gstack แจกทีมวิศวกร 23 ตำแหน่งสำหรับ Claude Code ฟรี ทั้งทีมมาในรูปไฟล์ Markdown ธรรมดา
gstack คือชุดคำสั่งฟรีที่ให้ Claude Code สลับบทบาทเป็น CEO · หัวหน้าวิศวกร · QA · เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ตามลำดับงานของทีมจริง ทั้งชุดเป็นไฟล์ Markdown ล้วน ส่วนสิ่งที่กันผลงานไม่ให้พังคือชั้นตรวจสอบที่ขยับจากเทสต์ราวร้อยตัวไปเป็นสองพันกว่าตัว

gstack เป็นโปรเจกต์ชุดคำสั่งที่ยกทีมวิศวกรมาให้ใช้แบบครบทีม โดยไม่คิดค่าตัวสักตำแหน่ง
ในทีมนี้มี CEO ที่คอยถามว่าจะสร้างของชิ้นนี้ไปทำไม · หัวหน้าวิศวกรที่ล็อกสถาปัตยกรรมให้จบก่อนใครจะพิมพ์โค้ดบรรทัดแรก · ดีไซเนอร์อาวุโสที่คอยตรวจหน้าตาชิ้นงาน · QA ที่เปิดเบราว์เซอร์ไล่กดทดสอบจริง · เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยที่ไล่ช่องโหว่ทีละข้อ และวิศวกรที่ทำหน้าที่ปล่อยของขึ้นระบบ รวมกัน 23 ตำแหน่ง
ไม่มีใครในทีมนี้เป็นคน ทั้งหมดคือคำสั่งที่พิมพ์ใส่ Claude Code เครื่องมือ AI ที่รับคำสั่งผ่านหน้าจอ terminal หรือหน้าต่างพิมพ์คำสั่ง แล้วลงมือแก้ไฟล์โค้ดในเครื่องให้เอง
ของชุดนี้มาจาก Garry Tan ผู้บริหารสูงสุดของ Y Combinator กองทุนที่ตัดสินว่าสตาร์ทอัพหน้าใหม่รายไหนจะได้เงินก้อนแรก เขาเปิดให้โหลดฟรีภายใต้ MIT license ซึ่งอนุญาตให้นำไปใช้ต่อในงานที่สร้างรายได้โดยไม่ต้องขอ ไม่มีรุ่นเสียเงิน ไม่มีคิวรอ
หน้าโปรเจกต์ของ gstack อยู่บน GitHub เว็บที่นักพัฒนาทั่วโลกใช้เก็บและแจกโค้ดกัน ตอนนี้มีคนกดดาวเก็บไว้แล้วกว่า 128,000 ดวง
ทีม 23 ตำแหน่งของ gstack มาในรูปโฟลเดอร์
เปิดหน้าโปรเจกต์เข้าไปดู สิ่งที่เจอไม่ใช่โมเดล AI ตัวใหม่ ไม่ใช่ระบบลับอะไรทั้งนั้น แต่เป็นโฟลเดอร์เรียงเป็นแถว ชื่อโฟลเดอร์คือชื่อบทบาท office-hours · plan-ceo-review · plan-eng-review · plan-design-review · qa · review · cso · ship
เปิดโฟลเดอร์ไหนเข้าไปก็เจอไฟล์ข้อความที่เขียนไว้ว่าบทบาทนั้นต้องถามอะไรก่อน หนึ่งโฟลเดอร์เท่ากับ slash command หนึ่งตัว หรือคำสั่งที่ขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย / แล้วพิมพ์ลงไปในช่องคุยกับ AI agent ได้ตรง ๆ
ไฟล์ทั้งหมดเป็น Markdown หรือไฟล์ข้อความธรรมดาที่ใส่หัวข้อกับรายการได้ เปิดอ่านด้วยโปรแกรมอะไรก็ได้ ทั้งชุดมี 23 ตำแหน่ง บวกเครื่องมือเสริมอีก 8 ตัว ทุกบรรทัดเปิดอ่านได้ ไม่มีส่วนไหนเข้ารหัสไว้
พอเห็นแบบนี้แล้วคำถามจะเปลี่ยนไปทันที จากเดิมที่ถามว่ามันใช้เวทมนตร์อะไร กลายเป็นว่าในไฟล์เขียนอะไรไว้บ้าง เพราะสิ่งที่แจกกันจริง ๆ คือชุดคำถามที่แต่ละตำแหน่งต้องถามก่อนลงมือ ใครอยากเขียนของตัวเองก็เขียนได้ ไม่ต้องรอใครมาปล่อยเวอร์ชันใหม่
/office-hours ซักก่อน ยังไม่ให้เริ่มโค้ด
ตัวอย่างในเอกสารของโปรเจกต์เริ่มจากประโยคที่คนทั่วไปพูดกันจริง ๆ ว่าอยากทำแอปสรุปตารางนัดประจำวัน จากนั้นผู้ใช้พิมพ์ /office-hours แล้วสิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่โค้ด แต่เป็นคำถามชุดหนึ่งที่ไล่ถามว่าเจ็บตรงไหน ขอตัวอย่างของจริง ไม่เอาตัวอย่างสมมติ
พอผู้ใช้ตอบว่าปฏิทินมีหลายอัน ข้อมูลในนัดเก่าไม่อัปเดต สถานที่ผิด และเตรียมตัวก่อนประชุมนานเกินไป คำสั่งนี้ก็สวนกลับว่า สิ่งที่อธิบายมาไม่ใช่แอปสรุปปฏิทิน แต่คือผู้ช่วยส่วนตัวที่คุมงานประจำวันให้ทั้งหมด จากนั้นก็สรุปความสามารถที่ผู้ใช้พูดถึงโดยไม่รู้ตัวได้อีก 5 อย่าง ตั้งคำถามเพื่อค้านสมมติฐานอีก 4 ข้อ และเสนอวิธีสร้าง 3 แบบพร้อมประเมินแรงที่ต้องลง
จบขั้นนี้แล้วจะได้ design doc หนึ่งฉบับ เป็นเอกสารสรุปว่าจะสร้างอะไร เพื่อแก้อะไร และขอบเขตอยู่ตรงไหน
จากนั้น /plan-ceo-review จะอ่านเอกสารฉบับนี้เพื่อท้าทายขอบเขตอีกรอบ ส่วน /plan-eng-review จะอ่านต่อแล้วล็อกสถาปัตยกรรม เขียนผังการไหลของข้อมูลและกรณีที่ระบบอาจพังเอาไว้
พออนุมัติแผนแล้วถึงเริ่มเขียนจริง ในตัวอย่างคือโค้ด 2,400 บรรทัดใน 11 ไฟล์ ใช้เวลาราว 8 นาที จากนั้น /review ไล่จับบั๊ก ส่วน /qa เปิดเบราว์เซอร์กดใช้งานจริง แล้ว /ship ปิดท้ายด้วยรายงานสั้น ๆ ว่าเทสต์ขยับจาก 42 เป็น 51 ตัว พร้อมเปิด PR หรือคำขอรวมโค้ดชุดนี้เข้ากับโค้ดหลักให้เรียบร้อย
ลำดับทั้งหมดเดินตามขั้นตอนเดียวกับทีมจริง คือคิด · วางแผน · สร้าง · ตรวจ · ทดสอบ · ปล่อย · ถอดบทเรียน
จุดที่ชวนสับสนคือไฟล์พวกนี้ไม่ได้ทำให้โมเดลฉลาดขึ้นแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่มันเปลี่ยนคือลำดับการถามเท่านั้น ใครที่เคยสั่ง AI เขียนโค้ดแล้วได้ของที่ทำงานได้ แต่ไม่ตรงกับที่อยากได้ จะรู้ว่าปัญหามักไม่ได้อยู่ที่ตอนเขียน แต่อยู่ที่ไม่มีใครถามให้ครบก่อนเริ่ม
ติดตั้ง gstack ด้วยคำสั่งเดียว
เครื่องที่จะลงต้องมี Claude Code · โปรแกรมจัดการโค้ด Git · ตัวรันโค้ด Bun เวอร์ชัน 1.0 ขึ้นไป ส่วนตัวรันโค้ดอย่าง Node.js ต้องมีเฉพาะเครื่อง Windows
ใครยังไม่เคยแตะ AI agent ตัวนี้มาก่อน อ่านClaude Code คืออะไร ปูพื้นไว้ก่อนจะง่ายกว่า เพราะคำสั่งของ gstack ทุกตัวต้องมีตัว agent รองรับถึงจะทำงาน
ตัวติดตั้งคือบรรทัดเดียว วางในหน้าจอ terminal แล้วรอ
git clone --single-branch --depth 1 https://github.com/garrytan/gstack.git ~/.claude/skills/gstack && cd ~/.claude/skills/gstack && ./setupจบแล้วพิมพ์ /office-hours ในเซสชันถัดไปได้เลย ชุดคำสั่งนี้เช็กเวอร์ชันใหม่ให้เองทุกชั่วโมงแบบเงียบ ๆ ไม่มีเน็ตก็ทำงานต่อได้ตามปกติ ส่วนใครติดตั้งในโปรเจกต์ของทีม ก็มีโหมดติดตั้งอัตโนมัติให้เพื่อนร่วมทีมและบันทึกค่าตั้งต้นไว้ให้ด้วย
ที่ควรรู้อีกอย่างคือ gstack ไม่ได้ผูกกับ Claude Code ตัวเดียว ตารางในโปรเจกต์ระบุว่าใช้ร่วมกับ agent อีก 9 ตัวได้ ตั้งแต่ OpenAI Codex CLI · Cursor · OpenCode ไปจนถึง Kiro โดยเปลี่ยนแค่ตัวเลือก --host ตอนติดตั้ง
ชั้นตรวจสอบคือสิ่งที่ช่วยไม่ให้ผลงานพัง

ของแจกน่าลองมีให้เห็นทุกสัปดาห์ ชุดนี้ต่างจากของอื่นตรงขั้นตอนครึ่งหลัง หลัง AI เขียนโค้ดเสร็จแล้ว
ในโปรเจกต์ของคนสร้างเอง จำนวนเทสต์เพิ่มจากราว 100 ตัวเมื่อต้นปีเป็นมากกว่า 2,000 ตัวในตอนนี้ เทสต์ทุกตัวรันผ่าน CI ซึ่งเป็นระบบที่รันเทสต์ให้อัตโนมัติทุกครั้งที่มีโค้ดใหม่เข้ามา เขาดันสัดส่วนเทสต์ต่อโค้ดขึ้นไปที่ 30% ก่อน แล้วค่อยไล่ให้ครอบคลุมครบ 100% เฉพาะส่วนที่พังไม่ได้
ชั้นตรวจไม่ได้มีแค่เทสต์อัตโนมัติ /review ทำหน้าที่หาบั๊กประเภทที่ผ่าน CI ฉลุยแต่ไปพังตอนคนใช้จริง /cso ไล่ตรวจตามรายการช่องโหว่ยอดฮิตของเว็บและไล่คิดว่าใครจะเข้ามาทางไหนได้บ้าง ส่วน /qa ไม่ใช่แค่ข้อความสั่งงาน แต่มีโค้ดระบบจริงมากกว่า 2,000 บรรทัดอยู่ข้างหลัง ทั้งตัวเปิดเบราว์เซอร์ ตัวจับภาพหน้าจอ และตัวจัดการคุกกี้ ระบบที่ส่ง AI หลายตัวมารุมตรวจงานกันเองแบบนี้ไม่ใช่ของใหม่ ก่อนหน้านี้ก็มีระบบ multi-agent ที่ส่ง AI 5 ตัวรุมรีวิวโค้ด มาแล้ว
สถิติจากผู้ใช้ที่ยอมเปิดให้เก็บข้อมูลก็ชี้ไปทางเดียวกัน จากยอดเรียกคำสั่งรวม 305,309 ครั้ง คำสั่งที่คนเรียกบ่อยสุดคือ /qa ที่ 57,650 ครั้ง แปลว่าของที่คนหยิบไปใช้ซ้ำมากที่สุดไม่ใช่ตัวเขียนโค้ด แต่เป็นตัวจับผิดโค้ด
มีคนนอกมาวัดให้ด้วย เครื่องมือชื่อ slop-scan วัดว่าโค้ดชิ้นหนึ่งมีร่องรอยแบบที่ AI ชอบเขียนมากแค่ไหน คนสร้างคือ Ben Vinegar วิศวกรที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับโปรเจกต์นี้
เขารันมันกับ gstack แล้วได้ 5.24 คะแนน และบอกเองว่าเป็นคะแนนแย่สุดเท่าที่เคยวัดมาในตอนนั้น ฝั่งคนทำ gstack นำผลไปแก้โค้ดจริง รื้อโค้ดจนคะแนนลดลง 62% ในเซสชันเดียว
ถ้าไม่มีชั้นตรวจพวกนี้ สิ่งที่ได้คือขยะที่ดูน่าเชื่อถือ แถมผลิตออกมาได้เร็วมาก
ตัวเลข 810 เท่ามาจากสคริปต์ที่เขาเขียนเอง

ตัวเลขที่ทำให้เรื่องนี้ดังก็มีคนค้านตั้งแต่วันแรก ก่อนที่ gstack จะออกมา Garry Tan โพสต์ว่าใน 60 วันหลังสุดเขาส่งโค้ดขึ้นระบบจริงไป 600,000 บรรทัด แล้วโดนสวนกลับทันทีว่านั่นคือขยะจาก AI และจำนวนบรรทัดไม่ใช่เครื่องวัดฝีมือ
เขาตอบด้วยการเขียนสคริปต์ขึ้นมานับใหม่ทั้งหมด โดยนับเฉพาะบรรทัดที่ทำงานจริง ไม่นับคอมเมนต์กับบรรทัดว่าง แล้วรันสคริปต์นี้กับ 40 โปรเจกต์ของตัวเองเพื่อย้อนดูข้อมูลเก่า
ผลที่ได้คือปี 2013 เขียนได้วันละ 14 บรรทัด ส่วนปี 2026 อยู่ที่วันละ 11,417 บรรทัด ตัวคูณ 810 เท่ามาจากอัตราต่อวันคู่นี้ ส่วนตัวเลข 240 เท่าที่มักโผล่มาคู่กันมาจากการเทียบยอดรวมทั้งปี ทั้งสองตัวเลขใช้ข้อมูลชุดเดียวกันแต่มองคนละมุม อัตรานี้นิ่งตลอด 15 สัปดาห์ ไม่ใช่การเร่งรอบเดียวแล้วหายไป
ที่ต่างจากตัวเลขโฆษณาทั่วไปคือเขาลองปรับสมมติฐานให้ตัวเองเสียเปรียบ แล้ววางผลไว้ในเอกสารฉบับเดียวกัน สมมติว่าโค้ดที่ AI เขียนฟุ่มเฟือยกว่าคนเขียนเองกี่เท่า ตัวคูณก็หดลงตามนั้น
| ถ้าสมมติว่าโค้ดจาก AI ฟุ่มเฟือยกว่า | ตัวคูณที่เหลือ |
|---|---|
| ไม่ปรับอะไรเลย | 810 เท่า |
| 2 เท่า | 408 เท่า |
| 5 เท่า | 162 เท่า |
| 10 เท่า | 81 เท่า |
| 100 เท่า | 8 เท่า |
ตัวคูณจึงเป็นลูกบิดที่หมุนได้ตามสมมติฐานที่เลือกใช้ เปลี่ยนฐานปี 2013 จาก 14 เป็น 50 บรรทัดต่อวัน ตัวเลข 810 ก็เหลือ 228 ทันที
ตัวชี้วัดที่ใกล้กับการวัดคุณภาพมากกว่าคืออัตราการถอนโค้ดกลับ อยู่ที่ 2.0% หรือ 7 จาก 351 คอมมิต หรือรอบการบันทึกโค้ด ตัวเลขนี้อยู่ในช่วงเดียวกับโปรเจกต์โอเพนซอร์สที่โตเต็มวัยทั่วไปซึ่งอยู่ที่ 1-3% ส่วนที่ต้องตามแก้หลังรวมโค้ดแล้วอยู่ที่ 6.3%
ข้อจำกัดที่เขายอมรับเองมีสามข้อ ข้อแรก ตัวเลขปี 2026 ส่วนใหญ่มาจากงานสร้างโปรเจกต์ใหม่ ไม่ใช่งานดูแลโค้ดเก่าที่กองอยู่ในองค์กร ข้อสอง ฐานปี 2013 อาจไม่ตรงกับความจริง เพราะเหลือแต่โปรเจกต์ที่รอดมาให้นับ ข้อสาม ยังไม่มีการวัดเทียบว่าโค้ดสองยุคนี้มีบั๊กหนาแน่นต่างกันแค่ไหน ที่สำคัญกว่านั้น ตัวเลขทั้งหมดมาจากสคริปต์ของเขาเองและวัดโค้ดของเขาเอง ยังไม่มีคนนอกรันซ้ำเพื่อยืนยัน
ลอกไปใช้ได้โดยไม่ต้องติดตั้งอะไร
คนที่ไม่ได้เขียนโค้ดก็หยิบวิธีคิดของมันไปใช้ได้ทันที และมีอยู่สองข้อเท่านั้น
ข้อแรก ให้บทบาทก่อนให้งาน แทนที่จะพิมพ์ว่าช่วยเขียนให้หน่อย ให้บอกก่อนว่าตอนนี้ AI คือหัวหน้าที่ต้องซักให้ครบก่อนอนุมัติ ผลคือจะได้คำถามมาก่อนผลงาน และคำถามพวกนั้นจะดักสิ่งที่ยังคิดไม่ครบไว้ตั้งแต่ก่อนจะเสียเวลาลงมือทำ
ข้อสอง ต้องมีชั้นที่คอยจับผิดเสมอ ไม่ว่างานนั้นจะเป็นโค้ด สไลด์ หรือแผนการตลาด ถ้าไม่มีใครไล่ตรวจซ้ำในมุมที่ต่างจากคนทำ สิ่งที่ได้คืองานที่อ่านแล้วดูดีแค่ไหนก็ผิดได้มากเท่านั้น การข้ามขั้นนี้ยังไม่ส่งผลตอนส่งงาน แต่จะส่งผลเมื่อของถึงมือคนใช้แล้ว
ตัวคูณ 810 เท่ายังรอให้คนนอกเอาสคริปต์ไปรันกับงานของตัวเองเพื่อยืนยัน ส่วนชั้นตรวจสอบนั้นเพิ่มเข้าไปในงานที่ทำอยู่ได้ตั้งแต่วันนี้ โดยไม่ต้องรอให้ตัวเลขไหนพิสูจน์ตัวเองก่อน
ที่มา: โปรเจกต์ gstack บน GitHub
ชอบเรื่องแนวนี้ มีอีบุ๊คฟรีให้อ่านต่อ
สร้าง Claude Skill แบบไม่ต้องรู้โค้ด คู่มือสร้าง Claude Skill ของคุณเองด้วยการคุยกับ Claude Code เป็นภาษาไทย
กดสมัครแล้วเราจะส่งเทคนิค AI และของแจกใหม่ๆ ให้ทางอีเมล เลิกรับได้ตลอด
สร้าง AI Automation Pipeline ทุกแบบ ด้วย Agents และ Skills

ปูจากพื้นฐาน prompt, context และ cost ไปจนปั้น Skill สั่ง Agent กับ Sub-agent แล้วต่อทุกอย่างเป็น pipeline อัตโนมัติที่ออกแบบเองได้ ดูฟรี 7 บทก่อนตัดสินใจ


