OpenJarvis จาก Stanford ตั้งค่าให้ผู้ช่วย AI ส่วนตัวรันบนเครื่องเราเองก่อน ติดตั้งเสร็จใน 3 นาที
OpenJarvis คือเฟรมเวิร์กโอเพนซอร์สจาก Stanford ที่ให้ผู้ช่วย AI ส่วนตัวประมวลผลบนเครื่องของเราเองก่อน แล้วค่อยเรียกคลาวด์เมื่อจำเป็น ติดตั้งด้วยคำสั่งเดียวประมาณ 3 นาที แล้วได้เอเจนต์ในตัวอีก 8 ตัวไว้ใช้ทันที

OpenJarvis สลับค่าตั้งต้นของผู้ช่วย AI ส่วนตัวกลับด้าน แทนที่จะส่งทุกคำถามขึ้นคลาวด์ โมเดลที่อยู่ในเครื่องเราจะตอบก่อน แล้วค่อยเรียกคลาวด์เฉพาะงานที่เครื่องทำไม่ไหว คนที่ทำคือทีมวิจัยจาก Stanford สองกลุ่ม ได้แก่ Hazy Research และ Scaling Intelligence Lab
ลองนึกภาพตอนถามผู้ช่วย AI ว่าเช้านี้มีอีเมลอะไรต้องรีบตอบบ้าง คำถามนั้นไม่ได้อยู่แค่ในเครื่อง แต่เดินทางออกไปพร้อมเนื้อความในกล่องจดหมาย ไปถึงเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการอีกฝั่งหนึ่ง แล้วคำตอบถึงเดินทางกลับมา ทั้งที่ข้อมูลตั้งต้นทั้งหมดอยู่ในเครื่องเราตั้งแต่แรก
ทีมที่ทำเขียนไว้ตรงหน้าแรกของโปรเจกต์เลยว่า ผู้ช่วยส่วนตัวที่โผล่มาเต็มไปหมดตอนนี้ แทบทุกตัวยังส่งไปให้เซิร์ฟเวอร์ของคนอื่นประมวลผลอยู่ดี คำว่าส่วนตัวจึงหยุดอยู่แค่ชื่อ
ส่วนของที่จับต้องได้จริงคือ ติดตั้งด้วยคำสั่งเดียวราวสามนาที เปิดใช้งานแล้วได้เอเจนต์ หรือโปรแกรมทำงานอัตโนมัติในตัวมาอีก 8 ตัว และโค้ดทั้งก้อนเปิดให้เอาไปใช้ต่อได้
งานวิจัย Intelligence Per Watt บอกว่าเครื่องเราตอบได้ 88.7% แล้ว

ทีมเดียวกันนี้ทำงานวิจัยชื่อ Intelligence Per Watt ซึ่งวัดว่าโมเดลทำงานได้มากแค่ไหนต่อพลังงานที่ใช้หนึ่งหน่วย ผลที่รายงานไว้มีสองตัวเลขที่ควรอ่านคู่กัน
ตัวแรกคือขอบเขตของงาน โมเดลที่รันในเครื่องตอบคำถามแชทและโจทย์ใช้เหตุผลแบบถามครั้งเดียวจบได้แล้วราว 88.7% ของคำถามทั้งหมดที่เอามาวัด ตัวที่สองคือต้นทุนของงานนั้น ประสิทธิภาพต่อพลังงานของโมเดลในเครื่องดีขึ้น 5.3 เท่าในช่วงปี 2023 ถึง 2025 พูดง่ายๆ คือตัวแรกบอกว่าเครื่องเราตอบไหวแค่ไหน ส่วนตัวที่สองบอกว่าใช้ไฟเท่าไรในการตอบ
จุดที่ชวนสับสนคือ 88.7% นี้พูดถึงคำถามแบบถามครั้งเดียวจบเท่านั้น งานที่ต้องคุยต่อกันหลายรอบ หรือคิดยาวเป็นขั้นๆ ไม่ได้นับรวมอยู่ในตัวเลขนี้ แต่ต่อให้ตัดส่วนนั้นออก ตัวเลขนี้ก็ยังชี้ให้เห็นได้ชัดพอว่า ฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่ในบ้านเรารับงานถามตอบส่วนใหญ่ได้มานานแล้ว สิ่งที่ขาดคือซอฟต์แวร์ที่ทำให้ใช้จริงได้โดยไม่ต้องเป็นวิศวกร
ติดตั้ง OpenJarvis ด้วยคำสั่งเดียว จบใน 3 นาที
บน macOS, Linux หรือ WSL2 (ลินุกซ์ที่รันซ้อนอยู่ใน Windows) คำสั่งติดตั้งมีบรรทัดเดียว
curl -fsSL https://open-jarvis.github.io/OpenJarvis/install.sh | bashส่วนบน Windows แบบไม่ผ่าน WSL2 ใช้บรรทัดนี้แทน
irm https://open-jarvis.github.io/OpenJarvis/install.ps1 | iexใครไม่อยากแตะหน้าจอคำสั่งเลยก็มีตัวติดตั้งแบบกดปุ่มให้โหลด ทั้งไฟล์ .exe, .dmg, .deb, .rpm และ .AppImage เวลาที่ใช้อยู่ที่ราว 3 นาทีบนอินเทอร์เน็ตความเร็วปกติ เพราะตัวติดตั้งไปจัดการของที่ต้องมีให้เองทั้งหมด ทั้งชุดเครื่องมือของภาษา Python ที่แยกกล่องไว้ไม่ให้ชนกับของเดิมในเครื่อง และ Ollama โปรแกรมสำหรับรันโมเดลภาษาบนเครื่องตัวเอง จากนั้นมันจะดาวน์โหลดโมเดลตั้งต้นมาให้เสร็จในรอบเดียว
ตรงนี้คือความหมายจริงๆ ของคำว่ารันในเครื่อง ไฟล์โมเดลถูกเก็บอยู่ในฮาร์ดดิสก์ของเรา และการคำนวณเกิดขึ้นบนชิปของเครื่องที่วางอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่ที่ศูนย์ข้อมูลของใคร หลักการเดียวกันนี้คือสิ่งที่ทำให้การรัน RAG ในเครื่อง ตอบคำถามจากคู่มือกองใหญ่ได้โดยไม่ต้องส่งไฟล์ออกไปไหน
พอติดตั้งจบ พิมพ์ jarvis แล้วกด Enter ก็เริ่มคุยได้เลย ตอนเปิดครั้งแรกจะเป็นแชทธรรมดา ถ้าอยากเปลี่ยนหน้าที่ของมัน ก็ใช้ jarvis init --preset <name> โดย preset คือชุดค่าตั้งต้นสำเร็จรูปที่รวมเครื่องมือและวิธีทำงานไว้ให้แล้ว ตอนนี้มีให้เลือก 5 ชุด
- morning-digest สำหรับคนที่อยากได้สรุปประจำวันตอนเช้าออกมาเป็นเสียงพูด
- deep-research สำหรับงานค้นคว้าหลายขั้นตอนที่ต้องมีแหล่งอ้างอิงติดมาด้วย
- code-assistant สำหรับคนที่ต้องให้มันเขียนโค้ด รันโค้ด และแตะไฟล์ในเครื่องจริง
- scheduled-monitor สำหรับงานที่ต้องเฝ้าตามตารางเวลาและจำเรื่องเก่าได้
- chat-simple สำหรับคนที่อยากได้แค่ช่องแชทเปล่าๆ ไม่ต้องมีเครื่องมืออะไรพ่วง
มิเตอร์ที่นับอยู่ข้างคำตอบ
โปรเจกต์นี้มีแนวคิดหลักสามข้อ ข้อแรกคือชุดชิ้นส่วนกลางสำหรับประกอบเอเจนต์ที่รันบนอุปกรณ์ของเราเอง ข้อที่สองคือวิธีวัดผลที่นับพลังงาน ปริมาณการคำนวณ ความหน่วง และเงินที่จ่ายจริง เป็นเกณฑ์หลักเท่าๆ กับความแม่นยำ ข้อที่สามคือนำ trace หรือบันทึกว่าเอเจนต์ทำอะไรไปบ้างทีละขั้น มาปรับโมเดลให้ดีขึ้น โดยเก็บบันทึกเหล่านั้นไว้ในเครื่องของเราเอง
ข้อที่สองเห็นได้ด้วยตาตอนใช้งานจริง เพราะตัวเลขบนแถบข้างคำตอบเปลี่ยนไปตลอด

ความต่างตรงนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขสวย แต่อยู่ที่สิ่งที่เราต้องจ่าย เวลาใช้ผู้ช่วยบนคลาวด์ ต้นทุนมาในรูปบิลตอนสิ้นเดือน และเราแทบไม่เห็นว่าคำถามไหนแพงหรือถูก พอย้ายมารันในเครื่อง ต้นทุนคือค่าไฟและเวลาที่เครื่องทำงานอยู่ตรงหน้า เราจึงตัดสินใจได้ทันทีว่าคุ้มกับงานตรงหน้าหรือไม่
เอเจนต์ในตัว 8 ตัว แบ่งเป็น 3 โหมด
จุดต่างสำคัญของเอเจนต์คือมันเดินงานเป็นขั้นเองได้ หยิบเครื่องมือมาใช้เองได้ และรายงานผลกลับมา ไม่ใช่ช่องแชทที่รอเราพิมพ์สั่งทีละคำสั่ง ถ้าอยากเห็นว่าเอเจนต์ตัวหนึ่งประกอบขึ้นจากอะไรบ้าง กายวิภาคของ Local AI Agent แยกชิ้นส่วนไว้ครบแล้ว ส่วน OpenJarvis มีมาให้ในกล่อง 8 ตัว แบ่งตามจังหวะที่มันทำงาน
| โหมด | ตัวอย่างเอเจนต์ | เหมาะกับงานแบบไหน |
|---|---|---|
| on-demand (เรียกใช้เอง) | deep_research, native_openhands | งานที่สั่งทีเดียวแล้วรอผล เช่น ค้นคว้าพร้อมอ้างอิง หรือเขียนและรันโค้ด Python |
| scheduled (ตั้งเวลา) | morning_digest | งานที่ต้องเกิดซ้ำตรงเวลา เช่น สรุปประจำวันตอนเช้า |
| continuous (ทำงานต่อเนื่อง) | monitor_operative, operative | งานเฝ้าดูยาวๆ ที่ต้องจำเรื่องเก่าได้ เช่น ตามความเคลื่อนไหวของหัวข้อหนึ่งไปเรื่อยๆ |
โหมดที่ต่างจากผู้ช่วยแชทที่เราคุ้นมากที่สุดคือแบบทำงานต่อเนื่อง เพราะมันไม่ได้จบเป็นรอบๆ แต่ค้างอยู่และคอยจัดการความจำของตัวเองไปด้วย

morning digest สรุปอีเมล ปฏิทิน ข้อมูลสุขภาพ และข่าวให้ฟังตอนเช้า
ตัวที่เห็นภาพที่สุดคือ morning digest เพราะมันไม่ได้ขอให้เราไปนั่งอ่านอะไรเพิ่ม แต่รวบรวมอีเมล ปฏิทิน ข้อมูลสุขภาพ และข่าวมาทำเป็นสรุปสั้นๆ แล้วอ่านออกเสียงให้ฟัง เปิดใช้ได้ด้วยสามคำสั่ง
jarvis init --preset morning-digest-mac
jarvis connect gdrive
jarvis digest --freshบรรทัดกลางใช้เชื่อมบัญชี Google เพียงครั้งเดียว โดยครอบคลุมทั้ง Gmail, Calendar และ Tasks ส่วนบรรทัดสุดท้ายใช้สร้างสรุปรอบแรกและเล่นให้ฟังทันที หลังจากนั้นมันจะทำงานตามเวลาที่ตั้งไว้เอง
งานสรุปเช้าแบบนี้มีเวอร์ชันบนคลาวด์อยู่แล้ว อย่าง Gemini Daily Brief ที่สรุปบรีฟตอนเช้าจาก Gmail และ Calendar ความต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์ปลายทาง แต่อยู่ที่ว่าเนื้อความในกล่องจดหมายเปิดอ่านกันอยู่บนเครื่องไหน
เพิ่มสกิลจากคลังกลางได้เป็นหมื่นตัว
สกิลคือชุดคำแนะนำที่บอกเอเจนต์ว่าเครื่องมือชิ้นหนึ่งใช้ตอนไหนและใช้ยังไงให้ถูก ทุกสกิลจึงนับเป็นเครื่องมือหนึ่งชิ้นที่เอเจนต์ไปหยิบมาจากแคตตาล็อกได้เองเมื่อเจองานที่ตรงกัน ติดตั้งเพิ่มด้วยคำสั่ง jarvis skill install และเมื่อใช้ไปสักพัก คำสั่ง jarvis optimize skills จะเอาบันทึกการทำงานที่สะสมไว้มาปรับสกิลให้เข้ากับงานจริงของเรามากขึ้น
ของที่ต่อเข้ามาได้ไม่ได้มีแค่ที่โปรเจกต์เขียนเอง เพราะสกิลเดินตามมาตรฐานเปิด agentskills.io จึงดึงจากคลังข้างนอกได้ด้วย ทั้งชุดราว 150 ตัวจากโปรเจกต์ Hermes Agent และคลังของชุมชนอีกราว 13,700 ตัว
ตัวเลขหมื่นกว่าตัวฟังดูน่าตื่นเต้น แต่ของแบบนี้ไม่ได้ยิ่งเยอะยิ่งดี เพราะทุกสกิลที่ติดตั้งไว้จะกลายเป็นเครื่องมืออีกชิ้นที่เอเจนต์ต้องเลือกตอนตัดสินใจ การเริ่มจากไม่กี่ตัวที่ใช้จริงทุกวัน แล้วค่อยเติมตอนเจองานที่มันทำไม่ได้ จึงคุมผลลัพธ์ได้ง่ายกว่ากวาดมาทั้งคลังตั้งแต่วันแรก
ยังไม่ใช่ของที่พร้อมแทนคลาวด์ทั้งหมด

โปรเจกต์นี้ใช้สัญญาอนุญาต Apache-2.0 แปลว่าเอาโค้ดไปใช้และแก้ต่อในงานของตัวเองได้ ส่วนเป้าหมายที่ทีมประกาศไว้คือให้มันเป็นทั้งฐานสำหรับงานวิจัย และฐานสำหรับของที่เอาไปใช้จริง ในแบบเดียวกับที่เครื่องมือพัฒนา AI อย่าง PyTorch เป็นฐานให้งานสร้างโมเดลของทั้งวงการ AI มาก่อนแล้ว
เป้าหมายระดับนั้นแปลอีกทีว่าของยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ และคลาวด์ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ตัวโครงสร้างเองก็ออกแบบมาให้เรียกคลาวด์ได้เมื่อจำเป็น เพราะงานที่ยาวและซับซ้อนกว่าการถามครั้งเดียวจบเป็นส่วนที่ตัวเลข 88.7% ไม่ได้ครอบคลุมตั้งแต่แรก สิ่งที่เปลี่ยนไปคือลำดับการทำงาน จากที่ทุกอย่างออกนอกเครื่องโดยอัตโนมัติ กลายเป็นออกเฉพาะเท่าที่จำเป็น
แต่ก็ต้องแลกกับการที่เครื่องในบ้านรับภาระการคำนวณเอง และคนที่ติดตั้งต้องดูแลของในเครื่องตัวเองต่อ ระบบจะไม่อัปเดตให้เองอยู่เบื้องหลังเหมือนบริการบนคลาวด์ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการรู้แน่ๆ ว่าข้อมูลของเราถูกเปิดอ่านบนเครื่องไหน ซึ่งเป็นคำตอบที่บริการบนคลาวด์ให้ในแบบเดียวกันไม่ได้
ของแบบนี้ไม่ต้องรอเครื่องรุ่นหน้า ตัวเลข 88.7% กับ 5.3 เท่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วระหว่างปี 2023 ถึง 2025 ส่วนที่เหลือคือการตั้งค่าตั้งต้นใหม่ในหัวของเราเอง ว่าข้อมูลชิ้นไหนไม่ควรออกจากเครื่องตั้งแต่แรก และงานประจำวันงานไหนที่ย้ายกลับมารันบนเครื่องตัวเองได้แล้ววันนี้
ที่มา: โปรเจกต์ OpenJarvis บน GitHub
ชอบเรื่องแนวนี้ มีอีบุ๊คฟรีให้อ่านต่อ
สร้าง Claude Skill แบบไม่ต้องรู้โค้ด คู่มือสร้าง Claude Skill ของคุณเองด้วยการคุยกับ Claude Code เป็นภาษาไทย
กดสมัครแล้วเราจะส่งเทคนิค AI และของแจกใหม่ๆ ให้ทางอีเมล เลิกรับได้ตลอด
สร้าง AI Automation Pipeline ทุกแบบ ด้วย Agents และ Skills

ปูจากพื้นฐาน prompt, context และ cost ไปจนปั้น Skill สั่ง Agent กับ Sub-agent แล้วต่อทุกอย่างเป็น pipeline อัตโนมัติที่ออกแบบเองได้ ดูฟรี 7 บทก่อนตัดสินใจ


