crystl คือเทอร์มินัลบน Mac สำหรับคนรัน Claude Code กับ Codex หลายตัว ตัวไหนรอคำตอบ การ์ดลอยจะเด้งขึ้นมาเอง มี git worktree แยกให้แต่ละตัว และแผนฟรีก็ใช้ได้
crystl คือเทอร์มินัลบน Mac ที่เด้งการ์ดให้ตอบ Claude Code หรือ Codex โดยไม่ต้องสลับหน้าต่าง แถมยังแยก git worktree และนับ token โดยฟีเจอร์หลักอยู่ในแผนฟรี

crystl คือเทอร์มินัลหรือหน้าต่างพิมพ์คำสั่งบน Mac ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสถานการณ์แบบนี้โดยเฉพาะ ลองนึกภาพว่าคุณเปิด AI ช่วยเขียนโค้ดอย่าง Claude Code ทิ้งไว้พร้อมกัน 5 หน้าต่าง มีตัวหนึ่งถามว่าให้ทำต่อไหม แล้วหยุดรอคำตอบมา 10 นาทีแล้ว แต่เพราะคุณกำลังนั่งดูโค้ดอยู่อีกหน้าต่างหนึ่ง จึงไม่รู้เลยว่ามีอีกตัวกำลังรอคำตอบอยู่
คนสร้าง crystl ลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารฝ่ายเว็บของเอเจนซี่เล็กๆ มาศึกษาว่า AI กำลังเปลี่ยนโลกอย่างไร แล้วตื่นเต้นกับการรัน coding agent หรือ AI ที่ลงมือเขียนและแก้โค้ดเองหลายตัวพร้อมกัน แต่สิ่งที่เขาเจอคือ "I was switching tabs constantly to find out which agent needed me." นั่นคือเขาต้องคอยสลับแท็บไปมาตลอดเวลา เพื่อดูว่ามี agent ตัวไหนกำลังรอเขาอยู่บ้าง
เขาเริ่มสร้าง crystl ขึ้นมาในเดือนมีนาคม 2026 หลังจากลองใช้ทั้ง Ghostty, Warp และ Cursor แล้วยังไม่เจอเทอร์มินัลที่มีฟีเจอร์ตรงกับที่ต้องการ ตอนเริ่มต้น โปรเจกต์นี้เป็นเพียงแผงอนุมัติแบบลอยสำหรับ Claude Code เท่านั้น แต่ปัจจุบันได้พัฒนาจนกลายเป็นเทอร์มินัลเต็มรูปแบบสำหรับรัน agent หลายตัวในหลายโปรเจกต์พร้อมกัน ที่สำคัญคือถ้าคุณใช้ Mac และต้องรัน agent มากกว่าหนึ่งตัว ฟีเจอร์หลักส่วนใหญ่ก็เปิดให้ใช้ฟรี
ในแอปจะเรียกโปรเจกต์ว่า gem และเรียกแต่ละเซสชันว่า shard
ใน crystl ทุกโปรเจกต์ที่เปิดขึ้นมาจะเรียกว่า gem และแต่ละเซสชันในโปรเจกต์นั้นจะเรียกว่า shard โครงสร้างของแอปมีเพียงเท่านี้ คืองานทั้งหมดจะจัดกลุ่มตามโปรเจกต์ แล้ว crystl จะคอยดูแลทุกเซสชันแทนเรา
แต่ละ shard คือหน้าต่างเทอร์มินัลเต็มรูปแบบ 1 หน้าต่าง เราจะใช้รัน Claude Code หรือรันคำสั่งทั่วไปอย่าง git, npm, docker หรือ ssh ก็ได้ตามปกติ
ตรงนี้อาจจะชวนสับสนอยู่บ้าง เพราะ crystl ตั้งชื่อฟีเจอร์ต่างๆ ตามธีมแฟนตาซี เช่น แผนเสียเงินใช้ชื่อว่า Guild ส่วนโหมดที่ให้ agent หลายตัวคุยกันในแชตเดียวจะเรียกว่า quest แต่จริงๆ แล้วชื่อพวกนี้เป็นแค่ชื่อเฉพาะของแอป ไม่ได้มีคอนเซปต์ซับซ้อนอะไรให้ต้องจำเพิ่ม แค่จำง่ายๆ ว่า gem คือโปรเจกต์ ส่วน shard คือเซสชันเทอร์มินัล

4 ปัญหาที่ crystl เข้ามาแก้

การ์ดลอยบอกว่าตัวไหนรอเราอยู่
ปัญหาแรกคือ agent หยุดรอคำตอบอยู่ในหน้าต่างที่เราไม่ได้เปิดดู
crystl จึงแก้ปัญหานี้ด้วยการให้คำขออนุมัติ คำถาม หรือการแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาเป็นการ์ดลอยบนหน้าจอ โดยการ์ดแต่ละใบจะแยกสีตามโปรเจกต์ แค่เห็นสีก็รู้ทันทีว่าเป็นงานชิ้นไหน และเรากดปุ่มอนุมัติหรือพิมพ์คำตอบลงในการ์ดได้ทันที โดยไม่ต้องสลับหน้าต่างไปที่โปรเจกต์นั้นเลย
เบื้องหลังของการ์ดเหล่านี้คือระบบ hook ที่คอยส่งสัญญาณแจ้งเตือนเมื่อ agent มีคำถามหรือคำขออนุมัติ
แยก git worktree ให้แต่ละตัว งานไม่ทับกันจนถึงตอนรวม
ปัญหาถัดมาคือเมื่อให้ agent สองตัวช่วยแก้ไฟล์ในโปรเจกต์เดียวกัน โค้ดมักจะเขียนทับกันเอง
crystl แก้ปัญหานี้ด้วย git worktree หรือระบบสร้างโฟลเดอร์ทำงานแยกอีกชุดสำหรับโปรเจกต์เดียวกัน ผ่านเซสชันแบบแยกเดี่ยวที่เรียกว่า isolated shard ทำให้แต่ละเซสชันมีโฟลเดอร์ทำงานและ branch แยกเป็นของตัวเอง โค้ดที่กำลังแก้อยู่จึงแยกขาดจากกันคนละโฟลเดอร์ ไม่ทับซ้อนกันระหว่างทำงาน
เมื่อต้องการรวมโค้ด เรายังคงเป็นคนควบคุมและกดรวมด้วยตัวเอง ถ้าเซสชันไหนมี commit ที่ยังไม่ได้รวม แท็บนั้นจะแสดงป้ายลูกศรชี้ขึ้นพร้อมตัวเลข เราสามารถกด merge หรือ rebase ได้โดยตรงจากแท็บ ซึ่งระบบจะบอกชื่อ branch ปลายทางและจำนวน commit ที่จะรวมให้เห็นอย่างชัดเจน
ถ้าใครเพิ่งเคยได้ยินคำว่า worktree อ่านเพิ่มเติมก่อนได้ที่บทความ เรื่อง git worktree กับการรัน agent หลายตัว
ตัวนับ token บอกว่าอะไรกินเยอะ
ปัญหาที่สามคือปกติเรามักมองไม่เห็นว่า token หรือหน่วยนับปริมาณข้อความของ AI หมดไปกับอะไรบ้าง
crystl จะคอยบันทึกให้ว่าในแต่ละรอบที่ agent ตอบ ใช้ token ไปเท่าไหร่ และประเมินให้ว่าเหลืออีกเท่าไหร่ ยิ่งถ้าเป็น Claude Code ก็จะเห็นชัดเจนด้วยว่า context window หรือพื้นที่ความจำของบทสนทนายังเหลืออยู่อีกแค่ไหน
เมื่อเปิดแผงนับ token ขึ้นมา เราจะเห็นว่าปลั๊กอินและสกิลแต่ละตัวที่ติดตั้งให้ agent ไว้กิน token ไปเท่าไหร่ ตัวไหนกินเยอะเกินไปก็สั่งปิดได้ เซสชันจึงใช้ต่อได้นานขึ้น

ค้นหาประวัติย้อนหลังได้ และทำงานต่อได้หลังรีสตาร์ต
ปัญหาสุดท้ายคือต้องคอยเลื่อนดูข้อความเก่าๆ ยาวเหยียดในหน้าต่างเทอร์มินัล แค่จะรู้ว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง
crystl จะเก็บประวัติบทสนทนาทั้งหมดไว้ในเครื่องของเรา ทำให้ค้นหาย้อนหลังได้ และยังมีระบบ auto-resume ที่กู้คืนเซสชันเดิมกลับมาให้หลังรีสตาร์ต เราจึงทำงานต่อจากจุดเดิมได้
สลับจาก Claude Code ไป Codex ได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

ปัญหาที่ crystl ยกมาคือ พอสลับจาก Claude Code ไปใช้ coding agent อีกค่ายอย่าง Codex ตัวใหม่จะเริ่มจากศูนย์ ไม่รู้เลยว่าตัวก่อนหน้าทำอะไรไปบ้าง
วิธีแก้ของ crystl คือเก็บบริบทของ agent ไว้ในโฟลเดอร์ของแต่ละโปรเจกต์ เมื่อเปลี่ยนไปใช้อีกตัว agent ตัวใหม่จึงมีข้อมูล 3 ส่วนนี้ให้อ่าน:
- ไฟล์ตั้งค่ารูปแบบ Markdown: เป็นไฟล์ข้อความธรรมดาที่อยู่ในโฟลเดอร์โปรเจกต์ และ commit เก็บไว้พร้อมโค้ด ทำให้ agent ทุกตัวเข้ามาอ่านไฟล์ชุดเดียวกันได้เสมอ และไม่มีข้อมูลส่วนไหนผูกติดอยู่กับ crystl
WORKBENCH.md: รายการงานส่วนกลางของโปรเจกต์ ทั้งเราและ agent จะเห็นรายการเดียวกัน เมื่อ agent ทำงานเสร็จก็จะขีดฆ่างานนั้น หรือถ้าเจอประเด็นใหม่ระหว่างทางก็สามารถเพิ่มเข้าไปในนี้ได้- เทอร์มินัล cavrn: บันทึกทุกข้อความ การเรียกใช้เครื่องมือ และผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเป็นข้อมูลที่ agent ตัวอื่นอ่านได้ ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือธรรมดาบนหน้าจอ agent ตัวใหม่จึงค้นย้อนหลังได้เลยว่าตัวก่อนหน้าพูดอะไรและสั่งรันอะไรไปแล้วบ้าง
นอกจากนี้ ไฟล์ตั้งค่าโปรเจกต์มักจะมีปัญหาเรื่องความไม่สม่ำเสมอ ยิ่งถ้าเราต้องดูแลถึง 15 โปรเจกต์ ไฟล์คำสั่ง CLAUDE.md ที่คอยกำกับแนวทางของ Claude Code ก็อาจจะเขียนต่างกันไป 15 แบบ
crystl จึงมีระบบตรวจเช็กโปรเจกต์ที่ชื่อ project optimizer มาช่วยแก้เรื่องนี้ เมื่อเปิดดูโปรเจกต์ไหนก็จะเห็นคะแนนความพร้อมทันที พร้อมแสดงรายการจุดที่ขาดโดยเรียงตามความรุนแรง และสามารถกดแก้ไขได้ในคลิกเดียว
แอป iPhone ใช้งานฟรีเฉพาะตอนเชื่อมต่อ Wi-Fi เดียวกับ Mac
แอป crystl บน iPhone เปิดให้ดาวน์โหลดบน App Store ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2026 เมื่อเปิดแอปขึ้นมาจะเห็นทุกโปรเจกต์รวมอยู่ในรายการเดียว พร้อมบอกสถานะชัดเจนว่าเซสชันไหนกำลังทำงาน เซสชันไหนเสร็จแล้ว และเซสชันไหนกำลังรอเราตอบกลับ
การ์ดขออนุมัติจะส่งตรงมาถึงมือถือด้วย ทำให้เรากดอนุมัติหรือปฏิเสธได้ทันที หรือถ้ากดเข้าไปดูในแต่ละเซสชัน ก็อ่านผลลัพธ์ พิมพ์ตอบคำถาม สั่งงานเพิ่ม หรือจะรัน agent ตัวใหม่จากมือถือเลยก็ได้
แต่มีเรื่องสำคัญที่ควรรู้คือ แอปนี้จะใช้งานได้ฟรีเฉพาะตอนที่มือถือต่อ Wi-Fi วงเดียวกับ Mac เท่านั้น ส่วนการต่อเข้า Mac จากนอกบ้านจะต้องวิ่งผ่าน relay หรือตัวกลางส่งข้อมูลแบบเข้ารหัส ซึ่งเป็นฟีเจอร์ของแผน Guild ดังนั้นถ้าต้องการกดอนุมัติงานจากนอกบ้านอย่างร้านกาแฟ จะต้องใช้แผนเสียเงินเท่านั้น ฟีเจอร์นี้ไม่ได้รวมอยู่ในแผนฟรี
แผนฟรีพอไหม หรือควรจ่าย 170 ดอลลาร์ต่อปี
crystl มี 2 แผน คือ apprentice ที่ใช้ได้ฟรีตลอดไป และ Guild ราคา 170 ดอลลาร์ต่อปี (ประหยัดกว่าการจ่ายรายเดือนประมาณ 21%)
| ฟีเจอร์ที่ได้รับ | apprentice (ฟรี) | Guild (170 ดอลลาร์ต่อปี) |
|---|---|---|
| เปิดหลายเซสชันพร้อมกันและแยก worktree | ได้ | ได้ |
| การ์ดลอยแจ้งเตือนและตอบกลับ | ได้ | ได้ |
| ตัวนับ token | ได้ | ได้ |
| ระบบตรวจเช็กโปรเจกต์ (project optimizer) | ได้ | ได้ |
| ทำงานบนเครื่องอื่นผ่าน SSH | ได้ | ได้ |
| ตั้งเวลาสั่งรัน agent หรือคำสั่งล่วงหน้า | สูงสุด 3 รายการ | ไม่จำกัด |
| แอป iPhone | ใช้งานผ่าน Wi-Fi เดียวกัน | ใช้งานได้จากทุกที่ |
| CLI สำหรับให้ agent สั่งการแอปเอง | อ่านข้อมูลได้ และใช้ copy, card, schedule, usage | ใช้งานได้เต็มรูปแบบ |
| ฟีเจอร์ agent คุม agent ตัวอื่น | ไม่มี | มี |
| เวิร์กโฟลว์ sequence อัตโนมัติ (เช่น ตัวหนึ่งเขียน อีกตัวรีวิว อีกตัวแก้) | เขียน ตรวจสอบ และเปิดดูได้ | รันอัตโนมัติได้ตามเวลา เมื่อไฟล์เปลี่ยน หรือตั้งเช็กเป็นรอบ |
นอกจากนี้ แผน Guild ยังใช้ได้สูงสุด 3 เครื่อง ดูรายละเอียดเปรียบเทียบทั้งหมดได้ที่ หน้าราคาของ crystl
สำหรับผู้เริ่มต้น เราแนะนำให้ลองใช้แผนฟรีก่อนได้เลย เพราะการ์ดลอย git worktree และตัวนับ token มีอยู่ในแผนฟรีแล้ว ค่อยตัดสินใจอัปเกรดเมื่อต้องการให้ agent คุมงานกันเอง หรือต้องการสั่งงานผ่านมือถือจากนอกบ้านจริงๆ คุณเปลี่ยนแผนภายหลังได้ และระบบจะคิดเงินตามสัดส่วนให้
Claude Code เชื่อมต่อได้ลึกสุด ส่วน Antigravity CLI ยังไม่รองรับการ์ดลอย
crystl จะทำงานร่วมกับ agent แต่ละตัวได้เต็มที่แค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าตัว agent นั้นเปิดช่องทางเชื่อมต่ออะไรไว้บ้าง:
- Claude Code: เชื่อมต่อได้ลึกและสมบูรณ์ที่สุด
- Codex: รองรับระบบ hook จึงได้รับการ์ดอนุมัติและการแจ้งเตือนเหมือนกัน
- Antigravity CLI: เป็น agent สั่งงานผ่านเทอร์มินัลอีกตัวที่ยังไม่มีระบบ hook จึงยังไม่รองรับการ์ดอนุมัติและการแจ้งเตือน แต่ส่วนอื่นยังใช้งานได้ตามปกติ
- agent แบบ command-line ตัวอื่นๆ: เปิดรันในหน้าต่างเทอร์มินัลทั่วไปได้ เพราะทุกเซสชันใน crystl คือเทอร์มินัลที่ใช้งานได้เต็มรูปแบบ
ดังนั้น ก่อนจะย้ายงานมาทำบน crystl แนะนำให้เช็กก่อนว่า agent หลักของคุณมี hook แล้วหรือยัง ถ้าเป็นแบบ Antigravity CLI ที่ยังไม่มี คุณจะไม่ได้การ์ดอนุมัติและการแจ้งเตือน แม้ส่วนอื่นจะใช้ได้ตามปกติ และการ์ดนี้เองคือสิ่งแรกที่ crystl สร้างขึ้นมา
ใครที่เหมาะจะลองใช้ และใครที่ยังไม่ต้องรีบ
- คนที่ใช้ Mac และเปิดรัน agent พร้อมกันตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป หรือทำหลายโปรเจกต์พร้อมกัน: ควรลอง เพราะปัญหาที่ crystl แก้จะเริ่มโผล่ตรงจุดนี้
- คนที่ใช้ Windows หรือ Linux: ตอนนี้ยังใช้งานไม่ได้ เพราะตัวแอปรองรับเฉพาะ macOS เท่านั้น
- คนที่ใช้ Claude Code แค่ทีละตัวในโปรเจกต์เดียว: น่าจะยังไม่จำเป็น หน้าคำถามที่พบบ่อยของ crystl เองก็ตอบว่าคงไม่ต้อง แต่ถ้าคุณแค่อยากเห็นหลายเซสชันพร้อมกัน ลองดูบทความ Agent View หน้าจอเดียวที่สั่งหลายเซสชันของ Claude Code ได้
ความสามารถทั้งหมดนี้เป็นคำอธิบายจากเว็บ crystl เอง จึงควรลองกับโปรเจกต์เล็กๆ ก่อนย้ายงานจริงเข้ามา
ถ้าอยากเริ่มต้น ดาวน์โหลดได้ที่ crystl สำหรับ Mac ลองเปิดโปรเจกต์เล็กๆ สักโปรเจกต์ แล้วกดปุ่ม isolated shard บนแถบเซสชัน 2 ครั้งเพื่อสร้าง 2 เซสชันแบบแยกกัน สั่งให้ Claude Code ทำงานคนละเรื่องในแต่ละหน้าต่าง จากนั้นสลับไปทำงานอื่น แล้วรอดูว่าการ์ดจะเด้งขึ้นมาแจ้งเตือนเราตอนไหน
แม้การ์ดลอยจะช่วยให้เราไม่ต้องคอยตามหาว่า agent ตัวไหนกำลังรออยู่ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้เรามีเวลาเพิ่มขึ้น คำถามถัดมาคือ ในแต่ละวันเราจะตอบ agent ได้ทันสักกี่ตัว
ที่มา: เอกสารทางการของ crystl
ชอบเรื่องแนวนี้ มีอีบุ๊คฟรีให้อ่านต่อ
สร้าง Claude Skill แบบไม่ต้องรู้โค้ด คู่มือสร้าง Claude Skill ของคุณเองด้วยการคุยกับ Claude Code เป็นภาษาไทย
กดสมัครแล้วเราจะส่งเทคนิค AI และของแจกใหม่ๆ ให้ทางอีเมล เลิกรับได้ตลอด
สร้าง AI Automation Pipeline ทุกแบบ ด้วย Agents และ Skills

ปูจากพื้นฐาน prompt, context และ cost ไปจนปั้น Skill สั่ง Agent กับ Sub-agent แล้วต่อทุกอย่างเป็น pipeline อัตโนมัติที่ออกแบบเองได้ ดูฟรี 7 บทก่อนตัดสินใจ


