สั่งงาน ChatGPT ให้ได้ผลด้วยสูตรสี่ส่วน · Boundaries คือส่วนที่คนมองข้ามจนงานพัง
สั่งงาน ChatGPT ให้ได้ผลด้วยสูตรสี่ส่วน Goal · Context · Output · Boundaries ส่วนที่คนไทยข้ามกันหมดอย่าง Boundaries คือตัวที่กันงานพังได้จริง

สั่ง ChatGPT ให้ร่างอีเมลแจ้งลูกค้า แล้วมันส่งออกไปจริงๆ ทั้งที่ยังไม่มีใครตรวจ เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้แปลว่า ChatGPT ทำงานพลาด แต่แปลว่าคำสั่งของเราขาดประโยคเดียวที่ควรมี นั่นคือประโยคที่บอกว่า "ร่างไว้ก่อน อย่าเพิ่งส่ง"
สำหรับงานเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน พิมพ์สั่งสั้นๆ ก็เพียงพอ แต่พองานใหญ่ขึ้นหรือสำคัญขึ้น คำสั่งที่ดีจะมีสี่ส่วนเสมอ คือ Goal · Context · Output · Boundaries แต่ Boundaries ซึ่งคนไทยมองข้ามกันมากที่สุด กลับเป็นส่วนที่กันไม่ให้งานพังได้ดีที่สุด
คำสั่งที่ดีมีสี่ส่วน ไม่ใช่หนึ่งบรรทัด

สูตรสี่ส่วนนี้สรุปมาจากคู่มือ Prompting ของ ChatGPT Learn เอกสารทางการที่ OpenAI ใช้สอนวิธีสั่งงาน ChatGPT แนวคิดหลักคือ prompt (คำสั่งที่พิมพ์บอก AI) ไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบตายตัวหรือใช้ถ้อยคำเฉพาะ ขอแค่ใส่สิ่งที่ช่วยให้ ChatGPT เข้าใจงานมากขึ้นก็พอ
Goal คือผลลัพธ์ที่อยากได้ ให้เริ่มจากปลายทางที่ต้องการ ไม่ใช่ไล่สั่งทีละขั้นตอน บอกไปเลยว่าอยากได้อะไรไปใช้ทำอะไร แล้วเปิดโอกาสให้ ChatGPT หาวิธีทำเอง เว้นแต่ขั้นตอนการทำงานจะสำคัญจริงๆ ค่อยระบุให้ละเอียด
Context คือข้อมูลหรือแหล่งที่ช่วยงานได้ แนบเฉพาะที่จำเป็น แล้วบอกด้วยว่าต้องการอะไรจากแต่ละแหล่ง ถ้าอยากให้ดึงจากไฟล์ใน Google Drive หรือแชตใน Slack ต้องต่อ plugin (ตัวเชื่อม ChatGPT เข้ากับเครื่องมือภายนอก) ไว้ก่อน แล้วพิมพ์ @ ในช่องพิมพ์เพื่อเลือกตัวที่ต้องการ
Output คือรูปแบบ ความยาว และระดับรายละเอียด วิธีที่ง่ายที่สุดคือบอกว่าจะเอาผลลัพธ์ไปใช้ยังไง เช่นทำสรุปหน้าเดียวให้ผู้บริหารอ่านก่อนประชุม พอ ChatGPT รู้ปลายทาง มันจะเลือกความยาวและการจัดโครงสร้างให้เหมาะเอง
Boundaries คือสิ่งที่ห้ามแตะ และสิ่งที่ต้องถามก่อนลงมือ นี่คือส่วนที่คนข้ามบ่อยที่สุด และเป็นพระเอกของเรื่องนี้
ไม่ต้องกรอกครบทั้งสี่ส่วนทุกครั้ง ให้ใช้เฉพาะส่วนที่ช่วยงานตรงหน้าได้ ยิ่งเป็นงานใหญ่และกระทบคนอื่นมากเท่าไร ยิ่งควรใส่ให้ครบ โดยเฉพาะ Boundaries ที่คนมักลืม
Boundaries คือส่วนที่คนไทยมองข้ามกันหมด
เวลาสั่งงาน คนส่วนใหญ่โฟกัสที่ "อยากได้อะไร" จนลืมบอก "อะไรที่ห้ามทำ" พอไม่ได้กำหนดขอบเขต ChatGPT ก็ทำเต็มที่ตามที่เข้าใจ รวมถึงส่วนที่เราไม่อยากให้มันแตะด้วย
Boundaries จำเป็นเมื่อการแก้ผิดจุดจะทำให้ผลลัพธ์ใช้ไม่ได้ทันที หรือเมื่องานนั้นจะไปกระทบคนอื่นถ้าไม่ตรวจก่อน จุดสำคัญคือไม่ต้องคุมทุกขั้นตอนที่ ChatGPT ทำ แค่เลือกหนึ่งถึงสองข้อที่สำคัญที่สุดสำหรับงานครั้งนั้นก็พอ ถ้าใส่เยอะเกินไป คำสั่งจะอ่านยากและ ChatGPT จะจับประเด็นหลักไม่ถูก
ร่างไว้ก่อน อย่าเพิ่งส่ง
ประโยค Boundaries ที่กันงานพังมักหน้าตาแบบนี้
- "ร่างข้อความไว้ก่อน อย่าเพิ่งส่ง" กันไม่ให้อีเมลหลุดออกไปก่อนมีคนตรวจ
- "ห้ามแก้วันที่กับตัวเลขงบที่อนุมัติไปแล้ว" กันไม่ให้ตัวเลขสำคัญเพี้ยน
- "ใช้เฉพาะแหล่งที่ให้มา ถ้าข้อมูลขาดให้บอก อย่าเดา" กันไม่ให้ ChatGPT แต่งข้อมูลมาเติมเอง
- "คำแนะนำต้องอยู่ในงบที่กำหนด" กันไม่ให้เสนอของที่เกินงบ
จะเห็นว่าแต่ละประโยคไม่ได้บอกให้ทำอะไร แต่บอกว่าอะไรที่ห้ามทำ นั่นแหละคือหน้าที่ของ Boundaries ซึ่ง Goal กับ Output ทำแทนไม่ได้
ลองประกอบเป็น prompt เดียว
พอเอาทั้งสี่ส่วนมารวมกัน คำสั่งจะออกมาประมาณนี้
ช่วยทำสรุปสถานะโปรเจกต์หน้าเดียว สำหรับประชุมผู้บริหารเช้าวันจันทร์
ดึงข้อมูลจากแผนโปรเจกต์ล่าสุดใน Drive และการตัดสินใจกับอัปเดตที่เกี่ยวข้องในช่อง Slack ของโปรเจกต์
ขึ้นต้นด้วยสิ่งที่ผู้บริหารต้องตัดสินใจและขั้นตอนถัดไป แล้วค่อยสรุปความคืบหน้า ความเสี่ยง เจ้าของงาน และกำหนดเสร็จ
ห้ามแก้วันที่กับตัวเลขงบที่อนุมัติแล้ว ถ้าเจอข้อมูลที่ขัดกันหรือขาดหายให้บอก และห้ามส่งหรือเผยแพร่อะไรทั้งนั้น
ก่อนจบงาน ให้เช็กว่าทุกขั้นตอนถัดไปมีเจ้าของและกำหนดเสร็จครบ
ลองไล่ดูทีละส่วนจะเห็นว่าครบทั้งสูตร สองบรรทัดแรกคือ Goal กับ Context โดยบอกว่าต้องการสรุปหน้าเดียวไปใช้ในประชุมและให้ดึงข้อมูลจากแหล่งไหนบ้าง บรรทัดถัดมาคือ Output ซึ่งจัดลำดับว่าอะไรควรอยู่ก่อนหรือหลัง ส่วนสองบรรทัดสุดท้ายคือ Boundaries และการตรวจรอบสุดท้าย (final check) ซึ่งช่วยกันไม่ให้ตัวเลขเพี้ยนหรือมีอะไรหลุดออกไปก่อนเวลา
ลองนึกภาพว่า prompt นี้ไม่มี Boundaries เราก็ยังได้สรุปสวยๆ อยู่ แต่เราต้องรับความเสี่ยงเต็มๆ ทั้งเรื่องตัวเลขงบอาจถูกแก้ และเรื่องไฟล์อาจหลุดไปถึงผู้บริหารก่อนมีคนตรวจ นี่คือเหตุผลที่สองบรรทัดท้ายมีค่ามากกว่าที่เห็น
prompt แรกไม่ต้องเป๊ะ
ไม่มีใครเขียน prompt ได้สมบูรณ์ตั้งแต่ครั้งแรก และไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นด้วย ให้คิดว่า prompt แรกคือจุดตั้งต้น ไม่ใช่คำสั่งสุดท้าย พอเห็นผลลัพธ์แล้วค่อยขอแก้เฉพาะจุด ไม่ต้องพิมพ์ใหม่ทั้งหมด
เช่นถ้าผลออกมาเยิ่นเย้อไปหน่อย ก็สั่งต่อสั้นๆ ว่า "ทำย่อหน้าเปิดให้ตรงประเด็นขึ้น เก็บส่วนที่เป็นหลักฐานไว้ แล้วย้ายข้อเสนอแนะขึ้นไปไว้ก่อนส่วนที่เล่าความเป็นมา" ChatGPT จะแก้ให้ตรงจุดโดยไม่ทิ้งของเดิม การเพิ่มแหล่งข้อมูลที่ขาด เปลี่ยนทิศทาง หรือขอทางเลือกอื่น ก็ใช้วิธีเดียวกันได้หมด
แก้กลางคันด้วย steer กับ queue

บางทีเราสั่งงานไปแล้ว แต่เพิ่งนึกได้ระหว่างที่ ChatGPT กำลังทำอยู่ว่าลืมบอกอะไรบางอย่าง ไม่ต้องรอให้มันทำเสร็จก่อนแล้วค่อยสั่งใหม่ทั้งหมด เพราะมีสองวิธีให้เลือกตามสถานการณ์
Steer คือการแทรกข้อความเข้าไปในงานที่กำลังทำอยู่ เหมาะเวลาที่อยากเปลี่ยนทิศทางทันที เช่น สั่งให้ทำสรุปยาวๆ ไปแล้ว แต่เพิ่งนึกได้ว่าอยากให้เป็นหัวข้อสั้นๆ ก็บอกเพิ่มได้ระหว่างที่มันยังทำไม่เสร็จ แล้วมันจะปรับตามให้เลย
Queue คือต่อคิวข้อความเอาไว้ รอให้งานรอบนี้เสร็จก่อน แล้วมันค่อยทำอันต่อไป เหมาะกับคำสั่งที่ต้องรอผลลัพธ์แรกออกมาก่อนถึงจะทำต่อได้ ไม่ใช่เรื่องด่วนที่ต้องรีบแทรกตอนนี้
ในแอป ChatGPT บนคอมพิวเตอร์ ตั้งค่าเริ่มต้นได้ที่ Settings > General > Follow-up behavior ข้อความที่ต่อคิวไว้จะปรากฏเหนือช่องพิมพ์ และแก้ไข เรียงลำดับ หรือลบได้ ถ้าใช้ Codex เครื่องมือของ ChatGPT สำหรับงานเขียนโปรแกรม ก็มีปุ่มลัดให้ใช้ระหว่างที่ Codex กำลังรันอยู่ โดยกด Enter เพื่อ steer และกด Tab เพื่อ queue
สรุป
ทั้งหมดนี้เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการสั่งงานเพียงนิดเดียว แต่ผลที่ได้ต่างกันมาก เพราะเมื่องานสำคัญขึ้น คำสั่งที่ดีไม่ได้วัดว่าเราบอกให้ ChatGPT ทำอะไรได้มากแค่ไหน แต่วัดจากความชัดเจนของขอบเขตที่กำหนดว่าอะไรห้ามแตะ
ที่มา: บทความ Prompting จาก ChatGPT Learn



