AI Washing บริษัทใช้ AI เป็นข้ออ้างไล่คนออก แต่ตัวเลขบอกเรื่องอื่น
Jack Dorsey ไล่คน 40% อ้าง AI แต่ไม่มีหลักฐานว่า AI ทำงานแทนได้จริง Oxford Economics ยืนยันว่าบริษัทไม่ได้แทนที่คนด้วย AI ในระดับที่อ้าง
เมื่อเดือนที่ผ่านมา Jack Dorsey ประกาศปลดพนักงานของ Block ออกถึง 4,000 ตำแหน่ง คิดเป็น 40% ของทั้งองค์กร
เหตุผลที่ระบุไว้คือ "AI ช่วยให้เราทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพากำลังคนจำนวนมากอีกต่อไป"
ผลตอบรับคือหุ้นของ Block ดีดตัวขึ้นทันที 18% นักลงทุนใน Wall Street ต่างพากันส่งเสียงชื่นชม
ทว่าคำถามสำคัญที่แทบไม่มีใครตั้งข้อสังเกตคือ มีโมเดลหรือระบบ AI ตัวไหนบ้างที่เข้ามาทำงานแทนพนักงาน 4,000 คนนั้นได้จริง มีเวิร์กโฟลว์ใดที่ถูกแทนที่อย่างเป็นรูปธรรม และวัดผลลัพธ์เชิงผลิตภาพอย่างไร
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "AI Washing" ซึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมของบรรดาผู้บริหาร สำหรับใช้เป็นข้ออ้างในการปรับลดต้นทุนและปลดพนักงาน โดยไม่ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานทางสังคม
เมื่อ AI กลายเป็นข้ออ้างที่สะดวกที่สุดในการไล่คนออก / Photo on Unsplash
ถอดรหัสคำว่า AI Washing
AI Washing คือพฤติกรรมที่องค์กรยก AI มาเป็นเหตุผลหลักในการปรับลดขนาดทีม ทั้งที่ในความเป็นจริง เทคโนโลยีดังกล่าวยังไม่พร้อมรองรับหรือแทนที่เนื้องานของมนุษย์ได้ถึงระดับนั้น
นิยามนี้เริ่มปรากฏขึ้นครั้งแรกจากสถาบัน AI Now Institute แห่งมหาวิทยาลัย NYU ในปี 2019 ก่อนที่ Gary Gensler อดีตประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) จะนำมาใช้เตือนนักลงทุนในปี 2024 และกลายเป็นหัวข้อถกเถียงในวงกว้างเมื่อคลื่นการปลดพนักงานระลอกใหญ่เกิดขึ้นต่อเนื่อง
หลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นที่รัฐนิวยอร์ก เมื่อเดือนมีนาคม 2025 โดยทางการได้แก้ไขกฎหมาย WARN Notice บังคับให้ทุกบริษัทที่เลย์ออฟพนักงานต้องระบุสาเหตุว่าเกิดจาก AI หรือไม่
ผลลัพธ์ปรากฏว่า จาก 162 บริษัทที่ยื่นแบบแจ้งเตือน ซึ่งครอบคลุมพนักงานกว่า 28,300 ตำแหน่ง ไม่มีแม้แต่บริษัทเดียวที่ระบุช่องสาเหตุว่ามาจาก AI
Amazon ที่ประกาศปลดพนักงาน 660 คนในนิวยอร์ก ก็ไม่ได้ระบุสาเหตุว่าเกี่ยวกับ AI แม้ว่า Andy Jassy ซีอีโอ จะให้สัมภาษณ์กับสื่อหลักมาโดยตลอดว่า AI คือปัจจัยสำคัญก็ตาม
บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ตัดคนหลายหมื่นตำแหน่ง โดยอ้าง AI เป็นเหตุผล / Photo on Unsplash
ข้อมูลจริงสะท้อนภาพตรงกันข้าม
ผลการศึกษาจาก Oxford Economics สรุปไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า องค์กรธุรกิจไม่ได้แทนที่แรงงานด้วย AI ในสัดส่วนสูงตามที่กล่าวอ้าง
สถิติจากปี 2025 ชี้ว่า ตำแหน่งงานที่ถูกตัดทอนโดยอ้างชื่อ AI มีเพียง 55,000 ตำแหน่ง หรือคิดเป็น 4.5% ของการสูญเสียงานทั้งหมด ขณะที่อีก 245,000 ตำแหน่งเกิดจาก "สภาวะตลาดและเศรษฐกิจชะลอตัว" ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าถึง 4 เท่า
นอกจากนี้ หาก AI สามารถทดแทนแรงงานมนุษย์ได้จริง ตัวเลขผลิตภาพ (Productivity) ของระบบเศรษฐกิจภาพรวมย่อมต้องเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์พบว่า ผลิตภาพของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักยังคงเคลื่อนไหวในระดับต่ำและผันผวน โดยไม่มีสัญญาณบ่งชี้การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระดับมหภาค
ผลสำรวจผู้บริหารกว่า 1,000 คนโดย Harvard Business Review ยิ่งตอกย้ำความจริงข้อนี้ โดยพบว่า 60% ขององค์กรตัดสินใจลดจำนวนพนักงานเพราะ "คาดเดาว่า AI อาจทำได้ในอนาคต" ขณะที่มีเพียง 2% เท่านั้นที่ปลดคนเพราะระบบ AI สามารถทำงานแทนได้จริงแล้วในปัจจุบัน
โต๊ะว่างเปล่าหลังคลื่นเลย์ออฟ แต่ AI ยังไม่ได้มานั่งแทน / Photo on Unsplash
กรณีศึกษา: Jack Dorsey, Amazon และ Oracle
Jack Dorsey ปลดพนักงาน 40% ที่ Block พร้อมให้เหตุผลว่า AI ช่วยให้ทีมมีขนาดกะทัดรัดขึ้น ส่งผลให้หุ้นพุ่งขึ้น 18% แต่สื่อการเงินระดับโลกอย่าง Bloomberg ชี้ว่านี่คือตัวอย่างชัดเจนของ AI Washing เนื่องจาก Block ไม่สามารถแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ได้ว่ามีระบบอัตโนมัติใดที่รับช่วงงานแทนพนักงานทั้ง 4,000 คน
ด้าน Amazon ที่ปรับลดพนักงานสายงานสำนักงานรวมกว่า 30,000 ตำแหน่งในสองรอบ แม้ Andy Jassy จะกล่าวถึง AI กับสื่อมวลชน แต่ในเอกสารทางกฎหมายกลับไม่ได้ระบุเช่นนั้น และในภายหลัง Jassy ยังยอมรับว่าสาเหตุไม่ได้เกิดจาก AI ในปัจจุบัน
ขณะที่ Oracle ประกาศเตรียมปลดพนักงาน 20,000 ถึง 30,000 ตำแหน่ง โดยอ้างเรื่องการจัดสรรงบประมาณเพื่อนำเงินไปสร้าง AI Data Center บทวิเคราะห์จาก TD Cowen ประเมินว่ามาตรการนี้จะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดให้บริษัทราว 8,000 ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งชี้ชัดว่าไม่ใช่กรณีที่ AI ทำงานแทนคน แต่เป็นการตัดงบประมาณพนักงานเพื่อนำเงินไปซื้อชิปประมวลผล
ตัวเลขไม่โกหก แค่ 6% ของบริษัทที่พิสูจน์ได้ว่า AI สร้างผลลัพธ์จริง / Photo on Unsplash
องค์กรส่วนใหญ่ยังพิสูจน์ผลลัพธ์จาก AI ไม่ได้
รายงานของ McKinsey ชี้ว่า มีองค์กรธุรกิจเพียง 30% จากกลุ่มที่นำ AI มาใช้งาน ที่สามารถแสดงผลตอบแทนทางการเงินหรือระดับผลิตภาพที่วัดผลได้จริง
นั่นหมายความว่า อีก 70% ขององค์กรที่อ้างการใช้งาน AI ยังไม่สามารถพิสูจน์มูลค่าเพิ่มที่เป็นรูปธรรมได้
ที่น่าสนใจคือ แบบสำรวจระบุว่า 55% ของบริษัทที่ปลดพนักงานด้วยข้ออ้างด้าน AI ต้องเผชิญกับปัญหาในการปฏิบัติงาน จนหลายแห่งต้องทยอยเปิดรับสมัครพนักงานกลับเข้ามาใหม่อย่างเงียบๆ เนื่องจากเวิร์กโฟลว์สำคัญไม่สามารถดำเนินการต่อได้โดยปราศจากมนุษย์
Forrester Research คาดการณ์ว่า มากกว่า 50% ของการเลย์ออฟที่อ้าง AI จะต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนและจ้างคนกลับเข้าทำงานในที่สุด เพราะระบบอัตโนมัติยังไม่พร้อมรองรับงานจริง
เหตุผลที่ผู้บริหารยังคงเลือกสื่อสารเช่นนี้ เพราะผลสำรวจระบุว่า ผู้จัดการฝ่ายสรรหาบุคลากรเกือบ 60% ยอมรับตรงกันว่า การอ้างเหตุผลเรื่อง AI ช่วยรักษาภาพลักษณ์องค์กรด้านนวัตกรรมได้ดีกว่าการยอมรับว่า บริษัทวางแผนจ้างงานผิดพลาดในช่วงตลาดเฟื่องฟู
อนาคตของงานอาจไม่ได้ถูกเปลี่ยนโดย AI เร็วอย่างที่บริษัทอ้าง / Photo on Unsplash
ข้อเท็จจริงที่แรงงานควรทำความเข้าใจ
AI จะส่งผลต่อตลาดแรงงานหรือไม่ ย่อมส่งผลแน่นอน แต่นักเศรษฐศาสตร์มองว่ากระบวนการนี้จะเป็น "วิวัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การปฏิวัติชั่วข้ามคืน"
Forrester คาดว่า AI อาจส่งผลกระทบให้ตำแหน่งงานในสหรัฐฯ ลดลงราว 6% ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต้องจับตา แต่ไม่ได้นำไปสู่วิกฤตแรงงานล่มสลายแบบฉับพลันอย่างที่หลายฝ่ายสร้างกระแส
ประเด็นสำคัญในเวลานี้ จึงไม่ใช่เรื่องความสามารถของ AI ที่ก้าวหน้าจนแทนที่คนได้ทั้งหมด แต่เป็นเรื่องขององค์กรที่หยิบยก AI มาเป็นเกราะกำบังในการปรับโครงสร้างต้นทุนและสร้างตัวเลขทางการเงินระยะสั้น
แม้แต่ Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ยังออกมายอมรับว่า มีหลายบริษัททำ AI Washing โดยนำคำว่า AI มาเป็นแพะรับบาปให้กับการตัดสินใจทางธุรกิจที่วางแผนไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว
สิ่งที่ควรพิจารณาเมื่ออ่านข่าวเลย์ออฟ
ในครั้งต่อไปที่พบเห็นพาดหัวข่าวการปลดพนักงานครั้งใหญ่โดยอ้างเหตุผลจาก AI ข้อสังเกตสำคัญที่ควรพิจารณาคือ:
ระบบ AI ตัวใดที่นำมาใช้งานแทน มีตัวเลขชี้วัดผลิตภาพที่โปร่งใสหรือไม่ และงานเหล่านั้นเดินหน้าต่อได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์ใช่หรือไม่ หากไม่มีคำตอบที่ชัดเจน สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เรื่องของการถูกเทคโนโลยีแทนที่ แต่เป็นเพียงการใช้เทคโนโลยีมาบดบังการบริหารจัดการขององค์กร
ชอบเรื่องแนวนี้ มีอีบุ๊คฟรีให้อ่านต่อ
Vibe Coding สำหรับคนไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ ใช้ Claude Code สร้าง landing page, mini app และ prototype จริงโดยไม่ต้องเขียนโค้ด
กดสมัครแล้วเราจะส่งเทคนิค AI และของแจกใหม่ๆ ให้ทางอีเมล เลิกรับได้ตลอด
Claude Cowork · The Business Playbook

ฉบับภาษาไทย 15 บท เรียนรู้ผ่านโปรเจกต์จำลองต่อเนื่องทั้งเล่ม ตั้งแต่ตั้งค่า Workspace จัดการไฟล์ เชื่อมแอป ตั้งระบบอัตโนมัติ จนถึงสร้าง Plugin


