Nate Herk จากช่อง AI Automation ใช้เวลากว่า 100 ชั่วโมงทดสอบเครื่องมือ AI coding สองตัวที่นำตลาดอยู่ในตอนนี้แบบเทียบกันสด ได้แก่ Claude Code ของ Anthropic และ Google Antigravity ก่อนจะสรุปคำตัดสินสั้นที่สุดว่า Claude Code คิดเก่งกว่า ส่วน Antigravity ทำให้สวยกว่า บทความนี้สรุปเหตุผลของ Nate Herk จากคลิปต้นทาง และร้อยเรียงเป็นเกณฑ์ตัดสินใจสำหรับนักพัฒนาและคนทำงานชาวไทยที่ต้องเลือกลงทุนเวลากับเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง
ในคลิปของ Nate Herk เครื่องมือทั้งสองตัวอยู่บนเงื่อนไขเดียวกัน Claude Code รันด้วย Opus 4.6 ส่วน Antigravity รันด้วย Gemini 3.1 Pro จากนั้นยิงโจทย์เข้าไป 3 แบบ ได้แก่ habit tracker แบบ full-stack, รายงาน PDF เรื่องเทรนด์ AI ในตลาด SMB และ landing page ของคอร์สสอนเอเจนซีระดับ premium ผลที่ออกมาไม่ได้ชี้ว่าตัวใดดีกว่าแบบเหมารวม แต่ชี้ pattern ที่ชัดมากแทน บทความจึงเลือกเล่าตาม pattern นั้น ไม่ได้เล่าตามลำดับฟีเจอร์แบบ spec sheet
1. คำตัดสินหลัง 100 ชั่วโมง: คิดให้ลึก vs ทำให้สวย
Nate Herk สรุปท้ายคลิปว่าทั้งสามการทดลองมี pattern เดียวกัน คือ Claude Code คิดเก่งกว่า แต่ Antigravity ทำของออกมาให้ดู "มีรสนิยม" มากกว่า โดยเฉพาะงานออกแบบ UI/UX และเว็บ ส่วน Gemini ก็เร็วกว่า Opus อย่างเห็นได้ชัดในทุก task ที่ปะทะกัน ผู้ใช้ที่ต้องการ output แบบ design-first และเร็ว จึงมักถูกใจกับ Antigravity ก่อน
แต่ Nate Herk เลือกใช้ Claude Code เป็นหลัก เพราะ output quality สูงกว่า ปรับแต่งได้ลึกกว่า และ pace ของการอัปเดตจาก Anthropic ก็เร็วจนเทียบกันแทบไม่ติด เครื่องมือทั้งสองตัวจึงไม่ใช่คู่ที่ต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่งแบบตายตัว แต่เหมาะกับงานคนละประเภท ใครที่ใช้ AI coding เป็นเครื่องมือทำงานจริง ควรรู้จักทั้งสองตัว แล้วเลือกใช้ตามจังหวะของงาน
Note: บทความนี้สรุปเนื้อหาทั้งหมดจากคลิป "100 Hours Testing Claude Code vs Antigravity (honest results)" ของช่อง Nate Herk | AI Automation ชื่อช่องและเนื้อหาเป็นของผู้สร้างต้นทาง ลิงก์คลิปต้นฉบับอยู่ในส่วนท้ายของบทความ
2. ความต่างของตัวเครื่อง: terminal-first เทียบกับ IDE-first
ก่อนเข้าสู่การทดลอง Nate Herk อธิบายไว้ชัดว่าทั้งสองตัวคือ agentic coding platform ที่รับ mission ใหญ่ แตกเป็น plan สั่ง sub-agent ทำงานคู่ขนาน และเข้าถึง terminal กับ codebase ทั้งโครงการได้เหมือนกัน ความต่างอยู่ที่ "ที่ตั้ง" ของ capability เหล่านั้น
Claude Code เป็น terminal-first ติดตั้งผ่าน NPM เปิดด้วยคำสั่ง claude ในเทอร์มินัลใดก็ได้ จึงเข้ากับสภาพแวดล้อมเดิมของผู้ใช้ทันที ไม่ต้องเปลี่ยน editor, keybinding หรือ extension เดิม นอกจาก CLI ยังมี VS Code extension, desktop app และ web version ให้เลือก แต่ Nate Herk ระบุว่า terminal CLI คือโหมดที่ feature ครบที่สุดในทางเทคนิค ส่วน Antigravity คือ IDE ของตัวเองที่หลายคนเชื่อว่า fork มาจาก VS Code ผู้ใช้ต้องเปิดเป็นแอปพลิเคชันใหม่ทั้งโปรแกรม จุดที่ Antigravity ได้เปรียบคือมี manager view ที่เห็น agent หลายตัวทำงานคู่ขนานข้าม workspace และมี built-in browser agent ที่ navigate เว็บจริงได้ในตัว
วิธีคิดต่างกันชัด Claude Code ส่ง primitive ให้ผู้ใช้ประกอบ workflow บนเครื่องมือเดิมที่คุ้นเคย ส่วน Antigravity ห่อ workflow agentic ทั้งกระบวนการไว้ในสภาพแวดล้อม purpose-built ที่ผู้ใช้ต้อง "ย้ายเข้ามาอยู่"

3. การทดลองที่ 1: habit tracker เผยจุดที่ Antigravity ชนะดีไซน์
โจทย์แรกที่ Nate Herk ยิงเข้าไปคือ "build a full stack habit tracker app with a dashboard that shows streaks, a calendar heat map, and the ability to add, edit, and delete habits" เขาใช้โหมด fast บน Antigravity และ bypass permission บน Claude Code เพื่อตัดตัวแปรเรื่อง planning ออก ทั้งสองฝั่งได้ prompt เดียวกัน ไม่มี skill เสริม
Antigravity ทำเสร็จก่อน แต่เปิดครั้งแรกเจอหน้าจอขาวเปล่า ต้องสั่งให้แก้ก่อนถึงจะใช้งานได้ ส่วน Claude Code ใช้เวลานานกว่า แต่ออกมาเป็นแอปที่กดใช้งานได้ทันที มี calendar, streak, total check-in, ปุ่มเพิ่มเลือกสี และเปลี่ยนวัน ครบตามที่สั่ง ขณะที่หน้าจอของ Antigravity หลังแก้แล้วดูมีรสนิยม และทำงานในมุมต่างออกไป มีหน้า active habit, daily score และระบบ check-in รายวันที่ลื่นกว่า
Nate Herk ให้ผลของ test แรกเป็น "Claude Code คิดทาง user journey ได้ครบกว่า แต่ Antigravity ออกแบบสวยกว่า" จุดที่น่าสังเกตคือทั้งสองตัวเลือกใช้โครงสร้างไฟล์ต่างกันมาก Claude Code สร้างโฟลเดอร์ .superpowers, docs, habit-tracker เป็นชั้น ขณะที่ Antigravity สร้าง node_modules, public, src ตามแบบโครง front-end สมัยใหม่ แปลว่า harness และ model ไม่ได้พา project ไปสู่เป้าหมายด้วยเส้นทางเดียวกัน
4. การทดลองที่ 2: รายงาน PDF เทรนด์ AI ที่ Claude Code ชนะด้วยการคิด
โจทย์ที่สองคือทำรายงาน PDF ไม่เกิน 3 หน้าสรุปเทรนด์ AI ในตลาด SMB โดยทั้งสองฝั่งต้องใช้ plan mode เพื่อดูว่าใครวางแผนได้ดีกว่ากัน Nate Herk จงใจไม่บอกข้อมูล tech stack หรือ audience ของรายงาน เพื่อดูว่าฝั่งไหนจะถามคำถามที่ดีกว่ากัน
Antigravity ทำเสร็จก่อนอีกครั้ง แต่เลือกลงมือทันที ไม่ถามคำถามเพิ่ม ไฟล์ PDF ที่ส่งกลับมาไม่ได้จัดสไตล์มากนัก แม้มีหัวข้อ executive summary, key adoption trends, ROI and business impact และ strategic implementation ครบ แต่ "ไม่มี citation source" ใดๆ ผู้อ่านจึงต้องเชื่อทั้งหมดที่รายงานสรุปออกมา ส่วน Claude Code ใช้เวลานานกว่า เพราะเขียนแผน 3 หน้าก่อน ระบุชัดว่าจะใช้ HTML render เป็น PDF มี executive summary, adoption landscape, use case, business impact, challenges, workforce impact และ outlook แล้วถึงลงมือ output ที่ได้จัดสไตล์ดีกว่า มี header สี ตาราง และ "มี source อ้างอิงท้ายไฟล์" ทั้ง IDC report, business.com และ LinkedIn Economic Graph
Nate Herk ระบุชัดในคลิปว่า test นี้ให้ Claude Code เป็นผู้ชนะแบบไม่ต้องคิดมาก เพราะนอกจาก output จะดีกว่า ยังเดินแผนชัดเจนกว่า และทำในสิ่งที่งานวิจัยควรทำคือ cite source ให้ผู้อ่านตามต่อได้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่าแม้แต่ Claude Code เองก็ยังไม่ได้ "ถาม" ว่าใครเป็นผู้อ่านปลายทาง ถ้าได้เปิด brainstorm skill เพิ่มน่าจะถามได้ดีกว่านี้อีก ทั้งสองฝั่งจึงยังไม่สมบูรณ์เรื่องการถามคำถาม แต่ Claude Code คิดทางก่อนลงมือได้ดีกว่ามาก
5. การทดลองที่ 3: landing page ที่ Antigravity ชนะอีกครั้ง
โจทย์สุดท้ายคือออกแบบ landing page ของคอร์ส AI automation ระดับ premium ที่จับลูกค้าเจ้าของเอเจนซี โดยระบุ hero section, social proof, pricing table และ CTA Nate Herk จงใจไม่ให้ใช้ brainstorm skill หรือ front-end design skill บน Claude Code และสั่งห้ามถามคำถามทั้งสองฝั่ง เพื่อวัดความสามารถดิบของ harness กับ model
Antigravity ทำเสร็จก่อนอีกครั้ง ฝั่ง Claude Code ออกมาเป็น Agency AI Mastery มี hero, statistics, brand bar, curriculum 8 สัปดาห์, testimonial และ pricing table โครงสร้างครบ และ copy อ่านเข้าใจตรงประเด็น แต่ดีไซน์ออกมาแบบ "vibe-coded ที่ไม่ขี้เหร่ แต่ก็ไม่ wow" ขณะที่ฝั่ง Antigravity ออกแบบมาในนาม ora.ai มี animation, panel ลอย, สีเข้ม-ไล่ระดับ ดีไซน์ลึก และรู้สึกมีมิติมากกว่า แม้เปิด tab success stories ก็ยังเป็นหน้าเดียวที่ scroll ลื่น
Nate Herk ให้ Antigravity ชนะ test นี้ในด้านดีไซน์และ "feel" ของชิ้นงาน แต่ระบุชัดว่า Claude Code ได้เปรียบเรื่อง copy และ structure ของหน้า ตรงนี้คือจุดที่ pattern เริ่มล็อกแล้วว่า Antigravity คือเครื่องมือที่ควรเลือกเมื่อต้องการ "หน้าตา" ของ output ส่วน Claude Code คือเครื่องมือที่ควรเลือกเมื่อต้องการ "ตรรกะและโครงสร้าง" ของ output

6. เรื่องที่ไม่ค่อยมีคนพูด: caching bug, quota lockout และจังหวะการอัปเดต
จุดที่ Nate Herk ใช้เวลานานในคลิปคือการเปิดด้านที่รีวิวอื่นไม่ค่อยพูดถึง นั่นคือ "การเผาผลาญ token จริง" ของทั้งสองฝั่ง ในเดือนมีนาคม 2026 Claude Code เกิด caching bug ที่ทำให้ต้นทุน token พุ่งขึ้นประมาณ 10-20 เท่า ผู้ใช้แผน Max หลายคนใช้ session เดียวจนหมดโควต้าใน 2 ชั่วโมง Anthropic รับเรื่องแล้วและเดินสายแก้ token optimization อย่างต่อเนื่อง
ฝั่ง Antigravity ก็มีปัญหาของตัวเอง ระบบ quota ของ Google ไม่นิ่ง ผู้ใช้ระดับ Pro บางคนถูก "ล็อกออก 1 สัปดาห์เต็ม" หลังชน limit และระบบ credit-based ยังไม่อธิบายให้ชัดว่า 1 credit ซื้ออะไรได้จริง Nate Herk ย้ำว่า skill ที่สำคัญที่สุดของผู้ใช้เครื่องมือสาย agentic coding ตอนนี้คือการบริหาร context กับ token เพราะเป็น skill ที่ติดตัวไปได้ทุก agent ทุก model ในอนาคต
ในแง่ความเร็วของงาน 1 task มาตรฐาน Claude Code วิ่งจบใน 4 นาที ขณะที่ Antigravity วิ่งจบใน 8 นาที ตามผลทดสอบอิสระที่ Nate Herk หยิบมาประกอบ แต่ในการทดลองจริงในคลิป Antigravity กลับ "รู้สึกเร็วกว่า" Nate Herk จึงบอกว่าผลต่างที่จับได้ขึ้นกับลักษณะของ task ส่วนเรื่องเสถียรภาพ Claude Code เป็น production release ที่ปล่อยอัปเดตหลายครั้งต่อสัปดาห์ ขณะที่ Antigravity ยังอยู่ในสถานะ public preview ณ เดือนเมษายน 2026 และผู้ใช้บางส่วนรายงานปัญหา login, bug บน Windows รวมถึง agent ติดลูป
จังหวะการพัฒนาคือเหตุผลใหญ่ที่สุดของ Nate Herk ในการเลือก Claude Code เฉพาะไตรมาส 1 ของปี 2026 Anthropic ปล่อย feature ระดับ platform ออกมา 6 ตัว พร้อม release ย่อยหลายครั้งต่อสัปดาห์ บางช่วงปล่อยถึง 3 release ใน 5 วัน ส่วน Antigravity ตั้งแต่เปิดตัวเดือนพฤศจิกายน 2025 จนถึงมีนาคม 2026 เลขเวอร์ชันขยับจาก 1.11 ไปเพียง 1.21 ส่วนใหญ่เป็น bug fix และ optimization เครื่องมือทั้งสองตัวยังพัฒนาอยู่ก็จริง แต่ความเร็วของการเดินไปข้างหน้าต่างกันชัดเจน
7. ราคาจริง MCP และ context loss ที่เกิดได้ทั้งสองฝั่ง
ในคลิป Nate Herk เปิดประเด็นราคาแบบไม่ขายฝัน Claude Code ต้องสมัครแผน Claude เริ่มที่ Pro $20 ต่อเดือน ผู้ใช้หนักจะขยับขึ้น Max $100 ต่อเดือนที่ให้โควต้า 5 เท่าของ Pro หรือ Max $200 ต่อเดือนที่ให้โควต้า 20 เท่า ส่วน Antigravity ผูกกับแผน Google AI ระดับเริ่มต้นใช้ฟรี ทุกคนได้ Gemini 3 Pro กับ unlimited code completion แต่โควต้าฟรีหมดเร็วถ้าใช้จริง ถ้าขยับเป็น Google AI Pro $20 ต่อเดือน จะได้ rate limit ที่รีเฟรชทุก 5 ชั่วโมง พร้อมพื้นที่ 2 TB และ Google Cloud credit $10 ต่อเดือน สูงสุดคือ Google AI Ultra $250 ต่อเดือนที่ให้ rate limit สูงสุด
จุดสะดุดที่ Nate Herk เตือนคือผู้ใช้บางคนรายงานว่า แม้สมัคร Google AI Pro แล้ว rate limit สำหรับ "premium model อื่น" เช่นการเรียก Claude Opus ผ่าน Antigravity ก็ยังเข้มงวดมาก ใช้งานเพียง session เดียวก็ถูกล็อก ดังนั้นใครคิดจะใช้โมเดลที่ไม่ใช่ Gemini หนักๆ ใน Antigravity ต้องวางแผนล่วงหน้า ส่วนใครต้องการ daily production use แบบนิ่งที่สุดในเวลานี้ Nate Herk บอกชัดว่าให้เลือก Claude Code บน Max
ในด้าน integration ทั้งสองตัวรองรับ MCP (Model Context Protocol) เหมือนกัน Nate Herk ระบุว่ามี MCP server มากกว่า 1,500 ตัวให้เลือก ความต่างคือวิธี setup Claude Code ใช้ CLI สั่งติดตั้งด้วยคำสั่งเดียว หรือแก้ไฟล์ JSON config แบบ scope ระดับ global, project หรือ user ก็ได้ ส่วน Antigravity มี visual MCP panel ในตัว เปิด marketplace แล้วกดติดตั้งได้ จึงเหมาะกับผู้เริ่มต้น แต่สำหรับการ setup ขั้นสูง สุดท้ายก็ต้องเปิดไฟล์ config เหมือนกัน ทั้งสองตัวเรียก CLI ตัวอื่นได้จาก terminal ไม่ว่าจะเป็น Git, NPM, Docker, Playwright หรือ Google Workspace และผู้ใช้สามารถรัน Claude Code CLI ภายใน terminal ของ Antigravity ได้ด้วย จึงไม่ใช่เรื่องต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่งแบบเด็ดขาด
เรื่อง context loss เกิดได้ทั้งสองตัว แม้ Claude Code จะมี context window 1 ล้าน token บน Opus แต่เมื่อโหลด codebase จริงและทำงานต่อเนื่องเกิน 40 prompt AI ก็เริ่มลืม instruction เดิม Antigravity เองก็ระบุใน troubleshooting docs ว่าถ้า agent ใช้เวลาตอบเกิน 10 วินาทีให้เริ่ม chat ใหม่ Claude Code มีคำสั่ง compact ที่ช่วยบีบประวัติการสนทนา แต่ best practice เดียวกันของทั้งสองตัวคือ "หนึ่ง session หนึ่ง task" แล้วเปิดใหม่บ่อยๆ
8. กฎการเลือกของ Nate Herk: เลือกตามงาน ไม่ใช่เลือกแล้วทิ้ง
ในตอนปิด Nate Herk สรุปกฎสำหรับการเลือกเครื่องมือไว้แบบจำง่ายและใช้ได้ทันที
เลือก Antigravity เมื่อ ดีไซน์และความเร็วคือสิ่งสำคัญที่สุดของงาน หรือต้องการทดสอบบางอย่างฟรีก่อนตัดสินใจลงทุน Antigravity เปิดให้ใช้ฟรีตั้งแต่ระดับเริ่มต้นและให้ Gemini 3 Pro กับทุกคน ดังนั้นงานลอง UI/UX, web app, landing page หรือ prototype ที่เน้นหน้าตา จึงเป็นจุดที่ Antigravity เหมาะกว่า
เลือก Claude Code เมื่อ ต้องการ code quality จริง configurability ลึก หรือ production reliability ที่นิ่งกว่า โดยเฉพาะงานที่มี logic ซับซ้อน ต้องวางโครงสร้างไฟล์ระยะยาว ต้อง integrate กับ skill, MCP และ custom command เฉพาะทาง รวมถึงงาน research ที่ต้องการ output พร้อม source อ้างอิงครบ
Nate Herk ปิดท้ายด้วยมุมที่อาจมีค่ามากที่สุดของคลิปสำหรับผู้ใช้ไทย คำถามที่ควรถามไม่ใช่ "ตัวไหนดีกว่ากัน" แต่คือ "สำหรับงานนี้ตัวไหนทำได้ดีกว่ากัน" หรือ "ใช้ทั้งสองตัวรวมกันให้แต่ละตัวรับช่วงงานที่ถนัดที่สุดได้ไหม" เพราะ Claude Code CLI รันใน terminal ของ Antigravity ได้ด้วย จึงเป็นไปได้ที่จะมี workflow แบบให้ Antigravity ออกแบบหน้าจอ แล้วให้ Claude Code เขียน logic ฝั่ง backend ในไฟล์เดียวกัน
สำหรับนักพัฒนาและคนทำงาน AI ในไทย กฎที่ปลอดภัยที่สุดในปี 2026 จึงไม่ใช่การเลือกข้างเครื่องมือ แต่คือการรู้ว่าเครื่องมือใดเหมาะกับงานประเภทใด แล้วเรียนรู้ทั้งสองตัวให้พอใช้สลับกันได้ เพราะการแข่งขันระหว่าง Anthropic กับ Google ยังเดินต่อ และยังไม่มีฝั่งใดประกาศชัยชนะถาวรจนทำให้อีกฝั่งหายไปได้ในปีนี้
ที่มา
สรุปจากคลิปต้นฉบับ 100 Hours Testing Claude Code vs Antigravity (honest results) by Nate Herk | AI Automation เครื่องหมายการค้าและชื่อช่องเป็นของผู้สร้างต้นทาง





ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความเห็น!