nanoMuse 1.0 ออกแล้ว agent ส่วนตัวแนว Muse ของ Meta แต่โอเพนซอร์สและแอปฟรี ทำงานแทนเราบนมือถือกับคอมของเราเอง สั่งข้ามเครื่องได้ พร้อมใช้กับแพ็กเกจ ChatGPT หรือ Claude ที่จ่ายอยู่แล้วได้
nanoMuse 1.0 คือ agent ส่วนตัวโอเพนซอร์สที่ทำงานแทนเราบนมือถือกับคอมของเราเอง และพิมพ์สั่งบนมือถือให้ไปทำบนคอมได้ ติดตั้งได้วันนี้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด

nanoMuse เพิ่งเปิดตัวเวอร์ชัน 1.0 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2026 โปรเจกต์นี้คือผู้ช่วย AI ส่วนตัวในรูปแบบ agent โอเพนซอร์สที่ลงมือทำงานแทนเราได้จริง
เวลาเราคุยกับแชตบอตทั่วไป แม้มันจะตอบวิธีแก้ปัญหาได้ครบทุกขั้นตอน แต่สุดท้ายคนที่ต้องเปิดแอป กดทำตาม และคัดลอกข้อมูลไปวางทีละขั้นก็ยังเป็นเราอยู่ดี ยิ่งถ้างานนั้นต้องทำบนคอมพิวเตอร์ แต่ตอนนั้นเรามีแค่มือถือ ก็ต้องรอจนกว่าจะได้กลับไปนั่งหน้าโต๊ะทำงาน
ก่อนหน้านี้ Meta เพิ่งเปิดตัวผู้ช่วยที่ลงมือทำงานแทนเราในชื่อ Muse แต่ตัว agent ของ Muse จะรันอยู่บนเครื่องเสมือนบนคลาวด์แบบหนึ่งเครื่องต่อหนึ่งผู้ใช้ ใช้โมเดลของ Meta และเป็นระบบปิด
nanoMuse หยิบแนวคิดเดียวกันมาใช้ทั้งหมด คือการลงมือทำให้แทนที่จะแค่ตอบคำถาม ทำงานต่อเนื่องได้แม้จะปิดแอปไปแล้ว จดจำข้อมูลเกี่ยวกับตัวเราได้ และจะหยุดถามเพื่อขออนุญาตก่อนทำอะไรที่ย้อนกลับไม่ได้ แต่จุดที่ต่างกันคือ nanoMuse รันอยู่บนมือถือ คอมพิวเตอร์ หรือเซิร์ฟเวอร์ของเราเอง ทุกอุปกรณ์เชื่อมต่อด้วยบัญชีเดียวกัน เราจึงพิมพ์สั่งงานจากมือถือ แล้วปล่อยให้มันไปรันต่อบนคอมพิวเตอร์ได้ทันที
nanoMuse เป็นโปรเจกต์ของชุมชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Meta และ Meta ก็ไม่ได้รับรอง ตัวแอปเปิดให้ใช้ฟรี และทุกคนติดตั้งมาลองใช้ได้ตั้งแต่วันนี้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดแม้แต่บรรทัดเดียว
nanoMuse มาครบทั้งระบบใน repo เดียว
nanoMuse เป็น agent ตัวเดียวที่มีชื่อและหน้าตาของตัวเอง โดยหน้าตาเริ่มต้นจะเป็นมังกรตัวเล็ก หากอยากเปลี่ยนเป็นแบบอื่นก็แค่พิมพ์บอกรายละเอียด โมเดลสร้างภาพจะวาดให้ใหม่ และมีโมเดลวิดีโอช่วยสร้างภาพเคลื่อนไหวให้ด้วย
คำว่า "nano" ในชื่อ สื่อถึงตัวระบบที่กะทัดรัดพอให้เราติดตั้งและรันเองได้ง่ายๆ ทั้งระบบประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่ แอปมือถือ, แอปบนคอมพิวเตอร์, เว็บคอนโซล และเซิร์ฟเวอร์กลางชื่อ Relay ที่เชื่อมทุกอุปกรณ์เข้าด้วยกัน ทั้งหมดนี้อยู่ในคลังโค้ดเดียวกันบน GitHub ภายใต้สัญญาอนุญาต GPL-3.0-or-later ซึ่งหมายความว่าสิ่งที่เปิดโค้ดออกมาไม่ใช่แค่ตัวแอป แต่เป็นทั้งระบบที่เรานำไปติดตั้งบนเครื่องของตัวเองได้เลย
โปรเจกต์นี้เปิดให้ดาวน์โหลดบน GitHub เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 โดยเริ่มจากแอป Android ที่ต่อยอดมาจาก OpenMinis 1.13 ซึ่งเป็น agent โอเพนซอร์สที่ทำงานบนมือถือ จากนั้นภายในไม่กี่วัน Relay, แอปบนคอมพิวเตอร์ และแอปบน iPhone ก็ทยอยตามมา
รายงานวิชาการของ nanoMuse เขียนโดยทีมวิจัยจาก Zhejiang University และเผยแพร่บนคลังเอกสารวิชาการ arXiv เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 วันถัดมารายงานนี้ก็ติดอันดับ 3 บน Hugging Face Daily Papers ซึ่งเป็นหน้ารวมรายงานวิจัย AI ประจำวัน
นอกจากนี้ บนเว็บบอร์ด Hacker News กระทู้ของ nanoMuse ยังได้คะแนนโหวตไป 65 คะแนนในหมวดเปิดตัวผลงาน Show HN ส่วนคลังโค้ดบน GitHub ก็มียอดดาวแตะ 528 ดวง (สถิติ ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2026)
สำหรับการอัปเดต เวอร์ชัน 1.0 ติดตั้งทับเวอร์ชันเดิมได้ทันทีโดยข้อมูลไม่หาย และตอนนี้มีอัปเดตเป็นเวอร์ชัน 1.0.1 แล้ว
โหมด Hands กดแอปแทนเรา และหยุดถามก่อนทำเรื่องที่ย้อนกลับไม่ได้
สิ่งที่ช่วยให้ nanoMuse ลงมือทำงานได้จริง คือชุดเครื่องมือที่ติดมาในตัว ทั้ง Linux Shell สำหรับสั่งงานระบบ เบราว์เซอร์ และการเชื่อมต่อเครื่องมือภายนอกผ่าน MCP และ Skills แต่ถ้าแอปไหนไม่มี API ซึ่งเป็นช่องทางให้โปรแกรมอื่นสั่งงานได้โดยตรง เครื่องมือทั่วไปเหล่านี้ก็เข้าไปจัดการไม่ได้
ช่องว่างนี้จึงเป็นที่มาของโหมด "Hands" เมื่อเราเปิดใช้งาน ตัว agent จะอ่านภาพหน้าจอแล้วกดปุ่มในแอปมือถือหรือโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์แทนเรา โดยถ้าแอปนั้นมี API มันจะเลือกสั่งงานผ่าน API ก่อนเสมอ แล้วค่อยใช้การกดหน้าจอเป็นทางเลือกถัดมา
โหมด Hands ต้องใช้คู่กับโมเดล AI ที่มองเห็นภาพได้ และระบบจะปิดสิทธิ์การเข้าถึงหน้าจอไว้เป็นค่าเริ่มต้นจนกว่าเราจะกดอนุญาตเอง ข้อจำกัดสำคัญคือ ตอนนี้โหมด Hands ยังใช้บน iPhone ไม่ได้ เพราะระบบปฏิบัติการของ iPhone ไม่อนุญาตให้แอปภายนอกเข้าไปควบคุมหน้าจอของเครื่อง
สิ่งที่ทำให้ผู้ใช้กล้าปล่อยให้มันทำงานแทน คือระบบหยุดถามเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะลบไฟล์ ส่งข้อความ หรือจ่ายเงิน nanoMuse จะหยุดแล้วขึ้นการ์ดขอความยินยอมจากเราก่อนเสมอ ไม่ว่าจะสั่งงานผ่าน Shell, เบราว์เซอร์ หรือโหมดกดหน้าจอบนมือถือก็ตาม

การ์ดนี้มีตัวเลือกให้เราตัดสินใจเองว่าจะอนุญาตแค่ครั้งนี้ อนุญาตตลอดทั้งแชตนี้ หรืออนุญาตถาวรเฉพาะสิ่งนั้น เช่น โฟลเดอร์ ผู้รับ เว็บ หรือแอปเดียว ถ้าเราเลือกอนุญาตกว้างขึ้น ตัว agent ก็จะถามน้อยลง แต่ก็เท่ากับเรายอมให้มันจัดการเรื่องนั้นๆ เองได้นับจากนี้
อย่างไรก็ตาม การกระทำบางอย่างตั้งให้อนุญาตแบบกว้างไม่ได้ เช่น เรื่องเงิน ทั้งการซื้อของ สั่งสินค้า จอง เทรด และโอนเงิน ระบบจะหยุดถามทุกครั้งก่อนจ่ายจริง และไม่มีตัวเลือกให้อนุญาตตลอดทั้งแชต ถ้าอยากให้ระบบจำการอนุญาต ก็ทำได้เฉพาะกับแอปหรือเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งเท่านั้น และตอนตั้งให้จำ ระบบจะขอให้เราปลดล็อกหน้าจอเพื่อยืนยันก่อน ส่วนคำสั่งอันตรายอย่างการล้างข้อมูลทั้งดิสก์ ระบบจะถามทุกครั้งและตั้งให้จำไม่ได้
สำหรับข้อมูลสำคัญอย่างรหัสผ่าน รหัสยืนยัน OTP หรือหมายเลขบัตรเครดิต ตัว agent จะไม่พิมพ์แทนเราเด็ดขาด เราต้องเป็นคนกรอกเอง ถ้าทำงานไปเจอหน้าเข้าสู่ระบบ หรือ CAPTCHA ที่ใช้ทดสอบว่าเป็นมนุษย์ มันจะส่งหน้าจอนั้นมาให้เราจัดการเอง พอเราทำเสร็จแล้วกดปุ่ม Done ตัว agent จึงจะกลับไปทำงานต่อ ส่วนการติดตั้งซอฟต์แวร์ ตัว agent จะติดตั้งให้ก่อนแล้วค่อยแจ้งเราทีหลัง
สั่งงานบนมือถือ แล้วให้ระบบไปทำต่อบนคอมพิวเตอร์

เราพิมพ์หรือพูดสั่งงานผ่านมือถือ แล้วปล่อยให้คำสั่งนั้นไปรันบนคอมพิวเตอร์ได้ทันที ถ้าต้องการเจาะจงเครื่องปลายทาง ให้พิมพ์ @Mac นำหน้าข้อความ งานนั้นก็จะไปรันบน Mac โดยตรง และหากงานบน Mac ต้องขออนุญาต การ์ดแจ้งเตือนจะเด้งกลับมาถามเราบนหน้าจอมือถือที่ถืออยู่ทันที ใครอยากเห็นการสั่งงานข้ามอุปกรณ์อีกรูปแบบ ลองอ่านเทียบกับบทความเรื่อง Shellular ได้
แม้จะดูเหมือนผู้ช่วยคนเดียวกัน แต่เบื้องหลังแล้วแต่ละอุปกรณ์รัน agent แยกของตัวเอง บนมือถือ agent จะทำงานอยู่ภายในแอปที่มี Linux รันอยู่ข้างใน พร้อม Shell และเบราว์เซอร์ในตัว ส่วนบนคอมพิวเตอร์ agent จะรันผ่าน nanoMuse Desktop ซึ่งเป็นปลั๊กอินของ DeepSeek Harness โปรแกรมจัดการ agent บนคอมพิวเตอร์
เมื่อเราเข้าสู่ระบบ ทุกเครื่องจะเชื่อมต่อหากันผ่าน Relay เพื่อส่งงานให้กันทำได้ สิ่งที่ส่งผ่าน Relay มีแค่ข้อความบทสนทนาเท่านั้น ส่วนไฟล์และภาพหน้าจอจะยังอยู่บนเครื่องที่สร้างมันขึ้นมา งานที่สั่งให้ไปรันบน Mac จึงเป็นการจัดการไฟล์บนเครื่อง Mac จริงๆ ไม่ได้อัปโหลดไฟล์ขึ้นไปทำบนคลาวด์
นอกจากแอปของตัวเองแล้ว nanoMuse ยังเข้าไปตอบข้อความในแอปแชตภายนอกได้อีก 4 แอป ได้แก่ 飞书 (Feishu), 钉钉 (DingTalk), 企业微信 (WeCom) และ Telegram โดย 3 แอปแรกเป็นแอปแชตสำหรับทำงานที่นิยมใช้ในจีน
ทำงานต่อเนื่องแม้ปิดแอป และเก็บความจำเป็นไฟล์ที่เราแก้เองได้
nanoMuse ไม่ได้ทำงานเฉพาะตอนที่เราพิมพ์สั่งเท่านั้น แต่จะคอยตรวจสอบเป้าหมายตามตารางเวลา รันงานประจำต่อเนื่องได้แม้เราจะปิดแอปไปแล้ว และยังเขียนฟีดเตรียมไว้ให้อ่านในทุกๆ เช้า
ส่วนระบบความจำ ตัว agent จะบันทึกข้อมูลหลัก 3 เรื่องไว้เป็นไฟล์ข้อความธรรมดาอย่าง Markdown ได้แก่ ตัวมันคือใคร, มันรู้อะไรเกี่ยวกับเราบ้าง และมันต้องตื่นขึ้นมาทำงานเมื่อไหร่ ข้อดีคือเราเปิดอ่านและแก้ไฟล์เหล่านี้ได้โดยตรง หากมันจำเรื่องไหนผิดไป เราก็แค่เปิดไฟล์แล้วแก้ข้อความในบรรทัดนั้นได้ทันที
ตารางที่ nanoMuse เปรียบเทียบตัวเองกับ Muse ของ Meta
ตารางนี้ทีมพัฒนา nanoMuse จัดทำขึ้นเองในไฟล์ README บน GitHub เพื่อเปรียบเทียบจุดเด่นระหว่าง nanoMuse, Muse ของ Meta และ OpenMinis
| Muse ของ Meta | OpenMinis | nanoMuse | |
|---|---|---|---|
| agent รันที่ไหน | เครื่องเสมือนบนคลาวด์ หนึ่งเครื่องต่อผู้ใช้ | มือถือเครื่องที่ติดตั้ง | มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือเซิร์ฟเวอร์ของเราเอง ใช้บัญชีเดียวข้ามทุกเครื่อง |
| แอปที่ไม่มี API | เข้าไม่ถึง เพราะเครื่องเสมือนไม่ได้แตะเครื่องของเรา | ใช้เครื่องมือช่วยการเข้าถึงผ่านคำสั่งบน Android | ควบคุมผ่านหน้าจอได้ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ โดยจะเลือกใช้ API ก่อนหากมี และให้เราจัดการเองตอนล็อกอิน (ยกเว้น iOS ที่ระบบไม่อนุญาต) |
| เครื่องอื่นๆ | ทุกเครื่องเป็นเพียงหน้าจอที่เชื่อมต่อไปยังเครื่องเสมือนตัวเดียว | ใช้งานได้เฉพาะบนเครื่องที่ติดตั้งเท่านั้น | แต่ละเครื่องส่งต่องานหากันผ่าน Relay และส่งคำขออนุญาตมายังเครื่องในมือเรา |
| โมเดล | ของ Meta | ต้องจัดหาและนำมาใส่เอง | มีโควตาฟรีจาก Relay หรือนำโมเดลของตัวเองมาใส่เพิ่มได้ |
| สัญญาอนุญาต | ปิดซอร์ส | GPL-3.0 | GPL-3.0-or-later พัฒนาต่อยอดมาจาก OpenMinis |
agent ที่รันบนคลาวด์เข้าไม่ถึงอุปกรณ์ของเรา จึงสั่งงานแอปที่ไม่มี API ไม่ได้ ส่วน agent ที่รันอยู่บนเครื่องของเราเข้าถึงแอปต่างๆ ในเครื่องได้โดยตรง จึงต้องมีระบบหยุดถามเพื่อความปลอดภัยคอยกำกับดูแล
ติดตั้ง nanoMuse ได้ทันทีโดยไม่ต้องเขียนโค้ด
ก่อนติดตั้งลงเครื่อง เราลองใช้งานผ่านเบราว์เซอร์ได้ที่ demo.nanomuse.dev ส่วนไฟล์ติดตั้งจริงของทุกระบบปฏิบัติการดาวน์โหลดได้จากหน้า Release ล่าสุดบน GitHub และสำหรับ iPhone กับ iPad ให้ติดตั้งผ่านลิงก์ TestFlight
| ระบบปฏิบัติการ / อุปกรณ์ | วิธีติดตั้ง |
|---|---|
| Android | ดาวน์โหลดไฟล์ APK จากหน้า Release ทุกเวอร์ชันลงลายเซ็นด้วยคีย์เดียวกัน จึงติดตั้งทับตัวเดิมเพื่ออัปเดตได้เลย |
| iPhone และ iPad | ติดตั้งผ่าน TestFlight ของ Apple โดยเป็นรุ่นเบต้าที่ผ่านการตรวจสอบของ Apple เรียบร้อยแล้ว กดลิงก์ก็ติดตั้งได้ทันที |
| macOS | ไฟล์ .dmg มีให้เลือกทั้งสำหรับชิป Apple Silicon และ Intel เนื่องจากตัวติดตั้งยังไม่ผ่านการตรวจความปลอดภัย Notarization จาก Apple ตอนเปิดครั้งแรกจึงต้องคลิกขวาที่ไฟล์แล้วกด Open |
| Windows | ดาวน์โหลดไฟล์ .exe แล้วตอนเปิดครั้งแรกให้กด Run anyway |
| Linux | มีให้เลือกทั้ง AppImage, .deb และ tar.gz |
ถ้าดาวน์โหลดไฟล์จาก GitHub ช้า ก็โหลดไฟล์ชุดเดียวกันได้จากเว็บไซต์สำรองที่ nanomuse.cn
เมื่อเปิดแอปขึ้นมา ให้เข้าสู่ระบบด้วยอีเมล (การล็อกอินด้วยเบอร์โทรศัพท์ใช้ได้เฉพาะเบอร์ของจีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น) หลังล็อกอินเสร็จ ระบบจะมีโมเดลพร้อมใช้งานทันที ทั้งมือถือ คอมพิวเตอร์ และเว็บคอนโซลจะใช้บัญชีเดียวกันและเห็นประวัติบทสนทนาชุดเดียวกัน หากคุยค้างไว้บนมือถือ ก็เปิดคุยต่อบนคอมพิวเตอร์ได้ทันที
แอปใช้ฟรี แต่การประมวลผลโมเดลยังมีค่าใช้จ่าย
nanoMuse เป็นโปรเจกต์ไม่แสวงหาผลกำไรที่ไม่เก็บค่าแอปจากผู้ใช้ แต่โมเดลที่ประมวลผลอยู่เบื้องหลังย่อมมีค่าใช้จ่าย คำว่าฟรีในที่นี้หมายถึงตัวแอปฟรีจริง ส่วนค่าโมเดลในช่วงแรก ผู้พัฒนาเป็นฝ่ายออกเงินแทนเรา
ตามเอกสารของโปรเจกต์ บัญชีใหม่จะได้รับโควตาใช้โมเดลฟรี 10 หยวน หากชวนเพื่อนมาสมัครด้วยรหัสเชิญของเรา เราจะได้เพิ่ม 5 หยวน และเพื่อนก็จะได้เพิ่ม 5 หยวนเช่นกัน ดูยอดโควตาล่าสุดได้ในแอป
เมื่อโควตาฟรีหมดลง เรามี 2 ทางเลือกในการใช้งานต่อโดยไม่ต้องพึ่งพา nanoMuse อีก โดยบัญชี รหัสเชิญ และเครื่องที่ผูกไว้ยังอยู่ครบ สิ่งที่เปลี่ยนมีแค่ผู้ให้บริการโมเดลเท่านั้น:
ทางเลือกแรกคือ นำ API Key ของเราเองมาใส่ ซึ่งเป็นรหัสสำหรับเชื่อมต่อบริการ โดยเอกสาร README ระบุว่ารองรับผู้ให้บริการถึง 18 เจ้า ถ้าอยู่นอกประเทศจีน เอกสารแนะนำให้เริ่มจากบริการรวมโมเดลอย่าง OpenRouter ที่รวมโมเดลหลายร้อยตัวไว้ใน Key เดียวและคิดเงินตามการใช้งานจริง รองลงมาคือ OpenAI ส่วนรายชื่อผู้ให้บริการพร้อมขั้นตอนขอ Key ของแต่ละเจ้า ดูได้ในเอกสาร own-key
ทางเลือกที่สองคือ ล็อกอินด้วยแพ็กเกจสมาชิกที่เราจ่ายอยู่แล้วผ่านตัวแอปได้เลย โดยไม่ต้องขอ API Key:
| แพ็กเกจสมาชิก | รองรับงาน | อุปกรณ์ที่ล็อกอินได้ |
|---|---|---|
| ChatGPT Plus, Pro, Team | แชต และโหมด Hands | Android, iPhone, คอมพิวเตอร์, เว็บ |
| Claude Pro, Max | แชต และโหมด Hands | Android, iPhone |
| Kimi | แชต และโหมด Hands | Android, iPhone |
แพ็กเกจสมาชิกเหล่านี้ใช้สั่งสร้างรูปภาพหรือคลิปวิดีโอไม่ได้ งานแบบนี้ยังต้องใช้ API Key นอกจากนี้ บน iPhone โหมด Hands จะปิดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเชื่อมกับโมเดลไหนก็ตาม
สำหรับผู้ที่เลือกใช้แพ็กเกจ ChatGPT มีข้อควรระวังที่เอกสารของ nanoMuse ระบุไว้ตรงๆ คือ เงื่อนไขของ OpenAI ครอบคลุมการใช้แพ็กเกจ ChatGPT ภายใน Codex ของ OpenAI เอง และแอปอื่นอย่าง OpenCode เคยโดนตัดสิทธิ์แบบนี้มาแล้วเมื่อเดือนมกราคม 2026 ดังนั้น การใช้แพ็กเกจที่เราจ่ายอยู่แล้วจึงประหยัดเพราะไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงว่าวันหนึ่งอาจใช้ไม่ได้ ถ้าเกิดขึ้นจริง เราก็เปลี่ยนไปใช้ API Key แทนได้ทันที
ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เมื่อเปลี่ยนมาใช้ API Key หรือแพ็กเกจของเราเอง ข้อความที่เราคุยจะไม่ผ่าน nanoMuse Cloud อีกต่อไป โดย nanoMuse Cloud คือเซิร์ฟเวอร์ Relay ของผู้พัฒนาที่ให้โควตาฟรี
ตรวจสอบการตั้งค่า Data Controls ก่อนเล่าเรื่องส่วนตัวให้ nanoMuse ฟัง

เริ่มจากข้อดีด้านความปลอดภัยก่อน ตัวแอปไม่เก็บสถิติการใช้งาน ไม่ส่งรายงานแครช และไม่ส่งข้อมูลการใช้งานใดๆ กลับไปเบื้องหลังเลย เซิร์ฟเวอร์เพียงหนึ่งเดียวของ nanoMuse คือ Relay ซึ่งเราเลือกไม่ใช้ก็ได้ โดยแอปยังทำงานได้ครบถ้วน
แต่หากเราเข้าสู่ระบบเพื่อใช้โควตาฟรี ข้อความที่เราพิมพ์จะส่งผ่าน Relay ไปยังโมเดลบนแพลตฟอร์มคลาวด์อย่าง Alibaba Cloud Model Studio และมีค่าเริ่มต้น 3 เรื่องที่ควรรู้ก่อนเริ่มใช้งาน:
- สวิตช์ฝึกฝนโมเดล: ตัวเลือก "Help improve nanoMuse's AI models" จะเปิดไว้ตั้งแต่แรกสำหรับบัญชีใหม่ ระหว่างที่เปิดอยู่ Relay จะเก็บข้อความที่เราคุยกับโมเดลบน nanoMuse Cloud ทั้งข้อความที่เราพิมพ์ คำตอบของโมเดล และเครื่องมือที่มันเลือกใช้ เพื่อนำไปฝึกฝนโมเดลเปิดของชุมชน
- การซิงก์บทสนทนา: ฟังก์ชันนี้จะเปิดทันทีที่เข้าสู่ระบบ โดยข้อความแชตจะเก็บไว้บน nanoMuse Cloud เพื่อให้อุปกรณ์ทุกเครื่องเห็นบทสนทนาตรงกัน ส่วนไฟล์และรูปภาพจะไม่อัปโหลดขึ้นไป
- การบันทึกหมายเลข IP: Relay จะบันทึก IP Address และประเภทของแอปที่เราใช้ ทุกครั้งที่เข้าสู่ระบบหรือส่งคำขอ
สวิตช์ช่วยฝึกโมเดลนี้จะไม่เก็บ System Prompt (คำสั่งตั้งต้นของระบบ) ซึ่งรวมถึงข้อมูลความจำเกี่ยวกับตัวเรา, ไม่เก็บผลลัพธ์ที่เครื่องมือส่งกลับมา และไม่เก็บไฟล์ภาพ เสียง หรือคลิปวิดีโอ ทั้งสวิตช์ฝึกโมเดลและการซิงก์บทสนทนาปิดได้ที่เมนู Settings แล้วเลือก Data controls ในหน้าเดียวกันนี้ยังกดลบข้อมูลที่เคยเก็บไปแล้วได้ทันที ส่วนโควตาฟรีไม่ได้ผูกกับสวิตช์นี้ ปิดแล้วโควตาก็ไม่หาย
หากเราไม่ได้เข้าไปปิดการตั้งค่านี้ตั้งแต่แรก แล้วเริ่มพิมพ์คุยเรื่องส่วนตัวทันที ทุกข้อความที่คุยกับโมเดลของ nanoMuse Cloud จะถูกบันทึกไว้ฝึกโมเดลจนกว่าเราจะเข้าไปปิดสวิตช์ด้วยตัวเอง
สำหรับผู้ที่ต้องการให้ข้อมูลอยู่ในการควบคุมของตัวเองมากที่สุด มี 2 ทางเลือก
ทางแรกคือ เปลี่ยนไปใช้ API Key ของตัวเอง ซึ่งเอกสารเรื่องความเป็นส่วนตัวของโปรเจกต์ระบุว่าข้อมูลจะไม่เกี่ยวข้องกับ Relay อีกต่อไป แต่ข้อความจะส่งตรงไปยังผู้ให้บริการโมเดลที่เราเลือกภายใต้เงื่อนไขของเจ้านั้น ส่วน API Key จะเก็บไว้บนเครื่องของเราเท่านั้น
ทางที่สองคือ ติดตั้ง Relay บนเซิร์ฟเวอร์ของเราเอง โดยใน README มีคำสั่ง bash scripts/self-host.sh --local สำหรับ Relay และ docker compose up -d app สำหรับเว็บแอปบนเซิร์ฟเวอร์ของเรา README ยังระบุว่าใช้เซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวอย่าง VPS เพียงเครื่องเดียว และใช้เวลาติดตั้งประมาณ 1 ชั่วโมง
เริ่มทีละก้าว จากเครื่องเดียวและงานเดียว
หากต้องการเริ่มต้นทดลองใช้งาน ลำดับขั้นตอนที่เราแนะนำมีดังนี้:
- ทดลองเล่นใน demo.nanomuse.dev ก่อน โดยยังไม่ต้องติดตั้งอะไรลงเครื่อง
- ติดตั้งบนเครื่องที่ใช้งานบ่อยที่สุดเพียงเครื่องเดียวก่อน แล้วเข้าสู่ระบบด้วยอีเมล
- เข้าไปที่ Settings แล้วเลือก Data controls เพื่อตัดสินใจเรื่องสวิตช์ฝึกโมเดลก่อนเริ่มคุยเรื่องส่วนตัว
- สั่งงานเล็กๆ สักหนึ่งงานที่ปกติต้องกดทำเองหลายขั้นตอน แล้วดูว่ามันหยุดถามขออนุญาตในจังหวะไหนบ้าง
- ติดตั้งบนเครื่องที่สอง แล้วลองสั่งงานจากมือถือให้ไปทำงานบนคอมพิวเตอร์
- เมื่อโควตาฟรีหมดลง ค่อยล็อกอินแพ็กเกจ ChatGPT หรือ Claude ที่จ่ายอยู่แล้วจากในแอป
การเริ่มตามลำดับนี้จะช่วยให้เราตัดสินใจเรื่องความเป็นส่วนตัวก่อนที่ข้อมูลจะถูกบันทึก และได้เห็นจากงานเล็กๆ ว่าระบบหยุดถามในจังหวะไหนจนมั่นใจ ก่อนจะมอบหมายงานใหญ่ให้มันทำแทน
เมื่อผู้ช่วย AI เริ่มลงมือกดทำงานแทนเราได้ คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ความเก่งของมันเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่ามันกำลังทำงานอยู่บนเครื่องของใคร และสวิตช์ควบคุมนั้นอยู่ในมือของเราจริงหรือไม่
ที่มา:
- โปรเจกต์ nanoMuse บน GitHub
- เอกสารทางการของ nanoMuse
- เอกสารทางการของ nanoMuse
- บทความ Show HN: NanoMuse – An open-source AI agent for your phone and computer จาก Hacker News
ชอบเรื่องแนวนี้ มีอีบุ๊คฟรีให้อ่านต่อ
สร้าง Claude Skill แบบไม่ต้องรู้โค้ด คู่มือสร้าง Claude Skill ของคุณเองด้วยการคุยกับ Claude Code เป็นภาษาไทย
กดสมัครแล้วเราจะส่งเทคนิค AI และของแจกใหม่ๆ ให้ทางอีเมล เลิกรับได้ตลอด
สร้าง AI Automation Pipeline ทุกแบบ ด้วย Agents และ Skills

ปูจากพื้นฐาน prompt, context และ cost ไปจนปั้น Skill สั่ง Agent กับ Sub-agent แล้วต่อทุกอย่างเป็น pipeline อัตโนมัติที่ออกแบบเองได้ ดูฟรี 7 บทก่อนตัดสินใจ


