หลายคนเปิด Obsidian คู่กับ Claude Code แล้วใช้มันเป็นแค่ที่อ่านไฟล์ markdown เท่านั้น ช่อง Chase AI ออกคลิปชื่อ "This Claude Code + Obsidian Command Center is INSANE" ความยาวราว 16 นาที เพื่อชี้ว่าวิธีใช้แบบนี้คือการพาสองเครื่องมือไปผิดทาง เพราะปล่อยคุณค่าจำนวนมากทิ้งไว้ ในคลิป Chase สาธิตวิธียกระดับ Obsidian ให้กลายเป็น command center ของสิ่งที่เขาเรียกว่า Claude OS โดยมี integrated terminal สำหรับรัน Claude Code, observability ที่ทำขึ้นเอง และ skills กับ automation ที่ใช้บ่อยอยู่ห่างแค่คลิกเดียว จากนั้นเขาไล่อธิบายว่าระบบนี้ทำงานยังไง ต้องคิดอะไรบ้างถ้าจะสร้างเอง และมีอะไรอยู่ใต้ฝากระโปรง บทความนี้สรุปและเล่าตามโครงของคลิปช่อง Chase AI ทั้งหมด โดยไม่เพิ่มข้อมูลนอกเหนือจากที่คลิปกล่าวไว้
1. ทำไม Chase บอกว่าคนส่วนใหญ่ใช้ Claude Code กับ Obsidian ผิดวิธี
ประโยคเปิดของคลิปช่อง Chase AI พูดตรง ๆ ว่า คนส่วนใหญ่ใช้ Claude Code ร่วมกับ Obsidian ผิดวิธี ถ้าแค่เปิด Claude ขึ้นมาใน vault แล้วใช้ Obsidian เป็นที่อ่าน markdown ก็เท่ากับทิ้งคุณค่าจำนวนมากไว้บนโต๊ะ ในมุมของ Chase เครื่องมือสองตัวนี้ทำได้มากกว่านั้นมาก และตัวอย่างที่เขายกขึ้นมาคือสิ่งที่เขาเรียกว่า command center
Chase อธิบายในคลิปว่า command center ของเขาดึงจุดแข็งของสองเครื่องมือมารวมกัน ด้านหนึ่งเขายังใช้ Claude Code แบบเดิมที่คุ้นเคยใน terminal ผ่าน integrated terminal ที่ฝังอยู่ในหน้าจอ อีกด้านหนึ่ง เขาได้ประโยชน์จากระบบนิเวศ Obsidian ไปพร้อมกัน ทั้ง vault ที่เห็นไฟล์ markdown ทุกไฟล์ และ panel ที่เป็น custom plugin ซึ่ง Chase ย้ำว่า Claude Code เขียนพลั๊กอินตัวนี้ขึ้นมาเอง
จุดที่คลิปเน้นคือ command center นี้ทำขึ้นเองทั้งหมด (custom) ทุกอย่างที่เห็นบนหน้าจอผูกกับสิ่งที่ Chase ต้องดูในงานประจำวันของตัวเอง โดยงานของเขาเน้นด้านคอนเทนต์ Chase ชี้ว่าการรู้วิธีสร้างของแบบนี้เพิ่มคุณค่าได้มาก โดยเฉพาะกับคนที่ทำงานคนเดียวเป็นหลัก เพราะเมื่อสร้างระบบแบบนี้ขึ้นมา ความสัมพันธ์ระหว่าง Claude Code กับ Obsidian จะกลายเป็นแบบ symbiotic นั่นคือใช้ Claude Code ในแบบที่มี memory construct และทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป นี่คือแก่นที่คลิปย้ำตั้งแต่ต้น
2. ภายใน Command Center ของ Chase ประกอบด้วยอะไรบ้าง
ในคลิป Chase พาดูองค์ประกอบของ command center บนหน้าจอจริง ทางซ้ายคือ vault ทั้งชุดที่เห็นไฟล์ markdown ทุกไฟล์ได้ง่าย ตรงกลางคือ integrated terminal ที่เขาใช้รัน Claude Code แบบเดิม ส่วนอีกฝั่งคือ custom plugin ที่ Chase ระบุชัดว่าเป็นโค้ดที่ Claude Code เขียนขึ้น เพื่อแสดง observability หรือรายงานเชิงภาพที่ปกติไม่ได้จาก terminal เพียว ๆ

ตามที่คลิปนำเสนอ ส่วน observability ของ Chase แบ่งเป็นสามโซน โซนแรกคือ Overview ซึ่งเป็นหน้าที่เขานั่งดูเป็นปกติ แสดงตั้งแต่ subscription ของแต่ละแพลตฟอร์ม จำนวน follower ข้ามทุกแพลตฟอร์ม ตารางงานของวันนั้น daily task, token burn รอบ 5 ชั่วโมง ไปจนถึงคลิปล่าสุดที่เพิ่งอัปโหลด โซนที่สองคือ Audience สำหรับเจาะลึกว่าแต่ละช่องทำผลงานเป็นยังไง เช่น ช่อง YouTube อะไรเวิร์ก อะไรไม่เวิร์ก โซนที่สามคือ Research ที่ Chase แสดง GitHub ที่ trending ในรอบ 7 วันที่เกี่ยวกับ AI, Hacker News และสิ่งที่เขาเรียกว่า pulse ของวงการ AI โดยรวม ทั้งพาดหัวข่าว บทสนทนาบน X, YouTube ที่กำลังมา และ content opportunities
Chase ชี้ว่าจุดเด่นไม่ได้อยู่ที่เขาเลือกแสดงอะไร แต่อยู่ที่การเปลี่ยนหรือเพิ่มอะไรก็ได้ด้วย prompt เดียวใน Claude Code นอกจากนี้ คลิปยังแสดงว่า automation หลายตัวผูกกับสิ่งที่เห็นเป็นภาพ เช่น ถ้าคลิกเข้าไปดู GitHub trending แบบเต็ม จะเห็นรายการครบทั้ง 10 repo ที่สร้างใน 7 วันล่าสุดที่เกี่ยวกับ AI พร้อม 5 อันดับแรก เพราะเป็น Obsidian จึงคลิกเข้าไปดูในนั้นได้ทันที อีกทั้งยังมี web viewer ที่เปิดเป็น browser ในหน้าเดียวกันได้ ส่วนปฏิทินที่อยู่ขวามือ Chase อธิบายว่าไม่ใช่พลั๊กอินพิเศษ แต่เป็นแท็บ browser ที่ pin ไว้เฉย ๆ ซึ่งใช้ได้ดีพอสำหรับเขา
Note: ตามที่คลิปช่อง Chase AI สรุปไว้ ภาพรวมคือยังทำงานทุกอย่างใน Claude Code ผ่าน terminal ได้ตามปกติ แต่ได้ observability หรือรายงานเชิงภาพเพิ่มขึ้นมา ซึ่งปกติ terminal เพียว ๆ ให้ไม่ได้ Chase บอกว่าเขาชอบ terminal แต่ terminal ก็มีจุดอ่อน นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนใช้ IDE อย่าง VS Code
3. เรื่องแรกที่ต้องคิด: observability จะให้แสดงอะไร และออกแบบหน้าตายังไง
หลังพาดูของจริง คลิปช่อง Chase AI แยกสิ่งที่ต้องคิดออกเป็นสองเรื่อง เรื่องแรกคือส่วน observability ว่าจะให้มันแสดงอะไร Chase บอกว่าเขาแบ่งเป็นสามโซนคือ Overview, Audience และ Research ตามที่กล่าวไปแล้ว แต่คำถามที่แต่ละคนต้องตอบเองคือ ระหว่างเขียนโค้ดหรือใช้ Claude Code อยู่ ต้องการเห็น metric อะไร Chase ยกตัวอย่างว่าเคยคุยกับคนที่ทำหลายธุรกิจ โดยแต่ละแท็บใน OS ของเขาผูกกับธุรกิจหนึ่ง หรือแม้แต่ persona หนึ่ง เช่น บางทีสวมหมวกเจ้าของธุรกิจ บางทีสวมหมวก dev คลิปย้ำว่าคำตอบนี้ไม่มีสูตรสำเร็จ ขึ้นอยู่กับว่าใครต้องการ track อะไรจริง ๆ
Chase ชี้ในคลิปว่า ตามอุดมคติแล้วคำตอบควรผูกกับสิ่งที่ทำอยู่แล้ว เขายกตัวอย่าง morning brief หรือ morning report ซึ่งเป็นรายงานที่เขาทำเป็นประจำในรูป skill ดังนั้นแทนที่จะปล่อยให้ workflow, skills และ automation เหล่านี้ซ่อนอยู่ในไฟล์ markdown ที่นาน ๆ เปิดดูที ก็เอามารวมไว้ในที่เดียวให้เห็นง่าย ตามที่คลิปนำเสนอ รูปแบบที่เป็นไปได้มีนับล้านแบบ สิ่งที่ต้องทำคือคุยไป-กลับกับ Claude Code เพื่อหาไอเดีย และไม่จำเป็นต้องคิดให้ออกตั้งแต่ครั้งแรก เพราะสลับเปลี่ยนทีหลังไม่ยาก
สำหรับการออกแบบหน้าตา Chase แนะนำในคลิปว่าทริกที่ดีคือใช้ Claude Design ช่วย โดยให้ Claude Design สร้าง prototype เสมือนกำลังทำเว็บแอป เพราะสุดท้ายมันจะกลายเป็นพลั๊กอิน command center และพลั๊กอินนี้ก็เป็นโค้ดที่ Claude Code เขียน Chase บอกให้สั่ง Claude Design สร้างหลายเวอร์ชัน เช่น สาม สี่ ห้าแบบที่สไตล์ต่างกันโดยสิ้นเชิง แทนที่จะดูแบบเดียว ตัวเขาเองรู้อยู่แล้วว่าอยากได้สไตล์ดำกับส้ม (black and orange) แต่การให้สร้างหลาย macro variant ช่วยให้ค่อย ๆ เจอสไตล์ที่ชอบได้ในที่สุด
4. เรื่องที่สองที่ต้องคิด: ปุ่มลัด skills/automations และ Obsidian plugin ที่ควรเปิด
เรื่องที่สองที่คลิปช่อง Chase AI บอกให้คิดคือ ต้องการตั้ง shortcut สำหรับ skills และ automation ที่ใช้บ่อยหรือไม่ ในคลิป Chase ชี้ให้ดูปุ่ม skills และ automation ที่เขาใช้บ่อยที่สุดในงานประจำวัน เช่น plan today ที่ออกไปดึงทุกอย่างจากปฏิทิน ดูอีเมล แล้วสร้าง daily task, YT pipeline ที่ค้นหาสิ่งที่ต้องการบน YouTube ได้เฉพาะเจาะจง รวมถึง weekly review และ morning brief ทั้งหมดนี้ทำขึ้นเอง Chase บอกว่าการมีปุ่มให้กดง่าย ๆ ซึ่งมักสร้างผลลัพธ์ออกมาเป็นรายงาน สะดวกกว่าการทำเองด้วยมือใน Claude หรือเปิด terminal อีกตัวมารัน
คลิปอธิบายว่าเบื้องหลังของปุ่มเหล่านี้คือการเรียก Claude แบบ headless ขึ้นมารัน จึงไม่ไปยุ่งกับ session ที่กำลังใช้งานอยู่ Chase ระบุว่าส่วนนี้คือแก่นของ command center และปรับแต่งได้เต็มที่ตามสิ่งที่ต้องการเห็น โดยย้ำว่าทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ Claude Code สร้างผ่านพลั๊กอิน
ตามที่คลิปนำเสนอ ถัดจากตัวพลั๊กอินคือ Obsidian plugin และของในระบบนิเวศ Obsidian เอง Chase ชี้ว่ามีของฟรีที่ควรเพิ่ม ได้แก่
- terminal สำหรับฝัง integrated terminal เข้ามาในหน้าจอ
- hot reload เพื่อที่เมื่อมีการแก้หรือให้ Claude Code แก้ จะไม่ต้องรีสตาร์ท Obsidian ใหม่ทุกครั้ง
- iconize ที่ทำให้มีไอคอนเล็ก ๆ ข้างโฟลเดอร์ทุกอัน
- web viewer ซึ่งเป็น core plugin ที่ Chase บอกว่าโดยปกติไม่เปิดให้อัตโนมัติ ต้องไปเปิดเอง เมื่อเปิดแล้วคลิกลิงก์วิดีโอจะเปิดในนั้นได้เลย ไม่ต้องเด้งไป Chrome อีกหน้าต่าง
Chase ย้ำในคลิปว่าทุกอย่างปรับเองได้หมด เช่น อยากเพิ่มแท็บอะไรขึ้นมาด้านบนก็ทำได้ และนั่นคือข้อดีของ Obsidian ที่มีรูปแบบให้สร้างได้หลากหลายมาก
5. file structure, claude.md, ต้นทุน Claude-P และ payoff แบบ symbiotic
อีกเรื่องที่คลิปช่อง Chase AI บอกว่าต้องจัดการให้ดีถ้าจะไปทาง Obsidian command center คือโครงสร้างไฟล์ระหว่าง Obsidian กับ Claude Code Chase อธิบายว่าถ้าจะใช้ Claude Code กับ Obsidian และวางแผนให้มีเอกสารระดับหลักพันหลายพันชิ้น ต้องมีโครงไฟล์ที่เข้าใจได้ โครงที่พบบ่อยคือ Karpathy file structure ซึ่งมี vault เป็นราก แล้วแตกเป็นสามโฟลเดอร์ย่อยคือ raw, wiki และ output โดย raw เก็บข้อมูลดิบที่ยังไม่มีโครงสร้าง wiki เป็นรายงานหรือหน้าสรุปภายในที่เรียบเรียงจากข้อมูลใน raw และ output คือ deliverable เช่น สไลด์ Chase ยกตัวอย่างว่า ถ้าสั่งให้ทำ research เรื่อง AI agent ผลทั้งหมดจะลงไปใน raw จากนั้นนำข้อมูลนั้นมาเรียบเรียงเป็นบทความใน wiki แล้วถ้าอยากทำ slide deck เพื่อนำเสนอ ก็ไปอยู่ในส่วน output

Chase อธิบายในคลิปว่าทุกชั้นของ Obsidian ไม่ว่าจะลึกแค่ไหน จะมี index file คอยบอก Claude Code ว่าชั้นนั้นมีอะไรอยู่ ตัวอย่างเช่น ถ้าสั่งให้ Claude Code ไปดูสิ่งที่สร้างไว้เกี่ยวกับ AI agent มันจะเริ่มที่ vault ไปที่ wiki แล้วอ่าน master index ที่บอกว่ามี AI agent, rag system และ content creation จากนั้นจึงเข้าไปที่ AI agent ซึ่งมี index file อีกตัวเป็นสารบัญบอกว่ามีไฟล์อะไรบ้าง Chase ยอมรับว่าวิธีนี้อาจเกินจำเป็นถ้ามีแค่สามอย่าง แต่ให้คิดถึงตอนมีสามพันอย่าง อย่างไรก็ตาม Chase ชี้ว่าจริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องยึดชื่อ raw, wiki, output หรือระบบของ Karpathy เป๊ะ ๆ ขอแค่มีโครงที่สมเหตุสมผลและคนอื่นตามหาเอกสารได้ ของเขาเองมี archive, content, daily notes, dashboard, inbox, op, projects, raw, system และ wiki ซึ่งสุดท้ายก็ยังอยู่ในสามกลุ่มเดิม คือพื้นที่ไม่มีโครงสร้าง พื้นที่มีโครงสร้าง และพื้นที่ output ตามที่คลิปสรุป เหตุผลที่ต้องมีโครงชัดเจนคือ ถ้ามีเอกสารหลักพันแล้วไม่มีระบบที่สมเหตุสมผล Claude Code จะกิน token จำนวนมากและทำงานช้าลง จนสุดท้ายอาจต้องเพิ่มความซับซ้อนด้วยการไปใช้ระบบ rag เต็มรูปแบบแทน
ถัดจากโครงไฟล์ คลิปช่อง Chase AI ชี้ให้ใส่ใจไฟล์ claude.md ด้วย Chase บอกว่าเขายึดหลัก less is more สิ่งหลัก ๆ ที่ควรอยู่ในนั้นคือโครงสร้าง vault เพื่อให้ Claude Code รู้ว่าต้องไปหยิบของที่ไหน บวกกับ navigation pattern ว่าควรเดินผ่านแต่ละโฟลเดอร์ยังไงเพื่อหาของ และข้อมูลเรื่องชื่อไฟล์กับการจัดระเบียบ markdown ของ Obsidian Chase แนะนำว่าอย่างน้อยที่สุด claude.md ควรมีคำอธิบายโครงไฟล์ วิธี navigate และย่อหน้าสั้น ๆ เรื่อง Obsidian best practice เช่น อยากให้ใช้ wiki link ยังไง ฝังของยังไง ติด tag ยังไง เพื่อให้ Claude Code สร้างของใน Obsidian ในแบบ Obsidian ได้เต็มที่ Chase บอกว่านี่คือความสัมพันธ์แบบ symbiotic ที่แท้จริง คือ Claude Code เขียนไฟล์ในรูปแบบ Obsidian เพราะมันอยู่ใน Obsidian และทำให้คนอ่านได้ของจริงง่ายขึ้น เมื่อรวมกับ observability ที่ได้จาก command center และ integrated terminal แล้ว Chase สรุปว่าจะได้ Claude OS ที่พร้อมใช้งานมากขึ้น
เรื่องสุดท้ายที่คลิปพูดถึงคือต้นทุน โดยเฉพาะกรณีกดปุ่มแล้ว skill หรือ automation ทำงานในรูปแบบ headless ที่เรียก Claude แบบ Claude-P Chase อธิบายตามที่คลิประบุว่า การใช้ Claude Code แบบนี้จะไม่ดึงจาก max subscription อีกต่อไป แต่ทุกเดือนจะได้เครดิตเพิ่ม 200 ดอลลาร์บนแพ็กเกจ max แล้วการใช้ Claude Code แบบ headless จะดึงจากเงินก้อน 200 ดอลลาร์นั้น ปัญหาคือมันไม่ใช่ราคาที่ถูกอุดหนุนแบบ max plan แต่เป็นต้นทุนแบบ API ที่ Chase บอกว่าแพงกว่าราว 10 เท่า อย่างไรก็ตาม Chase ประเมินในคลิปว่าในการใช้งานจริงน่าจะไม่เป็นปัญหา เพราะเขาใช้ปุ่มพวกนี้ตลอดวันแต่ไม่ได้กดรัว ๆ งานหลักยังอยู่ใน terminal เป็นหลัก และถ้าเป็นปัญหาจริงก็ย้ายไปใช้ Codex headless แทนได้ Chase ระบุว่ารีแฟกเตอร์ทั้งหมดให้ทำงานบน Codex แทน Claude Code ใช้เวลาราว 5 นาที เพียงเปลี่ยนจาก Claude-P เป็น Codex headless และคุณภาพผลลัพธ์ไม่ได้ตกลง
ช่อง Chase AI ปิดท้ายคลิปว่าเขาชอบใช้ command center แบบนี้สำหรับ Claude OS ของตัวเอง และหลายคนน่าจะได้ประโยชน์ จุดสำคัญที่เขาย้ำตลอดคือมันทำขึ้นเอง ไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกคน แต่ละคนต้องปรับให้เข้ากับงานของตัวเอง ส่วนแก่นตามที่คลิปสรุปคือ เมื่อสร้างระบบแบบนี้ขึ้นมา ความสัมพันธ์ระหว่าง Claude Code กับ Obsidian จะกลายเป็น symbiotic ที่มี memory construct และทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป นี่เป็นจุดที่คลิปช่อง Chase AI ย้ำมาตั้งแต่ต้นจนจบ
ที่มา: Chase AI: This Claude Code + Obsidian Command Center is INSANE (YouTube, ช่อง Chase AI โดย Chase, 16 พ.ค. 2026)





ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความเห็น!