ในคลิป "DeepSeekV4 + Claude Code = 100X Cheaper" Jack Roberts สาธิตวิธีต่อ DeepSeek V4 โมเดล open weights ตัวล่าสุดเข้ากับ Claude Code harness ผ่าน proxy server ตัวเล็ก เพื่อกดต้นทุนต่อ session จากระดับ $62.50 ของ Opus 4.7 เหลือราว $0.20 ในรุ่น Flash หรือคิดเป็นส่วนต่างประมาณ 100 เท่า โดยยังคงประสบการณ์การใช้งานเดิมของ Claude Code ไว้ครบ ตั้งแต่ tool calling, skill, ไปจนถึง multi-file refactor.
ตัวเลขที่ Jack Roberts ยกขึ้นมาประกอบคือสเปกของ DeepSeek V4 ที่ 1.6 ล้านล้านพารามิเตอร์ context window ราว 1 ล้าน token และเปิดเป็น MIT open weights ซึ่งทำให้ deploy ผ่าน proxy ได้โดยไม่ติด license และที่สำคัญคือรองรับ tool calling แบบเดียวกับฝั่ง Anthropic จึงสลับเข้ามาแทน Claude ใน workflow เดิมได้แทบทันที. ในคลิปยังเน้นว่าจุดสำคัญไม่ใช่แค่ "เปลี่ยนโมเดล" แต่คือการตั้ง dual terminal ให้แยก Claude กับ DeepSeek ไว้คนละหน้าต่าง เพื่อเลือก route งานเข้าโมเดลที่ถนัดในแต่ละจังหวะ.
1. ทำไม DeepSeek V4 ถึงต่อกับ Claude Code ได้
Jack Roberts ชี้ว่า DeepSeek V4 ไม่ใช่แค่โมเดลถูกอีกตัว แต่เป็นโมเดลที่ออกแบบมาให้เข้ากันได้กับ ecosystem ของ Claude Code โดยตรง สเปกหลักที่ระบุในคลิปประกอบด้วย
- พารามิเตอร์ 1.6 ล้านล้าน (1.6T) ซึ่งใหญ่เกินกว่าจะรันบนเครื่องส่วนตัวทั่วไป จึงต้องเรียกผ่าน API
- context window ราว 1 ล้าน token เทียบเท่ากับ context รุ่นใหม่ของ Claude
- ปล่อย weights ภายใต้ license MIT open weights ทำให้ proxy server มาคั่นกลางได้โดยไม่ติดข้อกฎหมาย
- tool calling ที่ทำงานแบบเดียวกับ Anthropic ซึ่ง Jack Roberts บอกตรงๆ ว่านี่คือจุดที่ทำให้เขา "สนใจขึ้นมาจริงจัง" เพราะ Claude Code วางบนสมมติฐานว่าโมเดลต้องเรียก tool ได้คล่อง
จุดที่ทำให้สูตรนี้น่าทำตามคือทั้งหมดเกิดผ่าน proxy server ตัวเล็ก ไม่ใช่การ fine-tune ใหม่ จึงไม่ต้องสร้าง pipeline เทรนเพิ่ม. ในคลิป Jack Roberts ย้ำว่า workflow เดิมของ Claude Code ยังคงทำงานปกติ เพียงแต่ "model จริง" ที่อยู่ปลายสายเปลี่ยนเป็น DeepSeek V4 แทน Anthropic.
2. ต้นทุนต่อ session ที่หายไป 100 เท่า
ตัวเลขที่ Jack Roberts วัดเองและนำมาเทียบในคลิปคือ Claude Opus 4.7 ตกราว 62.50 ดอลลาร์ต่อ session ส่วน DeepSeek V4 Flash ลงมาเหลือประมาณ 0.20 ดอลลาร์ต่อ session 4 ชั่วโมง คิดเป็นส่วนต่างประมาณ 100 เท่า. ตัวเลขนี้ Jack Roberts ระบุชัดว่าเก็บในช่วงโปรโมชันก่อนวันที่ 5 พฤษภาคม หลังจากนั้นราคาจะขยับขึ้นแต่ยังคงถูกกว่า Opus อย่างมีนัยสำคัญ.
| โมเดล | ต้นทุนโดยประมาณต่อ session | หมายเหตุของ Jack Roberts |
|---|---|---|
| Claude Opus 4.7 | ~$62.50 | baseline งานที่ใช้ Claude Code ตรงๆ |
| DeepSeek V4 Flash | ~$0.20 (4 ชั่วโมง) | ราคาช่วงโปรโมชันก่อน 5 พ.ค. |
| DeepSeek V4 (รุ่นเต็ม) | ถูกกว่า Opus อย่างมีนัยสำคัญ | ยังอยู่ในหลักไม่กี่ดอลลาร์ |
สิ่งที่ Jack Roberts เตือนคู่กันคือคำว่า "ฟรี" ผ่าน OpenRouter ที่หมุนโมเดลฟรีไปเรื่อยๆ นั้น ในทางปฏิบัติแล้วโดน rate limit หนักจนแทบใช้งานไม่ได้ และคุณภาพก็ต่ำกว่า ซึ่งสุดท้ายต้องเรียกซ้ำหลายรอบจนแพงกว่าจ่าย DeepSeek ตรงๆ ไม่กี่ดอลลาร์เสียอีก. นี่คือเหตุผลที่ Jack Roberts แนะนำให้เติม $2-$5 เข้าบัญชี platform.deepseek.com มากกว่าฝืนใช้ของฟรี.
ในคลิป Jack Roberts ยังเสริมว่า benchmark ที่ DeepSeek V4 ทำได้ก็ไม่ได้น้อยหน้า โดยอ้างถึง SWE-bench Verified, Terminal Bench และ MCP Atlas ซึ่งคะแนนเทียบกับ Sonnet 4.6 และ Opus 4.7 อยู่ในระดับใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม Jack Roberts ย้ำว่า benchmark เป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือพฤติกรรมจริงในงานจริง ซึ่งเป็นเหตุผลที่เขาทดสอบเองและสรุปออกมาเป็น matrix การเลือกใช้โมเดล (ดูหัวข้อถัดไป).
3. วิธี setup: dual terminal และ proxy server
ขั้นตอนที่ Jack Roberts สาธิตในคลิปสามารถทำตามได้ภายในไม่กี่นาที โดยไม่ต้องมีพื้นฐาน DevOps หนัก โครงสร้างหลักคือใช้ proxy server ตัวเล็กไปดักการเรียก Claude API แล้ว route เข้า DeepSeek แทน จากนั้นตั้ง shortcut สอง command ให้แยกขั้วกันชัดเจน.
ลำดับที่ Jack Roberts แนะนำในคลิปมีดังนี้
- สมัครบัญชีที่
platform.deepseek.comแล้วเติมเงินเข้าระบบประมาณ $2-$5 - เข้าเมนู API Keys ทางซ้ายมือ คัดลอก API key เก็บไว้
- เปิด GitHub repo ของ proxy server (ตัวที่ Jack Roberts ใช้เป็น repo ที่กำลังขึ้น trending) คัดลอก URL
- กลับมาที่ IDE (ในคลิปใช้ Anti-Gravity) แล้วบอก Claude Code ให้ clone repo นี้ พร้อมส่ง DeepSeek API key เข้าไปตั้งค่า
- ขอ Claude Code สร้าง shortcut สอง command คือ
claudeสำหรับ terminal ที่ยังเรียก Claude ปกติ และdsสำหรับ terminal ที่ route ไป DeepSeek - เปิด terminal ใหม่ พิมพ์
dsเพื่อทดสอบว่า DeepSeek ตอบกลับมาจริง ถ้าถามว่า "เป็นโมเดลอะไร" ตัวมันอาจตอบว่าเป็น Claude Sonnet 4.6 ซึ่ง Jack Roberts อธิบายว่าเป็นเพราะ DeepSeek อ่าน metadata ของ harness ไม่ใช่เพราะตัวโมเดลสับสน
หลังจากนี้จะมี terminal พร้อมใช้สองตัวขนานกัน ตัวหนึ่งคือ Claude Code ตามปกติ อีกตัวคือ Claude Code ที่ปลายทางสลับเป็น DeepSeek V4 ทั้งคู่อยู่ใน harness เดียวกัน เรียก skill เดียวกัน และเข้าถึง project file ชุดเดียวกัน.

ในคลิป Jack Roberts ทดสอบการเรียก skill ผ่าน DeepSeek terminal โดยใช้ skill ส่วนตัวของเขาที่ชื่อ bit.ly skill เพื่อย่อ URL ผลลัพธ์คือ DeepSeek เรียก skill ได้ตรงคำสั่ง ซึ่ง Jack Roberts บอกว่า "เป็นจุดที่กังวลที่สุดมาตลอด" เพราะ Claude Code จะใช้คุณภาพได้แค่ไหนขึ้นกับว่าโมเดลข้างใต้เรียก skill ได้ดีพอหรือไม่.
4. กฎการเลือกใช้: Claude สำหรับดีไซน์, DeepSeek สำหรับ heavy lifting, Codex สำหรับ review
จุดที่ทำให้สูตรนี้ใช้งานได้จริงไม่ใช่แค่ "เปลี่ยนทุกอย่างไปเป็น DeepSeek" แต่คือการรู้ว่างานแบบไหนควรเรียกโมเดลไหน. Jack Roberts สรุป matrix ออกมาในคลิปดังนี้
- Claude (Opus/Sonnet) เหมาะกับงานที่ต้องใช้รสนิยมและความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ visual design, UI/UX polish, multi-file refactor, การเขียน documentation และการตัดสินใจที่ต้องอาศัยภาพรวม. Jack Roberts เรียก Claude ว่าเป็น "design king"
- DeepSeek V4 เหมาะกับงานที่เป็น heavy lifting หลังบ้าน ได้แก่ algorithmic problem, unit test, automation, quick script, งาน backend ที่ไม่เกี่ยวกับการมองเห็น. Jack Roberts อธิบายว่าเป็นงานหลังบ้านที่ไม่ต้องใช้สายตา
- Codex (GPT-5 Codex ผ่าน ChatGPT Plus) เหมาะกับ code review และ audit หลังจากที่งานหลักเขียนเสร็จแล้ว เพื่อให้มีตาที่สามมาตรวจ ใช้สิทธิ์ ChatGPT Plus ที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

ในคลิปยังมีตัวอย่างจริงที่ Jack Roberts สร้างเว็บกาแฟชื่อ Homelander Coffee โดยให้ Claude รับผิดชอบงานดีไซน์สไตล์ Apple (เรียก design system จาก awesome-design.md และ component repo ที่มีดาวกว่า 100,000 ดวง) ส่วน DeepSeek รับงานสร้าง ROI calculator ฝั่ง backend ที่ใช้ตัวแปรหลายตัว เช่น ปริมาณคาเฟอีนที่บริโภค, hourly rate, ชั่วโมงทำงานต่อวัน, ความไวต่อคาเฟอีน และชั่วโมงนอนต่อวัน. Jack Roberts บอกตรงๆ ว่าถ้าให้ DeepSeek ดีไซน์เองตั้งแต่ต้น "มันคงนั่งวาดด้วยสีเทียนอยู่มุมห้อง" แต่เมื่ออยู่ใน design framework ที่ Claude วางไว้ก่อน DeepSeek จัดการ logic ส่วนที่เหลือได้แม่น.
Tip: หลักการที่ Jack Roberts สรุปคือ "อะไรที่ต้องใช้สายตาให้ Claude, อะไรที่ไม่ต้องใช้สายตาให้ DeepSeek, อะไรที่ต้องตรวจให้ Codex" ใครคุ้นกับ workflow แบบ pair programming จะจับจังหวะนี้ได้เร็ว เพราะหน้าที่ของแต่ละโมเดลแยกตาม role ไม่ใช่ตาม preference ส่วนตัว.
ในคลิป Jack Roberts ยังโชว์ทางเลือก "ฟรี 100%" สำหรับคนที่ไม่อยากเติมเงินด้วย โดยเปลี่ยนปลายทางจาก DeepSeek เป็น OpenRouter พร้อมตั้งให้หมุนโมเดลฟรีที่ไม่ค่อยติด rate limit เช่น Qwen Coder หรือ Nemotron 3 Super อย่างไรก็ตาม Jack Roberts ย้ำซ้ำว่าเส้นทางนี้ "ฟรีจริง แต่ใช้งานยาก" และแนะนำให้เริ่มที่ DeepSeek เสียค่าเติม $2-$5 จะคุ้มกว่ามาก.
5. ข้อจำกัดที่ต้องระวัง: ข้อมูลสำคัญห้ามแปะลง DeepSeek
ก่อนตัดสินใจย้ายงานทั้งหมดไป DeepSeek Jack Roberts วาง guardrail หลายชั้นไว้ในคลิป เพราะถึงราคาจะลด 100 เท่า แต่ลักษณะของโมเดลที่โฮสต์ในจีนทำให้บางบริบทใช้ไม่ได้
- ห้ามแปะ URL ดิบ, API key, หรือข้อมูลความลับลงในช่อง chat ของ DeepSeek เด็ดขาด. Jack Roberts ใช้คำว่า "big big big no no" เพราะข้อมูลในแชทถือว่าหลุดออกไปเมื่อไรก็ได้
- ประเด็นการเซ็นเซอร์: ถ้าจำเป็นต้องคุยเรื่องอ่อนไหวอย่างเหตุการณ์เทียนอันเหมินก็อย่าเลือก DeepSeek เพราะตัวโมเดลถูก filter ไว้ Jack Roberts บอกตรงๆ ว่าโมเดลใดๆ ก็มี filter ในแบบของตัวเอง แต่ DeepSeek ชัดเจนเป็นพิเศษ
- องค์กรที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำกับเข้ม เช่น healthcare, finance, ข้อมูลคนไข้, ข้อมูล IP เชิงพาณิชย์ที่อ่อนไหว Jack Roberts แนะนำให้กัน DeepSeek ออกจากภาพไปก่อน เพราะข้อมูลที่ส่งเข้า API ปลายทางอยู่ในจีน
Jack Roberts ตั้งโจทย์ว่ากลุ่มที่เหมาะกับสูตรนี้คือ solo dev ที่กำลังเปลือง Claude credit ของตัวเอง, คนที่กำลังเรียน Claude Code workflow, ทีม open source, การทำ prototype หรือสคริปต์ที่โยนทิ้งได้. กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วต่ำ จึงได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงเต็มที่ ส่วนทีม corporate ยังคงควรใช้ Claude หรือ Codex ตรงๆ ตาม nature ของงาน.
6. สรุป: สูตรของ Jack Roberts และของจริงที่นำกลับมาใช้
Jack Roberts ปิดคลิปด้วยการสรุปว่า DeepSeek V4 ช่วยกดต้นทุน แต่ไม่ได้ทำให้งานดีขึ้นด้วยตัวมันเอง สิ่งที่ทำให้ผลงานดีขึ้นคือ skill และระบบที่อยู่ข้างหน้า ส่วน DeepSeek เป็นเพียงเครื่องยนต์ราคาประหยัดที่เข้ามาทำงานหลังบ้าน. กรอบการตัดสินใจที่ Jack Roberts ใช้ในคลิปสรุปได้สามข้อ
- อะไรที่ต้องใช้สายตาให้ Claude เช่น visual, UI/UX, multi-file refactor, docs
- อะไรที่ไม่ต้องใช้สายตาให้ DeepSeek เช่น algorithm, unit test, automation, backend
- อะไรที่ต้องตรวจให้ Codex ผ่าน ChatGPT Plus ที่มีอยู่แล้ว
สูตร dual terminal ของ Jack Roberts ไม่ได้แทนที่ Claude Code แต่ขยายขอบเขตให้กว้างขึ้น โดยให้ harness เดียวเรียกโมเดลปลายทางได้หลายตัว และให้ผู้พัฒนาเลือก route งานตามลักษณะของงาน ไม่ใช่ตามราคาเพียงอย่างเดียว.
Note: คลิปต้นทางบันทึกในช่วงที่ DeepSeek ปล่อยโปรโมชันก่อนวันที่ 5 พฤษภาคม ดังนั้นตัวเลข 100 เท่าจึงเป็น snapshot ของช่วงเวลานั้น หลังโปรโมชันจบ ส่วนต่างยังคงสูง แต่อาจไม่ถึง 100 เท่าเป๊ะๆ ตามที่ Jack Roberts เตือนไว้.
ที่มา: คลิป DeepSeekV4 + Claude Code = 100X Cheaper โดย Jack Roberts (ดูฉบับเต็ม 16:49 นาทีพร้อม demo จริง).





ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความเห็น!