ควรขึ้นแต่ไม่ขึ้น แล้วดูว่าตั้งค่าห้ามเก็บเข้าคลังไว้หรือเปล่า ปกติซ่อนอยู่ในไฟล์บอกทางบอตอย่าง robots.txt หรือแท็กห้ามเก็บข้อมูลอย่าง noindex ของหน้านั้น
- เติมเนื้อหาที่ตอบคำถามจริงลงในหน้าที่ขึ้นมาแล้วแต่มีแค่ชื่อกับรูป เพราะหน้าแบบนั้นค้นเจอ แต่ไม่มีอะไรให้หยิบไปตอบ
เมื่อทำครบสี่ข้อนี้ จะเห็นเองว่าปัญหาของเว็บเราอยู่ตรงไหน ระหว่างหน้าที่ยังไม่ได้เก็บเข้าคลัง กับหน้าที่เข้าคลังแล้วแต่เนื้อหาน้อยเกินกว่าจะมีข้อมูลให้หยิบไปตอบ สองอย่างนี้แก้คนละแบบ และถ้าแก้ผิดจุดก็เท่ากับเสียเวลาเปล่า
Reddit ร่วงจาก 3.83% เหลือ 0.52% ภายในไม่กี่วัน
ความเปลี่ยนแปลงอีกด้านของเรื่องนี้อยู่ที่ว่า ChatGPT หยิบลิงก์จากที่ไหนมาแปะท้ายคำตอบ ตัวเลขที่วัดกันคือสัดส่วนการอ้างอิง หมายถึงในบรรดาลิงก์ทั้งหมดที่โผล่ท้ายคำตอบ มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่มาจากโดเมนนั้น
ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคมถึง 7 สิงหาคม เว็บบอร์ดใหญ่อย่าง Reddit นิ่งอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 3.83% ซึ่งรายงานระบุว่าสูงเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับโดเมนอื่น แต่พอถึงวันที่ 8 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่คำค้นเบื้องหลังเปลี่ยน สัดส่วนของ Reddit ก็เริ่มไหลลงจากระดับ 3% ปลายๆ มาอยู่ที่ 2% กลางๆ ก่อนที่วันที่ 14 สิงหาคมจะร่วงลงต่ำกว่า 1% โดยค่าเฉลี่ยของวันที่ 14-17 สิงหาคมอยู่ที่ 0.52% หรือลดลงไปถึง 86.4% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 3.83% ก่อนหน้านั้น
จุดที่ต้องระวังคือ ตัวเลขชุดนี้บอกได้เพียงว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อไร แต่ไม่ได้บอกสาเหตุที่แน่ชัด การที่ ChatGPT เปลี่ยนวิธีเลือกแหล่งข้อมูลเป็นคำอธิบายที่เข้าเค้า แต่เจ้าของข้อมูลเองก็ระบุไว้ว่ายังไม่อาจตัดความเป็นไปได้เรื่องการเก็บข้อมูลคลาดเคลื่อนออกไป ตัวเลขที่ลดลงอย่างมากนี้จึงยังต้องติดตามดูต่อไป และยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย
เรื่องนี้ไม่ได้บอกคนทำเว็บว่า Reddit หมดประโยชน์แล้ว แต่เตือนว่าการฝากชื่อแบรนด์ไว้บนพื้นที่ที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของย่อมมีความเสี่ยงแฝงอยู่เสมอ ถ้าวันหนึ่งแพลตฟอร์มปรับวิธีเลือกแหล่งข้อมูล ชื่อที่เคยโผล่ทุกครั้งก็อาจหายไป โดยที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
ฝั่ง Google ก็ลด Reddit เหมือนกัน แต่ค่อยเป็นค่อยไป
Reddit ไม่ได้สูญเสียพื้นที่เฉพาะใน ChatGPT เท่านั้น แต่ในฝั่ง AI Overviews ซึ่งเป็นคำตอบที่ Google สรุปให้บนสุดของผลการค้นหา สัดส่วนการอ้างอิงของ Reddit ก็ลดลงจาก 2.37% ในช่วงเจ็ดวันแรกที่เก็บข้อมูล เหลือ 2.10% ในเจ็ดวันสุดท้าย หรือลดลง 11.3% ส่วน AI Mode ซึ่งเป็นโหมดถามตอบแบบแชตของ Google ก็ลดลงจาก 2.22% เหลือ 1.54% หรือลดลง 30.5% โดยขยับลดลงชัดเจนที่สุดช่วงปลายเดือนกรกฎาคม
แม้ทิศทางจะไปทางเดียวกัน แต่ความเร็วต่างกันคนละเรื่อง ฝั่ง ChatGPT ตัวเลขร่วงดิ่งลงในวันเดียวจนสังเกตเห็นได้ทันทีจากกราฟ ส่วนฝั่ง Google จะค่อยๆ ไหลลงทีละนิด และนี่คือสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าสำหรับคนทำเว็บ เพราะการค่อยๆ ลดลงแบบนี้ไม่มีวันไหนที่ดูน่าตกใจพอให้เอะใจ ถ้าไม่ตั้งใจไล่ดูย้อนหลัง ก็จะไม่เห็นว่ามันลงมาไกลแค่ไหนแล้ว เรื่องที่ว่า AI กำลังแย่งพื้นที่ของเว็บไปแค่ไหน มีอีกมุมหนึ่งอยู่ในบทความ AI Mode กำลังฆ่าเว็บไซต์จริงไหม
เมื่อนำทั้งสองเรื่องมารวมกันจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า พื้นที่ที่เราเคยไปฝากชื่อแบรนด์ไว้กำลังลดน้อยลงทั้งสองฝั่ง ขณะที่เว็บไซต์ของเราเองกลายเป็นแหล่งข้อมูลที่ ChatGPT เข้าไปค้นโดยระบุชื่อ งานที่ควรทำก่อนตอนนี้จึงไม่ได้อยู่ไกลตัว แต่เป็นการทำให้หน้าเว็บที่ตอบคำถามลูกค้าได้จริง เข้าไปอยู่ในคลังของเสิร์ชเอนจินให้เรียบร้อยก่อน
พฤติกรรมของแพลตฟอร์มอาจเปลี่ยนกะทันหันแบบวันเดียวจบเช่นนี้อีกกี่ครั้งก็ได้ แต่หน้าเว็บที่ยังไม่ได้เก็บเข้าคลังไม่มีทางตามการเปลี่ยนแปลงได้ทันในวันเดียว จึงต้องเตรียมหน้าเว็บไว้ล่วงหน้า ถึงจะตามการเปลี่ยนแปลงรอบหน้าได้ทัน
ที่มา:
- บทความ ChatGPT search now uses the site:operator at scale จาก Simon Willison
- รายงาน ChatGPT Search Now Uses the site:operator at Scale จาก Promptwatch
- รายงาน Reddit Citations Are Dropping in ChatGPT จาก Promptwatch
ชอบเรื่องแนวนี้ มีอีบุ๊คฟรีให้อ่านต่อ
ChatGPT Work ฉบับเข้าใจง่าย มอบงานให้ AI ทำจนจบ ตั้งแต่งานแรกจนถึงงานอัตโนมัติ พร้อม workflow ใช้ได้จริง 8 แบบ
กดสมัครแล้วเราจะส่งเทคนิค AI และของแจกใหม่ๆ ให้ทางอีเมล เลิกรับได้ตลอด
Claude Cowork · The Business Playbook

ฉบับภาษาไทย 15 บท เรียนรู้ผ่านโปรเจกต์จำลองต่อเนื่องทั้งเล่ม ตั้งแต่ตั้งค่า Workspace จัดการไฟล์ เชื่อมแอป ตั้งระบบอัตโนมัติ จนถึงสร้าง Plugin


