หนังสือเก่า 1,000 เล่มกับ AirTag หนึ่งตัว พาไปเจอคลัง Amazon ที่เลาะสันหนังสือสแกนเป็นข้อมูลฝึก AI
Amazon กว้านซื้อหนังสือกระดาษล็อตใหญ่ไปเลาะสันสแกนเป็นข้อมูลฝึก AI แล้วเล่มจริงก็จบชีวิตในขั้นตอนนั้น ร่องรอยที่ทำให้เรื่องนี้โผล่ขึ้นมาคือ AirTag ตัวเดียวในออร์เดอร์หนังสือมือสองราว 1,000 เล่ม

หนังสือมือสองเล่มหนึ่งเดินทางข้ามประเทศไปจบที่คลังสินค้าของ Amazon ในลาสเวกัส ในเล่มนั้นมี AirTag ของ Apple ซึ่งเป็นเครื่องติดตามขนาดเท่าเหรียญซ่อนอยู่ คนที่ใส่มันไว้อยากรู้เรื่องเดียว คือใครกันแน่ที่กว้านซื้อหนังสือเก่าคราวละเป็นพันเล่มจากร้านหนังสือมือสองแบบไม่เกี่ยงราคา
คำตอบอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของลาสเวกัส พนักงานที่ทำงานในคลังแห่งนั้นเล่าตรงกันว่างานประจำวันของพวกเขาคือรับหนังสือกระดาษที่ส่งเข้ามาเป็นล็อตใหญ่ จากนั้นเลาะสันออกแล้วป้อนเข้าเครื่องสแกน ตัวเล่มเสียสภาพไปในขั้นตอนนั้น ส่วนข้อความข้างในกลายเป็นข้อมูลฝึกโมเดล AI
เรื่องนี้เพิ่งเปิดเผยเมื่อ 17 สิงหาคม 2026 และเป็นครั้งแรกที่ปฏิบัติการกว้านซื้อหนังสือของ Amazon โผล่ออกมาเป็นเรื่องเป็นราว ทำให้ภาพจำเรื่องข้อมูลฝึก AI เปลี่ยนไปพอสมควร เพราะภาพที่ติดตากันมาคือบอตไล่เก็บข้อความตามหน้าเว็บ แต่เส้นทางนี้เริ่มจากของที่จับต้องได้ มีคนจ่ายเงินซื้อ มีรถขนส่ง แล้วจบที่การเลาะสันในโกดัง
ก่อนหน้านี้มีแต่ออร์เดอร์ประหลาด ไม่มีใครรู้ว่าใครสั่ง
คนขายหนังสือเก่าเจอรูปแบบเดิมซ้ำๆ มาพักใหญ่แล้ว มีออร์เดอร์ก้อนโตเข้ามาทางตลาดออนไลน์ แต่ละครั้งสั่งหนังสือจำนวนมาก ไม่ต่อราคา และไม่บอกว่าจะเอาไปทำอะไร ตลาดที่คนพูดถึงบ่อยคือ Biblio ตลาดออนไลน์สำหรับร้านหนังสือมือสองและหนังสือหายาก
ในวงการเดากันมานานว่าปลายทางน่าจะเป็นบริษัท AI ที่ต้องการหนังสือไปสแกนทำข้อมูลฝึก แต่เดาก็คือเดา ออร์เดอร์ที่ไม่ระบุตัวตนไม่ได้บอกอะไรเลยว่าของไปถึงมือใคร และไปถึงแล้วเจอกับอะไรต่อ ข้อสงสัยนี้จึงค้างคาอยู่แบบนั้นเพราะไม่มีใครตามของไปดูถึงปลายทางได้
อีกคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดๆ คือทำไมต้องเป็นหนังสือกระดาษ ทั้งที่ข้อความบนเว็บเก็บง่ายกว่ามาก สิ่งที่หนังสือเก่าและหนังสือหายากมีเหมือนกันคือข้อความที่ไม่เคยขึ้นไปอยู่บนอินเทอร์เน็ตให้บอตไล่เก็บ หนังสือที่เลิกพิมพ์ไปนานแล้ว ตำราเก่า และงานที่พิมพ์ครั้งเดียวจบ อยู่ในกลุ่มนี้
AirTag ตัวเดียวในพันเล่ม
เดือนกรกฎาคม ร้านหนังสือแห่งหนึ่งได้ออร์เดอร์ก้อนใหญ่ผ่าน Biblio ราว 1,000 เล่ม เจ้าของร้านจึงแอบใส่ AirTag ไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งของออร์เดอร์นั้น แล้วส่งของออกไปตามปกติ
สัญญาณพาไปจบที่คลัง LAS8 ของ Amazon ทางตะวันออกเฉียงเหนือของลาสเวกัส เจาะจงลงไปอีกคือมุมที่เป็นพื้นที่ของทีมภายในที่เรียกกันว่า VGT3
ป้ายที่ประตูทางเข้าบอกชัดจนชวนตกใจว่าทีมนี้ทำอะไร บนป้ายเป็นวงกลมสีดำที่มีไดโนเสาร์อ้าปากเห็นฟัน และมีหนังสือกางอยู่ตรงหน้า

เลาะสันเพื่อความเร็ว แล้วตัวเล่มก็หายไปเลย

เหตุผลที่ต้องเลาะสันคือความเร็ว หนังสือที่แยกเป็นแผ่นแล้วสแกนได้เร็วกว่าเล่มที่ยังเย็บติดกันอยู่ ผลที่ตามมาของขั้นตอนนี้คือสิ่งที่เหลืออยู่หลังจากนั้นเป็นกองกระดาษที่ประกอบกลับไม่ได้ ไม่ใช่หนังสืออีกต่อไป
การซื้อหนังสือตามปกติคือการย้ายเล่มจากชั้นหนึ่งไปอีกชั้นหนึ่ง เล่มยังอยู่ ยังส่งต่อได้ ยังกลับเข้าตลาดมือสองได้อีกรอบ แต่หนังสือที่เข้าคลังนี้เหลือเพียงข้อความ ไม่เหลือตัวเล่มไว้ให้ใครอีก
ตัวติดตามยืนยันได้แค่ปลายทาง

สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือ AirTag ไม่ได้พิสูจน์เรื่องการสแกน ตัวติดตามพิสูจน์ได้แค่อย่างเดียวว่าหนังสือเดินทางไปหยุดอยู่ที่ไหน คำอธิบายว่าที่นั่นทำอะไรกับหนังสือมาจากคำบอกเล่าของพนักงานที่ทำงานอยู่ตรงนั้น อีกทางหนึ่งคือวงสนทนาในเว็บบอร์ดของคนทำงาน Amazon ที่พูดถึงการสแกนหนังสือปริมาณมหาศาลของทีม VGT3 ตรงกัน
หลักฐานสองส่วนนี้ทำหน้าที่คนละด้าน ตัวติดตามบอกว่าของไปที่ไหน ส่วนคำบอกเล่าช่วยอธิบายว่าที่นั่นเกิดอะไรขึ้น พอข้อมูลทั้งสองอย่างชี้ไปทางเดียวกัน เรื่องที่เคยเป็นแค่ข้อสงสัยในวงการหนังสือเก่าก็มีน้ำหนักขึ้นมา
สิ่งที่ยังไม่มีคำตอบก็ยังคงไม่มีอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่สแกนออกมาถูกนำไปใช้ฝึกโมเดลตัวไหน ใช้กับสินค้าอะไร และหนังสือทั้งหมดที่ผ่านคลังนี้มีจำนวนเท่าไร คำว่าล็อตมหึมาเป็นเพียงคำบอกเล่าของคนที่ทำงานอยู่ในคลัง ไม่ใช่ตัวเลขที่มีใครนับให้ดู
อีกอย่างที่ควรแยกให้ชัดคือหนังสือพวกนี้ผ่านการซื้อขายจริง มีร้านหนังสือที่ได้เงินจากออร์เดอร์นั้นจริง ไม่ใช่ไฟล์ที่ไปโหลดมาฟรีๆ ประเด็นของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่วิธีที่ได้หนังสือมา แต่อยู่ที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหนังสือหลังจากนั้น
หนังสือที่พิมพ์แล้วไม่มีปุ่มบล็อกบอต
เครื่องมือที่พูดถึงกันบ่อยเวลาจะกัน AI ไม่ให้เอาเนื้อหาไปเรียน เป็นเครื่องมือของฝั่งเว็บ ตั้งแต่การบล็อกบอตไม่ให้เข้ามาเก็บข้อมูล ไฟล์ robots.txt ที่บอกบอตว่าเข้าหน้าไหนได้บ้าง ไปจนถึงการปิดเนื้อหาไว้หลังระบบสมาชิก เครื่องมือกลุ่มนี้ทำงานได้เพราะเนื้อหายังอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ที่เจ้าของควบคุมได้เอง
หนังสือที่พิมพ์ออกมาเป็นเล่มแล้วไม่มีสวิตช์แบบนั้น พอมีคนจ่ายเงินซื้อไป มันก็ออกจากมือคนขายไปเลย เจ้าของร้านไม่รู้ว่าหนังสือจะไปอยู่กับนักสะสม ไปอยู่ในห้องสมุด หรือเข้าเครื่องสแกนในโกดัง และไม่มีขั้นตอนไหนของการซื้อขายที่กำหนดให้ต้องแจ้ง
เวลาพูดถึงต้นทุนที่จับต้องได้ของ AI เรามักนึกถึงศูนย์ข้อมูลกับภาระไฟฟ้า เพราะเป็นเรื่องใหญ่และวัดเป็นตัวเลขได้ แต่คลังที่มีคนนั่งเลาะสันหนังสือทั้งวันก็เป็นต้นทุนที่จับต้องได้เหมือนกัน แค่อยู่คนละส่วนของห่วงโซ่ และแทบไม่เคยโผล่มาให้เห็น
ครั้งหน้าที่มีใครบอกว่าโมเดลตัวหนึ่งเรียนมาจากข้อมูลอะไร คำถามที่น่าถามต่อคือข้อมูลชุดนั้นมาจากไหน มาจากเว็บที่เจ้าของเนื้อหายังพอมีเครื่องมือกันไว้ได้ หรือมาจากของจริงที่ซื้อขายกันจบไปตั้งแต่ต้นทาง
ข้อความมหาศาลที่ไหลผ่านอินเทอร์เน็ตเข้าไปในโมเดล ไม่มีใครแอบใส่เครื่องติดตามเพื่อตามไปดูได้ เรื่องนี้รู้ได้เพราะหนังสือยังเป็นของที่มีน้ำหนัก มีกล่อง และมีที่อยู่จัดส่ง ข้อมูลฝึก AI ส่วนที่ตรวจสอบได้จริงจนถึงตอนนี้ จึงเป็นส่วนที่ยังไม่ทันกลายเป็นไฟล์
ชอบเรื่องแนวนี้ มีอีบุ๊คฟรีให้อ่านต่อ
ChatGPT Work ฉบับเข้าใจง่าย มอบงานให้ AI ทำจนจบ ตั้งแต่งานแรกจนถึงงานอัตโนมัติ พร้อม workflow ใช้ได้จริง 8 แบบ
กดสมัครแล้วเราจะส่งเทคนิค AI และของแจกใหม่ๆ ให้ทางอีเมล เลิกรับได้ตลอด
Claude Cowork · The Business Playbook

ฉบับภาษาไทย 15 บท เรียนรู้ผ่านโปรเจกต์จำลองต่อเนื่องทั้งเล่ม ตั้งแต่ตั้งค่า Workspace จัดการไฟล์ เชื่อมแอป ตั้งระบบอัตโนมัติ จนถึงสร้าง Plugin


