AI agent เคยถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของโปรแกรมเมอร์เท่านั้น แต่ภาพนั้นเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว เพราะตอนนี้ Claude Cowork จาก Anthropic และ OpenAI Codex พัฒนาไปจนช่วยงานความรู้ (knowledge work) ได้ครบ ตั้งแต่สร้างเอกสาร PDF, Excel, Word, PowerPoint ไปจนถึงจัดการอีเมล ตั้งงานอัตโนมัติ และสร้างเว็บ นั่นหมายความว่าคนทำงานเอกสาร การตลาด บัญชี หรือ HR ก็หยิบมาใช้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดได้ บทความนี้สรุปต่อจากการทดสอบมือเปล่าของ Paul J Lipsky ผู้ทำคลิป Codex vs Cowork for Regular People (Every Feature Compared) ที่ลงมือใช้ทั้งสองตัวจริง แล้วให้คะแนนเป็นหมวด ๆ จึงเหมาะกับผู้ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเริ่มจากตัวไหน

ทั้งสองตัวเริ่มต้นใช้งานผ่านแอปบนคอมพิวเตอร์เป็นหลัก โดยมือถือเป็นเพียงตัวเสริม ในคลิปของ Paul J Lipsky ระบุว่าจุดเด่นร่วมกันคือทั้งคู่ออกแบบมาเพื่อ "คนทั่วไป" ที่อยากให้ AI ช่วยงานประจำ ไม่ใช่แค่สายเขียนโปรแกรม ส่วนรายละเอียดที่ต่างกันนั้นมีอยู่หลายจุดที่ส่งผลต่อการเลือกใช้จริง
หน้าตาแอปและการจัดการโฟลเดอร์
Paul J Lipsky ชี้ในคลิปว่า Claude แยกการทำงานเป็น 3 แท็บชัดเจน ได้แก่ Chat สำหรับแชตทั่วไป, Cowork สำหรับงานความรู้อย่างการสร้างไฟล์ และ Code สำหรับงานเขียนโปรแกรม ผู้ใช้จึงรู้ทันทีว่ากดแท็บไหนแล้วจะได้อะไร ส่วน OpenAI Codex รวมทุกอย่างไว้ที่เดียวแบบ all-in-one โดยให้เลือกแค่ "work mode" ในหน้า settings ว่าจะเน้น coding หรืองานประจำมากกว่า หน้าตาจึงเรียบสะอาด ไม่รก ทั้งนี้ Paul J Lipsky ให้หมวดนี้เสมอกัน เพราะขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวล้วน ๆ
เรื่องโฟลเดอร์และโปรเจกต์ต่างกันชัดเจนกว่า Cowork เลือกได้หลายโฟลเดอร์พร้อมกัน และสร้างหลายโปรเจกต์จากโฟลเดอร์เดียวได้ เช่น แยกเป็น desktop-1 และ desktop-2 สำหรับงานคนละประเภทในโฟลเดอร์เดียวกัน ขณะที่ Codex ทำได้ทีละโฟลเดอร์ และจะสร้างโปรเจกต์ให้อัตโนมัติแบบ 1 โฟลเดอร์ = 1 โปรเจกต์ Paul J Lipsky มองว่ามี 2 ปัญหา คือบางครั้งผู้ใช้ไม่ได้อยากให้ระบบสร้างโปรเจกต์อัตโนมัติ และสร้างหลายโปรเจกต์ในโฟลเดอร์เดียวไม่ได้ แต่ Codex เข้าถึงแชตเก่าได้เร็วกว่า เพราะแชตทั้งหมดรวมอยู่หน้าเดียว ไม่ต้องกดเข้าโปรเจกต์ก่อน หมวดนี้จึงตัดสินให้เสมอ เพราะต่างฝ่ายต่างมีจุดเด่นที่อีกฝ่ายยังทำไม่ได้
การเชื่อมต่อเครื่องมือนอกและการคุมสิทธิ์
หมวดนี้ Paul J Lipsky ตัดสินให้ Cowork ชนะอย่างชัดเจน โดย Claude เรียกการเชื่อมต่อเครื่องมือภายนอกว่า "Connectors" ส่วน Codex เรียกว่า "Plugins" Cowork มีให้เลือกเยอะกว่ามาก และยังต่อ Zapier ได้ จึงเชื่อมเครื่องมือได้นับพันรายการ ในทางกลับกัน Codex มี plugin น้อยกว่า และไม่มี Zapier ผู้ใช้จึงเหลือตัวเลือกแค่เครื่องมือไม่กี่ตัวที่มีให้
จุดที่ Paul J Lipsky ย้ำว่าสำคัญที่สุดคือการปรับสิทธิ์แบบละเอียด ตัวอย่างที่เขายกคือ Gmail บน Cowork ที่ให้สิทธิ์เต็มกับงานอ่านหรือค้นหาอีเมลได้ แต่ตั้งให้ "ร่างอีเมล" ต้องขออนุมัติก่อนทุกครั้ง หรือจะบล็อกไปเลยก็ได้ ขณะที่ Codex ยังปรับสิทธิ์ละเอียดแบบนี้ไม่ได้ Paul J Lipsky ยังตั้งข้อสังเกตจากการใช้จริงว่า ช่วงที่เขาทดสอบ Cowork มีอาการตอบกลับอีเมลในเธรดเดิมไม่ได้ (กลายเป็นสร้างเมลใหม่แทน) ส่วน Codex ตอบในเธรดเดิมได้เนียนกว่า เขาจึงย้ายงาน triage อีเมลไปใช้ Codex ในช่วงนั้น แต่ยังยกภาพรวมหมวดนี้ให้ Cowork เพราะ connector ที่เยอะกว่าและการคุมสิทธิ์ที่ละเอียดกว่าเป็นเรื่องสำคัญ
งานอัตโนมัติ การสร้างไฟล์ และการแก้ไขไฟล์
สำหรับงานตั้งเวลาให้ระบบทำงานอัตโนมัติ ทั้งคู่ทำได้คล้ายกัน แต่ Paul J Lipsky ให้ Cowork ชนะอีกหมวด เพราะ Cowork แยกแต่ละรอบการรันให้ดูง่าย และรันตรงเวลาเชื่อถือได้ทุกครั้ง ส่วน Codex ผูก automation ไว้กับแชตที่สร้าง automation นั้น รันซ้ำในแชตเดิมโดยไม่แยกออกมา และเขาเจอปัญหาว่า automation ของ Codex ไม่รันตรงเวลาเสมอ แม้จะเปิดเครื่องไว้ 24 ชั่วโมงบน Mac Mini แบบไม่มีจอ เกร็ดที่ Paul J Lipsky แนะนำคือ ถ้าจะใช้งานอัตโนมัติให้ได้ผลจริง ควรรันบนเครื่องที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้งานทำงานเองได้แม้ไม่มีคนนั่งเฝ้า
ด้านการสร้างไฟล์ ทั้งสองตัวทำ PDF, Excel, Word และ PowerPoint ได้ดีทั้งคู่ โดย Paul J Lipsky ให้เสมอกัน แต่งานออกแบบดีไซน์เอนมาทาง Cowork เล็กน้อย ส่วนการเปิดดูและแก้ไขไฟล์ที่สร้างเสร็จนั้น Codex ทำได้ดีกว่าชัดเจน เพราะเปิดไฟล์ในแผงข้าง ขยายเต็มจอ ซูมเข้าออก สลับดู artifact ที่สร้างไว้จากแถบบนได้ และที่เด่นคือเลือกข้อความบางส่วนแล้วกด "Add to chat" เพื่อสั่งแก้เฉพาะจุดได้ ในทางกลับกัน Cowork เปิดดูได้จำกัด ตาราง Excel แน่นจนต้องเปิดนอกแอป ไม่มี add to chat และสลับ artifact ไม่สะดวก Paul J Lipsky เสริมว่าต้องดู "โมเดล" ที่ขับเคลื่อนด้วย เพราะถ้าชอบงานเขียนของ Claude Opus มากกว่า GPT-5.5 ก็เป็นอีกปัจจัย โดยเขามองว่างานเขียนของ Anthropic ยังดีที่สุด แต่ OpenAI ตามมาใกล้มาก

ดีไซน์ สร้างภาพ motion graphics และการควบคุมเบราว์เซอร์
หมวดงานสร้างสรรค์มีผลคละกัน Paul J Lipsky ระบุในคลิปว่างาน PowerPoint และเว็บแลนดิ้งเพจของทั้งคู่ใกล้เคียงกัน โดย Codex ได้เปรียบเล็กน้อยเพราะแก้ง่ายกว่า (เลือกจุดที่ไม่ชอบแล้ว annotate สั่งแก้ได้) ส่วนการสร้างภาพเป็นจุดที่ Codex ชนะ เพราะมี GPT Image อยู่ในตัวและทำได้ดีมาก ขณะที่ Claude ไม่มีฟีเจอร์สร้างภาพในตัว ต้องต่อ connector ภายนอก
ด้าน motion graphics กลับเป็นฝั่ง Claude ที่ได้เปรียบ เพราะมี Claude Design เป็นเครื่องมือแยกสำหรับทำ prototype แอป สไลด์ และ motion graphics Paul J Lipsky บอกว่าทำงานได้ง่ายและสวย จบใน 1-2 ช็อต (วิดีโอเปิดคลิปของเขาก็ทำจาก Claude Design) ส่วน Codex ต้องลง plugin ชื่อ Remotion ที่ใช้ยากกว่าและกินเวลามากกว่า ข้อจุกจิกที่เขาตั้งข้อสังเกตคือ Claude Design เป็นเครื่องมือแยกที่ต้องสลับออกจากแอป Cowork ซึ่งน่ารำคาญ เขาจึงทำสไลด์ในแอป Cowork แทน และใช้ Claude Design เฉพาะงาน motion graphics
ส่วนการควบคุมเบราว์เซอร์และคอมพิวเตอร์ ทั้งคู่มี browser use ผ่าน Chrome extension สำหรับสั่งเปิด Chrome เพื่อทำงานบนเว็บแทนผู้ใช้ โดย Cowork เร็วกว่า ขณะที่ Codex มี browser ในตัวแบบ sandbox เพิ่มเข้ามา เหมาะกับงานที่ไม่ต้องล็อกอิน นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังมี computer use ที่ควบคุมคอมและแอปอื่นได้ ซึ่ง Paul J Lipsky บอกว่าทำงานได้ดีทั้งคู่ สำหรับ Skills ที่เป็นการบันทึก workflow ไว้ใช้ซ้ำโดยไม่ต้องพิมพ์ prompt เดิมซ้ำ ๆ ทั้งสองตัวทำได้เหมือนกัน จึงเสมอกัน
ฟีเจอร์ปลีกย่อย Paul J Lipsky ให้ Codex ชนะ โดย Cowork มี Dispatch ที่สั่งงานต่อจากมือถือได้ขณะคอมเปิดอยู่ แต่เขามองว่ายังใช้งานได้ไม่ดีจึงไม่ค่อยใช้ ส่วน Codex มี Pets ที่พิมพ์ /pet แล้วเรียกสัตว์เลี้ยงขึ้นที่มุมจอ เพื่อคอยบอกสถานะแชตที่กำลังรัน และมี Mini windows ที่คลิกขวาแชตเพื่อเปิดเป็นหน้าต่างเล็กลอยได้ ทั้งสองอย่างช่วยตอนทำงานหลายอย่างพร้อมกัน อีกทั้งหน้าตา UI ของ Codex ยังเรียบสะอาดกว่า ขณะที่แถบซ้ายของ Cowork เริ่มรกจากแชตล่าสุดและเมนูที่เยอะขึ้น
ราคา และควรเลือกตัวไหน
เรื่องราคา Paul J Lipsky ชี้ว่า Cowork ใช้งานผ่านแพลนของ Anthropic ที่มีระดับ $20, $100 และ $200 ต่อเดือน โดยเขาบอกตรง ๆ ว่าแพลน $20 แทบใช้งานจริงไม่ได้เพราะโควต้าไปไม่ถึงไหน ส่วน Codex ใช้งานผ่านแพลนของ ChatGPT ที่มีตั้งแต่แพลนฟรี แพลน Go ที่ได้โควต้าเพิ่มนิดหน่อย และถ้าจะใช้จริงจังควรเป็นแพลน Plus ($20) ซึ่งให้โควต้าใช้งานเยอะกว่าแพลน $20 ของ Anthropic มาก เมื่อมองในแง่ปริมาณการใช้งานต่อราคา แพลน ChatGPT จึงคุ้มกว่า
ข้อสรุปของ Paul J Lipsky คือไม่มีผู้ชนะเด็ดขาด เพราะแต่ละตัวมีจุดแข็งคนละแบบ ฝั่ง Codex เด่นเรื่องใช้งานง่าย UI สะอาด แก้ไขไฟล์สะดวก สร้างภาพในตัวได้ มีฟีเจอร์ช่วยทำงานหลายอย่างพร้อมกัน และคุ้มราคากว่า ส่วน Cowork เด่นเรื่อง connector ที่เยอะกว่า ต่อ Zapier ได้ ปรับสิทธิ์ละเอียด งานอัตโนมัติเชื่อถือได้กว่า รองรับหลายโฟลเดอร์หลายโปรเจกต์ และทำ motion graphics ผ่าน Claude Design ได้ สำหรับคนทำงานทั่วไปที่ต้องตัดสินใจ แนวทางคือ ถ้างบจำกัดหรืออยากลองก่อน ควรเริ่มที่ Codex เพราะมีแพลนฟรีและแพลน Plus ที่คุ้มกว่า ทั้งยังใช้ง่าย แต่ถ้างานต้องเชื่อมหลายเครื่องมือ ต้องคุมสิทธิ์ความปลอดภัย หรือมีงานอัตโนมัติที่ห้ามพลาด ควรเลือก Cowork
จุดที่ Paul J Lipsky เน้นเป็นพิเศษคือ ท้ายที่สุดแล้วเขาใช้ทั้งสองตัวคู่กันเพื่อดึงจุดแข็งของแต่ละฝั่ง เทคนิคของเขาคือสร้างโฟลเดอร์กลางสำหรับ agent มี subfolder แยกแต่ละโปรเจกต์ และในแต่ละโฟลเดอร์เขียนชุดคำสั่ง (instructions) สำหรับ agent ไว้ ดังนั้นไม่ว่าจะชี้ Codex หรือ Cowork ไปที่โฟลเดอร์เดียวกัน ทั้งคู่ก็อ่าน instruction ชุดเดียวกันและรู้ว่าต้องทำอะไร นี่เป็น pattern ที่คนทำงานไทยนำไปใช้จริงได้ทันที
Note: เนื้อหาทั้งหมดในบทความนี้สรุปจากการทดสอบมือเปล่าของ Paul J Lipsky ในคลิป Codex vs Cowork for Regular People (Every Feature Compared) ผลการเปรียบเทียบและคำแนะนำมาจากมุมมองการใช้งานจริงของเขาในช่วงเวลาที่ทำคลิป ฟีเจอร์ของทั้งสองผลิตภัณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้





ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความเห็น!