OpenBot เปิดซอร์สให้ผู้ใช้คุมทุกอย่างที่บอททำ ส่วน Grok Bot จ่าย $200 ต่อเดือนแล้วใช้ได้เลย
OpenBot กับ Grok Bot ให้เพื่อนร่วมงาน AI มีคอมพิวเตอร์ของตัวเอง แต่ใช้คนละวิธี OpenBot เปิดซอร์สให้คุมทุกอย่างที่บอททำ ส่วน Grok Bot จ่ายแล้วใช้ได้ทันที

OpenBot กับ Grok Bot พา AI ออกจากช่องแชท ไปนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อีกเครื่องแทนเรา OpenBot เป็นแพลตฟอร์มโอเพนซอร์สจาก CopilotKit ที่องค์กรเอาไปติดตั้งบนเครื่องของตัวเอง ส่วน Grok Bot เป็นบริการของ xAI ที่สมัครผ่าน Grok แล้วเริ่มใช้ได้ทันที ราคาสูงสุดเดือนละ $200
ทั้งคู่ให้บอทมีเบราว์เซอร์ ไฟล์ และเทอร์มินัลเป็นของตัวเอง สั่งงานแล้วมันเปิดเว็บ กรอกฟอร์ม แล้วกดปุ่มเองจริง ๆ ไม่ใช่แค่ตอบกลับมาเป็นข้อความ ความต่างที่ทำให้ต้องเลือกจึงไม่ได้อยู่ที่โมเดลตัวไหนฉลาดกว่า แต่อยู่ที่ว่าใครเป็นคนอนุมัติว่าบอทแตะอะไรได้บ้าง และวันที่มันทำพลาด เราย้อนดูได้ละเอียดแค่ไหน
Grok Bot จ่าย $200 แล้วบอทเริ่มทำงานได้เลย
ทางที่เริ่มง่ายที่สุดคือฝั่ง Grok Bot สมัครแล้วได้ใช้ฟรีอยู่ช่วงหนึ่ง จะนานแค่ไหนขึ้นกับปริมาณงานที่สั่ง ถ้าใช้หนักอาจสั้นไม่ถึงวัน หลังจากนั้นราคาสูงสุดคือเดือนละ $200 และถ้าใครสมัครแพ็กเกจ Grok Ultra หรือ Super Heavy อยู่แล้ว ซึ่งราคาอยู่ที่ราวเดือนละ $300 ก็จะได้ Grok Bot ติดมาในแพ็กเกจโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
สิ่งที่ได้มาคือคอมพิวเตอร์คลาวด์หนึ่งเครื่องต่อหนึ่งบัญชี ไม่มีคนอื่นมาใช้ร่วม ในเครื่องนั้นมีเบราว์เซอร์ ระบบไฟล์ เทอร์มินัล เครื่องมือที่เชื่อมไว้ และพื้นที่ทำงานที่ทุกบอทใช้ร่วมกัน สร้างบอทกี่ตัวก็รันพร้อมกันบนเครื่องเดียวกันนี้ แต่ละตัวมีหน้าจอของตัวเองให้เราเปิดดูได้ว่ากำลังคลิกอะไรอยู่
จากรีวิวการใช้จริงของช่อง AI News & Strategy Daily พิธีกรสร้างบอทของตัวเองไว้ถึง 12 ตัว ตัวอย่างเช่น Chief of Staff ที่ประสานงานและสั่งงานบอทตัวอื่นต่อ บอทสำหรับทำหน้าเว็บโปรโมตสินค้า บอทจัดตารางนัด และบอทช่วยติดต่อคนในเมืองที่เขากำลังจะเดินทางไป ตอนสมัคร ผู้ใช้ยังเลือกได้ว่าจะยอมให้เก็บข้อมูลส่วนตัวไปปรับปรุงบริการหรือไม่ พิธีกรเลือกไม่ให้เก็บข้อมูล แล้วบอกว่าการปฏิเสธไม่ได้ทำให้ใช้งานได้น้อยลง
เขายังเทียบ Grok Bot กับ Open Claw โปรเจกต์ AI agent แบบติดตั้งเองที่ต้องหาเครื่องอย่าง Mac mini มาตั้งไว้ที่บ้าน แล้วสรุปว่า Grok Bot ปลอดภัยและง่ายกว่ามาก เพราะไม่ต้องดูแลเครื่องเอง รายละเอียดฝั่งการใช้งานจริงของบริการนี้อยู่ในเรื่อง Grok Bot ให้บอทแต่ละตัวมีคอมพิวเตอร์ของตัวเอง
บอท 12 ตัวบนเครื่องเดียว ใช้สิทธิ์ชุดเดียวกัน

เพราะบอททุกตัวอยู่บนคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน การให้สิทธิ์เข้าถึงบริการอย่างอีเมลหรือปฏิทินจึงทำครั้งเดียวจบ พอล็อกอินกับบอทตัวหนึ่ง บอทตัวอื่นก็ได้สิทธิ์นั้นไปด้วยโดยอัตโนมัติ พิธีกรเรียกสภาพนี้ว่ามีขอบเขตความปลอดภัยเพียงชุดเดียว เพิ่มบอทเข้าไปอีกกี่ตัวก็ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงใหม่ เพราะเป็นความเสี่ยงชุดเดิมที่ยอมรับไปตั้งแต่ตอนล็อกอินครั้งแรกแล้ว
ความสะดวกตรงนี้มีอยู่จริง ไม่ต้องมานั่งอนุญาตซ้ำ 12 รอบ แต่จุดที่ชวนสับสนคือ ขอบเขตชุดเดียวไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงน้อยลง มันแปลว่าแยกไม่ได้ต่างหาก บนเครื่องนั้นเราไม่มีทางให้บอทตัวหนึ่งอ่านอีเมลได้ แล้วห้ามอีกตัวแตะกล่องเดียวกัน ถ้าบอทจัดตารางนัดหลุดไปทำอะไรแปลก ๆ มันก็อยู่ในกล่องอีเมลเดียวกับบอทที่เราไว้ใจที่สุด
สิ่งที่เราต้องตัดสินใจจึงย้ายมาอยู่ก่อนหน้านั้นหนึ่งก้าว ไม่ใช่ว่าจะให้บอทตัวไหนเข้าถึงอะไร แต่คือจะยอมยกบัญชีชุดไหนให้เครื่องนี้ทั้งชุดตั้งแต่แรก งานส่วนตัวกับงานที่มีข้อมูลลูกค้าอยู่ด้วย ควรอยู่คนละบัญชีตั้งแต่ต้น
OpenBot ให้บอทแต่ละตัวมีคอมพิวเตอร์แยกกันจริง ๆ
ฝั่ง OpenBot ตอบคำถามเดียวกันด้วยการลากเส้นแบ่งคนละที่ บอทแต่ละตัวได้กล่องรันโปรแกรมแยกเฉพาะอย่างคอนเทนเนอร์ พร้อมโปรไฟล์เบราว์เซอร์และโฟลเดอร์ทำงาน /workspace แยกเป็นของตัวเอง บอทตัวหนึ่งล็อกอินเว็บไว้ อีกตัวจึงไม่ได้สถานะการล็อกอินนั้นไปด้วย ถ้าผู้ดูแลอยากกั้นอีกชั้น ก็ตั้งค่า COMPUTER_RUNTIME=runsc ให้คอนเทนเนอร์รันภายใต้ gVisor ระบบความปลอดภัยที่คอยแยกโปรแกรมออกจากระบบปฏิบัติการจริงอีกชั้น
หน้าตาการใช้งานคล้ายแอปแชตในที่ทำงาน บอทแต่ละตัวมีช่องคุยของตัวเองเรียงอยู่แถบซ้าย เปิดช่องไหนก็คุยกับบอทตัวนั้น ตัวอย่างที่มากับโปรเจกต์มีสามตัว คือ General Assistant สำหรับงานทั่วไป Knowledge สำหรับตอบคำถามเกี่ยวกับเอกสารบริษัท และ Risk Analyst สำหรับดูความเสี่ยงและการทำตามกฎระเบียบ เพิ่มตัวใหม่ได้เองผ่านไฟล์ agents.yaml หรือหน้า /agents

ระบบส่วนกลางตัดสินและบันทึกทุกการกระทำ

ส่วนที่เป็นหัวใจของ OpenBot ไม่ใช่ตัวแอป แต่เป็นจุดศูนย์กลางที่ทุกการกระทำต้องวิ่งผ่าน ไม่ว่าจะเปิดเว็บ อ่านเขียนไฟล์ เรียก MCP server ที่เป็นตัวเชื่อมให้ AI ใช้เครื่องมือภายนอก หรือสร้างชิ้นส่วนหน้าจอมาแสดงผล ทุกอย่างวิ่งผ่าน gateway ส่วนกลางตัวเดียวกันหมด โดย gateway จะทำสองอย่างเสมอ คือตัดสินก่อนว่าให้ทำไหม แล้วบันทึกไว้หลังทำเสร็จ
กฎที่ใช้ตัดสินเขียนด้วยภาษาเขียนเงื่อนไขอย่าง CEL เพื่อให้ระบบอ่านแล้วตอบได้ว่าอนุญาตหรือไม่ ส่วนการตั้งค่าความปลอดภัยใช้แบบ fail-closed ถ้าเกิดข้อผิดพลาด ระบบจะปฏิเสธไว้ก่อนเสมอ หลักการนี้เห็นชัดจากสามข้อ
- ระบบอ่านกฎ deny ก่อนกฎ allow เสมอ
- ไม่มีกฎเขียนไว้เลย แปลว่าไม่อนุญาตอะไรทั้งนั้น ไม่ใช่ปล่อยผ่าน
- กฎที่เขียนพัง ระบบก็ปฏิเสธ แทนที่จะเปิดทางให้
ความเข้มงวดแบบเดียวกันนี้ครอบคลุมไปถึง MCP server ที่ตั้งขึ้นเอง ซึ่งต้องผ่านการตรวจ URL ก่อน และเครื่องมือตัวไหนที่ยังไม่ได้จัดประเภทว่าเป็นการอ่าน ระบบจะนับว่าเป็นการเขียนไว้ก่อน
ทำไมต้องใช้กฎแทนที่จะให้คนกดอนุมัติทีละครั้ง เพราะการฝากความปลอดภัยไว้กับการกดอนุมัติของคนพังง่ายกว่าที่คิด อย่างที่เห็นจากตัวเลขที่ ผู้ใช้กดอนุมัติผ่านราว 93% พอกดจนชิน การอนุมัติก็เหลือแค่การกดให้ผ่าน กฎที่ตั้งไว้ล่วงหน้าไม่มีวันเหนื่อยและไม่เผลอ ส่วนบันทึกที่ gateway เก็บไว้คือสิ่งที่เปิดให้คนอื่นดูย้อนหลังได้ว่าบอทเข้าไปแตะอะไรบ้าง
พอเจอหน้าล็อกอิน สองระบบทำคนละอย่าง
จุดที่บอทไปต่อเองไม่ได้คือหน้าล็อกอินที่มี 2FA หรือรหัสยืนยันอีกชั้น ตรงนี้แหละที่สะท้อนปรัชญาของสองระบบออกมาให้เห็นชัดที่สุด
OpenBot มีกลไกสลับให้คนเข้าคุมแทนที่เรียกว่า take the wheel เมื่อบอทเจอหน้าล็อกอินหรือหน้ายืนยันตัวตน มันจะขอความช่วยเหลือ คนก็สลับเข้าไปคุมหน้าจอเดียวกันได้จากแผงควบคุมเดิม ทำเสร็จแล้วก็ปล่อยให้บอททำงานต่อ ระหว่างที่คนกำลังคุมอยู่ ระบบจะปฏิเสธคำสั่งของบอท ไม่ใช่ต่อคิวรอไว้ทำทีหลัง และทุกจังหวะของการสลับมือ ระบบจะบันทึกไว้เป็นเหตุการณ์ computer.help_requested computer.control_taken และ computer.control_released ที่ย้อนดูได้ว่าใครเข้ามาคุมตอนไหน
ฝั่ง Grok Bot จัดการตรงนี้ได้ลื่นกว่า เมื่อไม่มีตัวเชื่อมสำเร็จรูปสำหรับบริการนั้น บอทจะเปิดหน้าล็อกอินขึ้นมาให้เจ้าของบัญชีพิมพ์เองผ่านการคุมหน้าจอระยะไกล แล้วจำการล็อกอินนั้นไว้ใช้ต่อ โดยตัวบอทไม่ได้รับรหัสผ่านเป็นข้อความล้วน สิ่งที่รีวิวเล่าคือความลื่นไหลของขั้นตอนนี้ ไม่ได้ระบุว่าเบื้องหลังเก็บบันทึกการสลับมือไว้แบบไหน
ใช้ OpenBot ยังมีต้นทุนส่วนอื่นที่ต้องคิดด้วย
OpenBot ใช้สัญญาอนุญาตแบบ MIT ที่นำไปใช้ ปรับแก้ และต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ แต่ตัวโค้ดที่เปิดฟรี ไม่ได้แปลว่าฟรีทั้งระบบ ในนั้นไม่มีโมเดล AI แถมมาให้ ผู้ดูแลต้องนำ API key ของ OpenAI, Anthropic หรือ Google มาใส่เอง โดยระบบจะเข้ารหัสคีย์เก็บไว้ให้ และไม่บันทึกคีย์ลงประวัติการทำงานของระบบ ค่าโมเดลที่ใช้จริงจึงเป็นบิลอีกใบ ที่ต้องบวกเพิ่มจากค่าเครื่องที่เอามารันเอง
สิ่งที่ได้กลับมาคือข้อมูลยังอยู่กับเราเอง เอกสาร ข้อมูล vector ที่ใช้ค้นหา สิทธิ์การเข้าถึง และบทสนทนาทั้งหมด เก็บอยู่ในฐานข้อมูล PostgreSQL ที่องค์กรดูแลเอง ไม่ไหลออกไปที่อื่นนอกจากปลายทางที่ตั้งค่าไว้ ตัวแพลตฟอร์มยังไม่ผูกกับเฟรมเวิร์กตัวใดตัวหนึ่ง เพราะรองรับบอทที่สื่อสารผ่านโปรโตคอล AG-UI ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางในการสื่อสารระหว่างบอทกับหน้าจอที่ CopilotKit พัฒนาขึ้นเอง จะนำบอทที่พัฒนาด้วย LangGraph, Mastra, CrewAI หรือ Google ADK มาเชื่อมต่อก็ทำได้
สิ่งที่ควรรู้ไว้ก่อนคือ OpenBot ยังอยู่ในช่วงทดสอบขั้นต้นอย่าง Alpha ทีมงานบอกไว้เองว่าเป็นของใหม่และยังมีจุดติดขัดกับบั๊กให้เจออยู่บ้าง หน้าโปรดักต์เองก็มีคำถามเรื่องค่าใช้จ่ายอยู่ในหัวข้อคำถามที่พบบ่อย แต่ยังไม่มีคำตอบเป็นตัวเลขให้เทียบกับ $200 ของอีกฝั่ง
ถ้าอยากรู้ว่ากลไกอนุมัติทำงานยังไงโดยไม่ต้องอ่านเอกสารทั้งเล่ม ลองทำตามขั้นตอนนี้ในเครื่องทดลอง
bash scripts/start.shตัวแอปจะเปิดทำงานที่พอร์ต 3010 และ API server ที่พอร์ต 3001 จากนั้นเปิดหน้า /bot แล้วสั่งงานประโยคเดียวอย่าง Open news.ycombinator.com and tell me the top story หรือให้มันไปกรอกฟอร์มที่ httpbin.org แล้วเปิด /admin/audit ดูว่ามันบันทึกอะไรไว้บ้าง ปิดท้ายด้วยการเพิ่มกฎ deny ที่หน้า /admin/boundaries แล้วสั่งงานเดิมซ้ำ ถ้าคำสั่งเดิมโดนปฏิเสธ แปลว่ากฎที่เขียนไปมีผลจริง
ตัดสินใจจากคำถามที่ต้องตอบให้ได้
ถ้างานที่จะให้บอททำเป็นงานส่วนตัวหรืองานประสานงานที่ไม่มีใครมาขอดูหลักฐานย้อนหลัง และในทีมไม่มีคนดูแลเซิร์ฟเวอร์อยู่แล้ว Grok Bot จบเร็วกว่า จ่ายเงิน สร้างบอท แล้ววันนั้นมีของใช้เลย สิ่งที่ต้องแลกคือขอบเขตชุดเดียวที่แยกสิทธิ์รายตัวไม่ได้
แต่ถ้าคำถามแรกที่ต้องตอบคือข้อมูลลูกค้าไปอยู่ที่ไหน ใครอนุมัติให้บอทเปิดไฟล์นั้น และขอดูบันทึกย้อนหลังได้ไหม สิ่งที่ OpenBot ให้จริง ๆ คือคำตอบของทั้งสามคำถามนั้น ไม่ใช่ตัวบอท แลกมากับการต้องมีคนตั้งเครื่อง ใส่คีย์โมเดล ดูแลฐานข้อมูล และยอมรับเงื่อนไขว่าซอฟต์แวร์ยังอยู่ในช่วง Alpha
ค่าใช้จ่ายของ Grok Bot จบลงที่ใบเสร็จของเดือนนั้น ส่วน OpenBot เพิ่งเริ่มนับตอนที่ต้องมีคนมาดูแลต่อ
ที่มา:
- หน้าโปรเจกต์ CopilotKit/OpenBot จาก CopilotKit
- หน้าโปรดักต์ OpenBot จาก CopilotKit
- คลิป Grok Bot Is The First AI Agent You Just Install. Is It Worth $200? จากช่อง AI News & Strategy Daily
ชอบเรื่องแนวนี้ มีอีบุ๊คฟรีให้อ่านต่อ
NotebookLM ฉบับเข้าใจง่าย โยนเอกสารให้ AI อ่าน แล้วได้สรุป พอดแคสต์ และคลังความรู้ส่วนตัว
กดสมัครแล้วเราจะส่งเทคนิค AI และของแจกใหม่ๆ ให้ทางอีเมล เลิกรับได้ตลอด
สร้าง AI Automation Pipeline ทุกแบบ ด้วย Agents และ Skills

ปูจากพื้นฐาน prompt, context และ cost ไปจนปั้น Skill สั่ง Agent กับ Sub-agent แล้วต่อทุกอย่างเป็น pipeline อัตโนมัติที่ออกแบบเองได้ ดูฟรี 7 บทก่อนตัดสินใจ


