ที่งาน developer event ของ Anthropic ในลอนดอน Ralph จากทีม technical staff ฝั่ง EMEA partners ขึ้นเวทีเล่าว่า change log ของ Claude Code ในไม่กี่เดือนหลังยาวมาก ถึงทำเซสชัน 7 ชั่วโมงก็ยังไม่จบ เขาจึงคัดเฉพาะของจริงมา 9 ฟีเจอร์ ภายใต้ 2 ธีมหลักคือ Developer Experience และ Autonomy ในคลิป "What's new in Claude Code" ความยาวราว 32 นาทีบนช่อง Claude (ช่อง YouTube ทางการของ Anthropic)
สาระสำคัญของคลิปนี้ไม่ใช่แค่รายชื่อฟีเจอร์ แต่เป็นภาพใหญ่ที่ Ralph สาธิตให้เห็นว่า Claude Code กำลังขยับจาก CLI ผู้ช่วยพิมพ์โค้ดในเทอร์มินัล ไปเป็นเพื่อนร่วมทีมที่รับงานไปทำเองได้ทั้งบนเครื่องส่วนตัว บนมือถือ และบนคลาวด์ นี่คือการเปลี่ยนวิธีคิดที่นักพัฒนาไทยควรปรับ workflow ให้ทัน
ทำไม "What's new in Claude Code" ครั้งนี้ควรอยู่ในเรดาร์
Ralph เปิดคลิปด้วยข้อสังเกตที่ตรงกับสิ่งที่นักพัฒนาส่วนใหญ่รู้สึก นั่นคือ Claude Code ออกฟีเจอร์ใหม่ถี่จน change log เริ่มอ่านเหมือน news feed เซสชันที่งาน London จึงไม่ได้พยายามครอบคลุมทุกอย่าง แต่เลือกเฉพาะของที่กระทบ workflow รายวันของนักพัฒนา Ralph ระบุว่าทีม Anthropic เลือกมาจาก feedback ของ partner และ customer ทั่วยุโรปที่เขาทำงานด้วย
ประเด็นสำคัญที่ Ralph เน้นย้ำตลอดคลิปคือ 2 ธีมนี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่ส่งเสริมกัน ฝั่ง DX ทำให้ควบคุม Claude ได้สะดวกขึ้นและปล่อยเซสชันทิ้งไว้ได้ ส่วนฝั่ง Autonomy ทำให้ Claude ตัดสินใจเองได้มากขึ้น จึงไม่ต้องรบกวนนักพัฒนาด้วยเรื่องเล็กน้อย เมื่อรวมกันแล้ว นักพัฒนาจึงเดินไปพักได้จริง โดยที่งานยังคืบหน้าอยู่บนเครื่อง

ภาพรวม 2 เสาหลัก: Developer Experience และ Autonomy
ใน slide แรกของคลิป Ralph จัดฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมดไว้ในกรอบ 2 ธีมเพื่อให้ผู้ฟังจำง่าย ธีมแรกคือ Developer Experience Ralph อธิบายว่าทีม Anthropic ให้ความสำคัญมาก เพราะรู้ว่าผู้ใช้งานเปิด Claude Code ทั้งวัน เครื่องมือจึงต้องน่าใช้และไม่สะดุด ส่วนธีมที่สองคือ Autonomy Ralph นิยามไว้ตรง ๆ ว่าคือ "การทำให้ Claude ทำงานเองได้มากขึ้นโดยไม่รบกวนนักพัฒนาเมื่อไม่จำเป็น"
กรอบแบบนี้สำคัญสำหรับนักพัฒนาที่ต้องอ่าน release note ด้วยตัวเอง เพราะช่วยแยกให้ออกว่าฟีเจอร์ไหนแก้ปัญหาอะไร ในคลิป Ralph เน้นว่าทุกฟีเจอร์ในธีม Autonomy มีรากเหง้าเดียวกัน นั่นคือเวลานักพัฒนาเปิด Claude ทิ้งไว้ให้ทำงานนาน แล้วกลับมาพบว่า Claude หยุดอยู่ตรงคำถามเล็ก ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องถาม เช่น ขออนุญาตอ่านไฟล์ ขออนุญาตเข้าโฟลเดอร์ ความหงุดหงิดตรงจุดนี้เองที่นำไปสู่ Auto Mode, Routines และ Agents View ที่ Ralph สาธิตในช่วงครึ่งหลังของคลิป
เสาที่ 1: Developer Experience ที่ลื่นไหลขึ้น
1. Remote Control: ส่งงานต่อจากแล็ปท็อปไปมือถือได้
ฟีเจอร์แรกที่ Ralph สาธิตคือ Remote Control เขาขอให้ผู้ฟังในห้องยกมือว่ามีใครใช้แล้วบ้าง ปรากฏว่ามือยกขึ้นน้อยมาก จึงสาธิตให้เห็นว่าตั้งค่าง่าย แค่พิมพ์คำสั่ง remote control แล้วกด Enter ในเซสชันที่กำลังเปิดอยู่ จากนั้นเซสชันเดียวกันจะปรากฏบน claude.ai ผ่านเบราว์เซอร์และบนแอปมือถือทันที พร้อมส่ง notification กลับมาทุกครั้งที่ Claude ต้องการ input จากนักพัฒนา
ในการสาธิต Ralph เปิด session บนหน้าจอเดสก์ท็อปแล้วพิมพ์ prompt บน claude.ai ฝั่งเบราว์เซอร์ จากนั้นสลับไปพิมพ์ต่อจากมือถือ เห็นชัดว่าทั้งสาม surface สื่อสารกับ session เดียวกันแบบ real-time โดย tool ทั้งหมดยัง resolve บนเครื่อง dev เดิม จึงดู git repo และไฟล์ที่นักพัฒนา mount ไว้ได้ตามปกติ
Ralph แนะนำเพิ่มเติมว่าสามารถเปิด --remote-control เป็น default ไว้ใน settings.json ของ Claude Code เพื่อให้ทุกเซสชันใหม่พร้อมส่งต่อไปทำบนมือถือได้เสมอ ประโยชน์เชิง workflow คือทีมที่ทำงานในออฟฟิศแล้วต้องไปประชุมต่อ หรือนักพัฒนาฟรีแลนซ์ที่ต้องออกจากบ้านระหว่างวัน สามารถสั่งให้ Claude ทำงานต่อ แล้วเฝ้าผลจาก notification บนมือถือได้โดยไม่ต้องเปิดแล็ปท็อปขึ้นมาตอบทุกครั้ง
2. Flicker-free Full-screen TUI: เทอร์มินัลที่ไม่กระพริบ
Ralph เล่าให้เห็นภาพปัญหาเดิมว่า เมื่อ append ข้อมูลใหม่ลงในเทอร์มินัลที่มี scrollback ยาว ๆ Claude Code ต้อง repaint ทั้งหน้าจอบ่อย ผลคือหน้าจอกระพริบและประสบการณ์การใช้งานสะดุด รอบนี้จึงเพิ่ม mode ใหม่ที่ Ralph เรียกว่า full-screen TUI ทำงานแบบ virtualized scrollback คือ render เฉพาะส่วนที่นักพัฒนาเห็นบนหน้าจอจริง ส่วนที่อยู่นอกหน้าจอระบบจะเก็บไว้แต่ไม่ render ทำให้ memory คงที่แม้เซสชันยาวมาก
วิธีเปิดใช้คือพิมพ์ /tui แล้วต่อด้วย argument full-screen ในเซสชันที่ทำงานอยู่ Claude Code จะ reload เข้าสู่โหมดเต็มจอที่ไม่กระพริบ Ralph ยังสาธิตว่าโหมดใหม่นี้รองรับ clickable element เช่น diff ของไฟล์ที่ Claude เสนอ ผู้ใช้สามารถคลิกขยายเพื่ออ่าน 10 รายการที่เพิ่งสร้างได้ทันที และมี jump-to-bottom badge ที่ขึ้นเตือนทุกครั้งเมื่อมีข้อความใหม่อยู่ปลายเซสชัน
สำหรับทีมที่ใช้ Claude Code ทำงานยาว ๆ จุดที่ควรสนใจคือ Ralph แนะนำให้เปิด full-screen เป็น default ผ่าน settings.json เช่นกัน เพื่อให้ทุกเซสชันใหม่เริ่มต้นด้วยประสบการณ์ที่ไม่กระพริบโดยอัตโนมัติ Ralph ระบุว่าทีมภายใน Anthropic เองก็ใช้แบบนี้
3. Claude Code Desktop App ใหม่: จัดเซสชันเป็นโปรเจกต์และคอมเมนต์ในโค้ดได้
แม้ Ralph จะยอมรับเองว่า "ส่วนใหญ่ก็เลือกใช้ CLI ก่อน" แต่ก็เชิญผู้ฟังกลับมาดู Desktop App รอบใหม่อีกครั้ง เพราะทีม Anthropic revamp แทบทั้งหมด ในคลิปสาธิตว่า app จัดเซสชันทั้งหมดเป็น group ตามโปรเจกต์ในแถบซ้าย ทำให้เห็นได้ทันทีว่าเซสชันไหนกำลังทำงานบน repo เดียวกัน
ฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากคือ plan view ซึ่งดึง plan ที่ Claude เสนอใน plan mode ขึ้นมาให้ดูแบบ visual ผู้ใช้สามารถ select บางบรรทัดของ plan เพื่อทิ้งคอมเมนต์ส่งกลับไปให้ Claude แก้ได้ทันที เช่นเดียวกับ diff/file view ที่ Ralph สาธิตว่า เลือกบรรทัดของโค้ดแล้วพิมพ์ "explain this line" หรือคำสั่งอื่น ๆ ได้โดยตรงในหน้าจอ นอกจากนี้ตัว app ยังมี GitHub integration ทำให้สลับไปดูไฟล์ของ pull request หรือสั่งให้ Claude แก้แล้วเปิด PR ได้ในที่เดียว
ในคลิป Ralph ระบุว่าทีม Anthropic ไม่ได้คาดหวังให้ผู้ใช้งานใช้ Desktop App แบบเต็มวัน 8-12 ชั่วโมง แต่เห็นว่ามีงานบางประเภทที่ Desktop App ให้ประสบการณ์ดีกว่า CLI ชัดเจน เช่น การ review plan ที่ยาวมาก หรือการคอมเมนต์ลงในไฟล์ที่ Claude เสนอแก้ วิธีนี้สะดวกกว่าการเปลี่ยน prompt ใน terminal มาก

เสาที่ 2: Autonomy ที่ให้ Claude ทำงานเองได้มากขึ้น
4. Auto Mode: classifier ตัดสินใจให้ ไม่ต้องถามทุกครั้ง
Auto Mode คือฟีเจอร์ที่ Ralph เน้นว่าช่วยจัดการ pain point ที่นักพัฒนาส่วนใหญ่เจอ นั่นคือเซสชันที่ตั้งใจปล่อยให้ run ยาว ๆ แต่กลับมาพบว่า Claude หยุดอยู่ตรง authorization request ของเรื่องเล็ก ๆ เช่น ขออนุญาตอ่านไฟล์ ขออนุญาตเข้าโฟลเดอร์ ในคลิป Ralph อธิบายว่า Auto Mode ใช้ classifier ตรวจสอบ 2 อย่างต่อหนึ่ง action
ข้อแรกคือ action นี้เป็น destructive หรือไม่ ถ้าทำแล้วจะเสียใจภายหลังหรือเปล่า เช่น ลบไฟล์สำคัญหรือ overwrite branch หลัก ข้อสองคือ action นี้ดูเหมือน prompt injection หรือไม่ มีร่องรอยว่ามีคนพยายามแทรกคำสั่งลงใน context ของ Claude หรือเปล่า ถ้าผ่านทั้งสองด่าน Claude จะทำต่อทันทีโดยไม่ถาม แต่ถ้าด่านใดด่านหนึ่งไม่ผ่าน Claude จะลองหา workaround ก่อน เช่น ใช้ path อื่นที่ไม่ destructive แล้วจะถามขออนุญาตเฉพาะเมื่อหา workaround ไม่ได้
Ralph สรุปว่าผลลัพธ์เชิง workflow ตรงกับสิ่งที่ Boris Cherny พูดไว้ในคีย์โน้ตช่วงเช้าของวันเดียวกัน นั่นคือการทำงานแบบ asynchronous กับ Claude สั่งงานแล้วเดินไปทำอย่างอื่นได้ เพราะ Claude จะรบกวนเฉพาะตอนที่จำเป็นจริง ๆ
5. Native Git Worktrees: หลาย Claude ทำงานคู่ขนานบน repo เดียวกัน
ในส่วนนี้ Ralph ขอให้ผู้ฟังยกมือว่ามีใครใช้ Git worktree ในงานประจำวันบ้าง คราวนี้มือยกมากขึ้น Ralph จึงอธิบายว่า worktree คือการ copy โปรเจกต์ออกเป็น sub-directory แยกที่ session เดียวเข้าถึงได้ เพื่อให้ Claude หลายตัวทำงานบน repo เดียวกันพร้อมกันโดยไม่เหยียบเท้ากัน ปัญหาคือก่อนหน้านี้นักพัฒนาต้องจัดการ worktree ทั้งหมดเอง ซึ่งยุ่งมาก
ตอนนี้ Claude Code รองรับ worktree แบบ native ผ่าน flag claude --worktree ที่จะ copy repo ไปยัง directory แยกและทำงานบนนั้นโดยอัตโนมัติ ถ้าอยู่ในเซสชันอยู่แล้ว ก็ขอให้ Claude สร้าง worktree ระหว่างเซสชันได้เช่นกัน Ralph ระบุเพิ่มว่า UI ใหม่ทั้ง Desktop App และ Agents View มี flag worktree built-in ตอนเริ่มเซสชันใหม่ จึงไม่ต้องเปิดเซสชันใหม่ผ่าน CLI เอง
ประโยชน์เชิง workflow สำหรับทีมที่ใช้ Claude Code คือสามารถ parallelize งานหลายอย่างบน repo เดียวกันได้ เช่น Claude ตัวหนึ่งกำลัง refactor module A อีกตัวหนึ่งกำลังเขียน test สำหรับ module B โดยทั้งคู่ไม่แก้ไฟล์ทับกัน
6. Auto Memory: บันทึก insight ของโปรเจกต์ที่ CLAUDE.md ไม่ครอบคลุม
ปัญหาที่ Ralph หยิบมาตั้งคำถามคือทุกครั้งที่เริ่มเซสชันใหม่ Claude มักเริ่มจากศูนย์ แม้จะมีไฟล์ CLAUDE.md แล้ว ก็ยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ Claude ไม่รู้เพราะไม่ได้บันทึกไว้ Auto Memory จึงเข้ามาแก้จุดนี้ โดย Claude จะค่อย ๆ จดบันทึกระหว่างทำงาน เช่น สไตล์การเขียนโค้ดของโปรเจกต์ การตัดสินใจด้าน architecture หรือ insight การ debug ที่เพิ่งค้นพบ แล้วเก็บเป็น memory.md บนเครื่องของนักพัฒนา
จุดสำคัญที่ Ralph ย้ำคือ memory.md ไม่ใช่ไฟล์เดียวที่อ้วนขึ้นเรื่อย ๆ แต่ออกแบบเป็น index ที่ชี้ไปยังไฟล์ย่อยอื่น ๆ และใช้กลไก progressive discovery เมื่อ Claude ต้องการ debug memory จริง ๆ จึงค่อย load ไฟล์ย่อยที่เกี่ยวข้องเข้า context ทำให้ context หลักไม่ bloat แม้โปรเจกต์จะสะสม insight มากแค่ไหน
Ralph เปรียบเทียบความสัมพันธ์ของสองไฟล์ไว้ตรงประเด็นว่า CLAUDE.md เปรียบเหมือนเอกสาร onboarding ที่นักพัฒนาเขียนให้ Claude วันแรกที่เข้าทำงาน ส่วน memory.md คือสมุดจดของ Claude ที่จดระหว่างทำงานจริง ทุก session และทุก worktree ในโปรเจกต์ใช้ memory ชุดเดียวกัน ที่สำคัญคือ memory จะไม่ push ขึ้น GitHub ไม่ออกจากเครื่อง และอยู่บนเครื่องของนักพัฒนาเท่านั้น ตรวจสอบได้ด้วยคำสั่ง /memory ซึ่งจะแสดง directory ทั้งหมดที่ Claude ดูแลให้
7. Code Review: multi-agent multi-phase ที่ทีม Anthropic ใช้กันเอง
Ralph เริ่มหัวข้อนี้ด้วยข้อสังเกตว่าเวลาคุยกับ partner ทั่วยุโรป คำถามยอดฮิตคือทีม dev ของ Anthropic เองใช้ Claude อย่างไร เรื่องที่เล่าได้คือ Code Review ซึ่งทีมภายในใช้และทดสอบมาจนนำมา bake เข้า product ทุกครั้งที่เปิด pull request Claude จะ spin up agent หลายตัวเพื่อ review PR ในมุมต่างกัน บางตัวตามหา error บางตัวมองหา bug บางตัวมองหา vulnerability บางตัวมองหา logical error
ที่ Ralph เน้นเป็นพิเศษคือเฟส 2 ของ pipeline หลังจาก agent กลุ่มแรกหาเจอแล้ว ระบบจะเอา finding ทั้งหมดมาตรวจซ้ำกับโค้ดจริงอีกครั้ง เพื่อ confirm ว่า finding นั้นเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ false positive ผลคือ error เชิง logic ที่เคยกินเวลา review หลายชั่วโมงเหลือแค่นาที
วิธีเปิดใช้คือถ้าติดตั้ง Claude GitHub App ไว้กับ repo Claude จะ review ทุก PR ใหม่โดยอัตโนมัติ ส่วนถ้าอยากเรียกใช้ด้วยมือก็พิมพ์ /ultrareview ใน terminal ของ Claude Code Ralph ทิ้งท้ายแบบติดตลกว่าไม่ใช่ super review ไม่ใช่ great review แต่เป็น ultra review เพราะเป็น process เดียวกับที่ทีม Anthropic ใช้ภายใน
8. Routines: scheduler และ webhook ที่รัน session บนคลาวด์
Routines คือฟีเจอร์ที่ Ralph บอกว่าตื่นเต้นที่สุดและยังอยู่ใน research preview ฟีเจอร์นี้ใช้กำหนด workflow ของ Claude Code ที่ trigger ได้จาก 3 ทาง คือ schedule (cron), webhook (GitHub event, e-commerce ฯลฯ) หรือ API call จากระบบอื่น ส่วน session ที่ trigger ขึ้นมาจะรันบนคลาวด์ ไม่ต้องเปิดเครื่องของนักพัฒนาไว้
ในการสาธิต Ralph สร้าง routine สอง routine บน Desktop App ตัวแรกเป็น scheduler ที่ทำงาน 8 โมงเช้าและ 4 โมงเย็นทุกวัน เพื่อตรวจสอบ commit ใหม่และ issue ใหม่ใน public repo ที่กำหนด ตัวที่สองเป็น webhook routine ผูกกับ event "issue opened" บน fork repo ของ Ralph เอง เมื่อมีคน open issue ใหม่ webhook จะ trigger session Claude ให้ทำหน้าที่ "triage issue และตอบกลับในสไตล์อัศวินยุคกลาง" (Ralph ตั้งใจเล่นมุก)
Ralph ทดสอบโดย open issue ปลอมว่ามี backdoor ในแอป ภายในเวลาไม่กี่วินาที session บนคลาวด์ก็รัน routine ขึ้นมาประเมิน issue และทิ้งคอมเมนต์กลับใน issue ทันที โดยเครื่องของ Ralph ไม่ต้องทำอะไรเลย Ralph อธิบายเพิ่มว่า routine สามารถมี connector ไปต่อกับระบบอื่น ๆ ได้เหมือน session Claude Code ปกติทุกประการ จึงทำ curl request, เรียก API และตรวจสอบ connector ได้หมด

9. Agents View: dashboard เซสชันคู่ขนานในที่เดียว
ฟีเจอร์สุดท้ายที่ Ralph สาธิตคือ Agents View ที่เปิดด้วยคำสั่ง claude agents ใน CLI สำหรับนักพัฒนาที่เปิด Claude Code หลายเซสชันพร้อมกัน (อย่างที่ Ralph บอกว่าตัวเองทำเป็นประจำ) Agents View จะรวมทุก session ไว้ในหน้าเดียว และแยกกลุ่มตามสถานะปัจจุบัน เช่น working, waiting for input, completed
Ralph สาธิตการสั่งงานพร้อมกัน 3 เซสชัน เซสชันแรกถาม schedule ของวันนี้ เซสชันที่สองสร้าง Spotify playlist สำหรับ Claude with Claude's London เซสชันที่สามวางแผน dark mode ให้แอป ทั้งหมดทำงานใน background พร้อมกัน นักพัฒนาจึงออกจาก terminal ไปทำอย่างอื่นแล้วกลับมาดูได้ ถ้าต้องการส่ง prompt เพิ่ม ก็กด space ที่เซสชันที่ต้องการในหน้า list โดยไม่ต้อง drill into session ตรง ๆ
จุดที่ Ralph เน้นเป็นพิเศษคือ grouping by status ทำให้นักพัฒนามอง dashboard ครั้งเดียวก็รู้ทันทีว่าเซสชันไหนเสร็จแล้ว เซสชันไหนรอ input และเซสชันไหนกำลัง run จึงไม่ต้องสลับ terminal window หลาย ๆ บานเพื่อตามดู Agents View ปล่อยเป็น public preview แล้ว และ Ralph เชิญผู้ที่ใช้หลายเซสชันพร้อมกันลองใช้ดู
ภาพรวมสำคัญ: Claude Code กำลังจะกลายเป็นอะไร
ถ้าดูตามลำดับฟีเจอร์ทั้ง 9 ตัวที่ Ralph สาธิต จะเห็นการเปลี่ยนสถานะของ Claude Code อย่างชัดเจน จากเดิมที่เป็น CLI ผู้ช่วยพิมพ์โค้ดในเทอร์มินัล ตอนนี้กลายเป็นเพื่อนร่วมทีมแบบ asynchronous ที่ทำงานพร้อมกันได้หลายช่องทาง ทั้งบนเครื่องนักพัฒนา (Worktree + Auto Mode), บนมือถือ (Remote Control), บน Desktop App (Plan + GitHub integration) และบนคลาวด์ (Routines + Code Review GitHub App)
จุดร่วมของทั้ง 2 ธีมคือการลด friction ในการตัดสินใจของนักพัฒนา ฝั่ง DX ลด friction เชิงกายภาพ เช่น หน้าจอกระพริบ หรือการต้องนั่งเฝ้า session บนแล็ปท็อปเครื่องเดียว ส่วนฝั่ง Autonomy ลด friction เชิง cognitive เช่น การถูกขัดจังหวะด้วยคำถามขออนุญาตเรื่องเล็ก ๆ หรือการต้อง repeat บริบทโปรเจกต์ในทุกเซสชันใหม่
สำหรับนักพัฒนาไทยที่ใช้ Claude Code อยู่แล้ว สิ่งที่ควรปรับ workflow มี 3 จุดหลัก จุดแรกคือเปิด full-screen TUI และ Remote Control เป็น default ทันทีใน settings.json เพื่อให้ทุกเซสชันใหม่พร้อม async ตั้งแต่ต้น จุดที่สองคือเริ่มใช้ claude --worktree กับงานที่ต้องการให้ Claude หลายตัวทำพร้อมกัน เพื่อ parallelize PR ใหญ่ ๆ ออกเป็น sub-task ที่ไม่ชนกัน จุดที่สามคือลอง deploy Code Review GitHub App กับ repo จริง เพื่อให้ทุก PR ได้ multi-agent review โดยอัตโนมัติและ catch logical error ที่ human reviewer มักพลาด
ทิศทางที่ Ralph สรุปไว้ท้ายคลิปตรงกับสิ่งที่ Boris Cherny วางไว้ในคีย์โน้ตเช้าวันนั้น นั่นคือ Claude Code ออกแบบมาเพื่อรองรับ asynchronous workflow ตั้งแต่ระดับเล็กที่สุด เช่น Auto Mode ที่ไม่หยุดถามเรื่องไม่จำเป็น ไปจนถึงระดับโครงสร้างใหญ่ เช่น Routines ที่รัน session บนคลาวด์โดยไม่ต้องเปิดเครื่องไว้ นักพัฒนาจึงไม่จำเป็นต้องนั่งจ้องหน้าจอ Claude ทั้งวันอีกต่อไป
Ralph ทิ้งท้ายว่าทุกฟีเจอร์ที่เล่ามาเกิดขึ้นได้เพราะ feedback จากนักพัฒนาทั่วโลก และเชิญผู้ฟังรายงาน bug หรือ request ฟีเจอร์ใหม่ผ่านช่องทาง social ของทีม Claude dev บน Twitter, "What's new" section ในเอกสาร, change log และ newsletter ของทีม
Note: เนื้อหาทั้งหมดสรุปจากคลิป What's new in Claude Code บนช่อง Claude (ช่อง YouTube ทางการของ Anthropic) ผู้บรรยายคือ Ralph จากทีม technical staff ฝั่ง EMEA partners ที่งาน developer event ณ ลอนดอน





ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความเห็น!